
วิธีจับช้าง 2
วิธีจับช้าง 2 คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ
KEY
POINTS
- การจับช้างเป็นพระราชพิธีที่มีการจัดตั้งทีมงานหลายฝ่ายภายใต้การบัญชาการของสมุหพระคชบาล ทั้งทีมสอดแนมโขลงช้างป่าและทีมต้อนโขลงโดยใช้ช้างต่อ
- วิธีการคือใช้ช้างต่อจำนวนมากเข้าโอบล้อมโขลงช้างป่าเป้าหมาย ทำให้เกิดการต่อสู้กันระหว่างช้างต่อและช้างป่าที่พยายามตีฝ่าวงล้อม
- เมื่อช้างป่าอ่อนกำลังลง จะถูกต้อนเข้าคอกชั่วคราวทั้งโขลง ก่อนจะคัดเลือกช้างที่มีลักษณะดีตามที่ราชการต้องการเพื่อนำไปใช้งานต่อไป
เพื่อให้จบสมบูรณ์ในเรื่องเกี่ยวกับการจับช้างก็ขอนำประสพการณ์ของ คุณพระ_พระราชวังเมือง (ปุ้ย คชาชีวะ) มาเรียบเรียงถ่ายทอดเล่าสู่ท่านฟังต่อ เปนสาระบันเทิงเพลิดเพลินใจในฉบับสุดสัปดาห์
อันว่าการจับช้างในพะเนียดแบบหลวงนี้นั้นแท้จริงแล้วนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีทอดเชือกดามเชือก (เชือกรัดช้าง) ซึ่งเคยเปนหนึ่งในพระราชพิธี 12 เดือน มีพราหมณ์สำคัญ คือ พราหมณ์พฤฒิบาศร่วมงานกับกรมช้าง (บาศ ก็คือ บ่วงบาศ คือ เชือกคล้องนั่นเอง) วิชาพราหมณ์จับช้างก็เปนอีกหนึ่งสายในสหวิทยาการบูรณาการของภารกิจสำคัญครั้งนี้
ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาพระคชคาสตร์กับพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงศึกษาวิชานี้ ในยุคต้นรัชกาลจะเสด็จมาเข้าพิธีด้วย ข้าราชการในกรมพระคชบาลทั้งนั้นไปเข้าพิธีทุกคน จนเมื่อเสร็จการพระราชพิธีนี้แล้ว จะถึงคราวจับช้าง
ท่านผู้อำนวยการใหญ่ รับกระแสพระบรมราชโองการเหนือเกล้าแล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ สมุหพระคชบาล(อ่านสมุหะ หรือ สะหมุ ก็ได้ถ้าไม่มีอะไรต่อท้าย) แปลความคือผู้รวมศูนย์ ผู้กำกับการ บังคับการสูงสุดของฝ่ายคนปฏิบัติงาน มีทั้ง สมุหนายก สมุหกลาโหม สมุหราชองครักษ์ สมุหราชมณเฑียร ตามภารกิจหน้าที่
ข้างงานช้างนี้สมุห์พระคชบาลท่านก็จะแบ่งทีมออกเป็นฝ่ายๆให้ชัดเจนขึ้นจากราชการปกติ ที่ท่านคุมทั้งกรมพะเนียด, กรมเชือก, กรมโขลง, กองช้างนอก, กรมพระคชบาล ให้เปน ทีมรวมเปนอย่าง ฉก.-เฉพาะกิจ adhoc
โดยที่ทางกรมช้างจะมีเจ้าหน้าที่แฝงตัวอยู่ตามป่าเขาลำเนาทุ่งหญ้าต่างๆคอยสังเกตการณ์กลุ่มช้างป่าซึ่งมีหลายเผ่าพงศ์วงศ์ตระกูลหน้าตาไม่เหมือนกันเสียงร้องไม่เหมือนกันกิริยาก็ต่างกัน เก็บเป็นข้อมูลไว้ว่าเหล่ากอ ไหนอยู่ทางไหนลูกหลานกี่ตัวแล้วมีตัวไหนลักษณะดีดีชอบอะไรไม่ชอบอะไร เรียกว่ามีข้อมูลพร้อมที่จะพิจารณาเลือกกลุ่มล็อกเป้าหมาย
จากปากคำของชาวกองช้างนอก มีบันทึกว่าช้างเถื่อนเหล่านี้ ถือเป็นทรัพยากรของหลวงจึงเรียกกันว่าช้างโขลงหลวงอยู่กันในบริเวณตั้งแต่ท้ายบางปะอินลงไปถึงเชียงรากคลองรังสิตตั้งแต่ยุคยังไม่ได้ขุดคลองเป็นป่าชุ่มน้ำ ที่เรียกว่าป่าอ้อป่าแขมทางทิศตะวันออกไปจดจังหวัดนครนายก ทิศใต้ไปจดทุ่งบางกะปิ
ข้างโขลงหลวงนี้มีหลายเหล่ากอ หัวหน้าโขลงเปนแม่แปรก เรียกกันเปนพวกๆตามกิริยา เช่น พวกพังเชื่อง พังเพรียว พังหมู พังด้วน พังแตร พังสังข์ พังชะเมอะ พังเถื่อน พังนกยูง
พวกพังเชื่องก็มักจะเชื่องสมชื่อไม่ค่อยดุแม้ในฝูงจะเป็นช้างพลายงาสั้นแบบสีดอตัวโต ก็ไม่ดุ พวกพังเพรียวก็ปราดเปรียวมาก พังหมูลูกหลานคางสั้นเหมือนหมู ดุเกเร พวกพังด้วนงาด้วน พวกพังเพรียวนั้นปรียวมาก พวกพังฉีก มักหูฉีก
ส่วนพังแตรพังสังข์ร้องเป็นเสียงแตร พวกพังสังข์ร้องคล้ายเสียงสังข์ พวกพังชะเมอะหน้าตาเร่อร่า พวกพังนกยูงชอบทำท่าป้อล้อ
ทั้งพวกหากินกันเป็นหมู่ ๆ หมู่หนึ่ง คือครอบครัวหนึ่งมีย่าตายายพ่อแม่คล้ายครอบครัวขยายของคนเรา มีจำนวนสมาชิกมากบ้างน้อยบ้างการไปปกโขลงนั้นท่านส่งช้างต่อไปเป็นหมู่ ๆ หลายหมู่ ช้างต่อหมู่หนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕ เชือก แยกย้ายกันไปตามตำบลที่มีข้างเถื่อนหากินอยู่ พวกนายโขลงรู้ดีเพราะตามปกติมีหน้าที่สอดแนมอยู่เสมอ
ทีนี้ท่านสมุห์ จะบัญชาการแบ่งทีมต้อนช้างจากในป่ามาเสริม เรียกทีมปกต้อนโขลง ทีมนี้โดยมากแล้วจะจัดมาจากหน่วยที่ดูแลช่างต่อซึ่งก็คือช้างที่ฝึกมาแล้วในการทำราชการฝ่ายช้าง
คุณพระใช้คำว่าได้ปรนเปรอช้างต่อ อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั้งสุพรรณบุรี, ลพบุรี, สระบุรี, อ่างทอง, นครปฐม เรียกลำลองกันว่า พวกนายกองช้างนอก ซึ่งความสามารถในการคุมช้างต่อที่ฝึกมาแล้วเพื่อเข้าประกบตัวจับช้างเถื่อนกลุ่มที่ต้องการได้เป็นอย่างดี
อีทีนี้ ก็จะต้องมีทีมต้อนช้างโดยตรง ให้แทรกอยู่ในทีมปกต้อนโขลง มักจัดจาก เจ้ากรมโขลงซ้าย เจ้ากรมโขลงขวา นามกรของท่านเจ้ากรมโขลงทั้งสอง น่าสนใจมากเพราะคุณพระเขียนเจาะจงเลยว่าท่านชื่อ พะยะอนันตไกโส กับ พะยะอนันตโยธัง!
ซึ่งตามลักษณะนี้แล้วไม่ใช่พระยาในราชการบรรดาศักดิ์เมืองไทยแน่นอน เชื่อว่าตรงกับคำว่า พะย้า ที่ทางไทยใหญ่เมืองเหนือล้านนาใช้เรียกบุคคลผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นที่นับถือ (เขียนไว้แล้วในตอน ‘พะย้าตะก่า พญาเด็กชาย’ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปี 2567) แถมราชทินนามก็พุทโธ พุทธัง ตรงตามจารีตนิยมของเมืองเหนือในการขนานนามชื่อผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
พะย้าทั้งสองท่านมีลูกทีมมาอีก เปนนายโขลง พันโขลง มีปลัดโขลงส่วนตัว ซึ่งรับราชการในฐานะทีมงานชั้นประทวนสังกัดย่อยอยู่ในกรมพระคชบาลอีกที
ได้ทีมจากฝั่งข้างนอกแล้วทีนี้ก็เหลือ ทีมพะเนียด คือ ทีมสร้างพะเนียดดักบีบคล้องในที่คอกพะเนียดในกรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา
เจ้ากรมพะเนียดซ้าย ชื่อ ขุนศรีสงคราม เจ้ากรมพะเนียดขวา ชื่อ ขุนพิชัยกุญชร เจ้ากรมเชือกซ้าย ชื่อ ขุนทรงศักดิ์ เจ้ากรมเชือกขวา ชื่อ ขุนทรงสิทธิ์
จากนั้นท่านตั้งผู้บังคับการ คือ พระกำแพงรามภักดี เจ้ากรมพระคชบาล ปฏิบัติหน้าที่อย่าง ผอ.เดินทาง มีรองผู้บังคับการคนหนึ่ง ขึ้นตรงตามลำดับต่อท่านสมุห์ ผู้บังคับการรับ ภารกิจมาแล้ว กระทำพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อเจ้าแม่พะเนียดเสียก่อน ที่ศาลบริเวณเชิงเทินทิศเหนือด้านในประดิษฐานรูปเทวดาบุรุษสตรี ตั้งเครื่องกระยาบวชหัวหมูบายศรี และนำน้ำมนต์ที่ตั้งไว้ให้ท่านประสิทธิ์ ประพรมถ้วนทั่วทั้งตัวคนและช้างที่จะไปออกราชการต้อนโขลงไล่โขลง
ซึ่งทางกรมช้างถือเป็นการออกศึกครั้งสำคัญเพราะมีอันตรายมากทั้งจากธรรมชาติและจากช้างป่ารวมกระทั่งช้างของตนเองด้วย รวมถึงเภทภัยนานาประการที่การคาดเดาอาจจะไปไม่ถึง ลูกเมียอยู่ทางบ้านก็ต้องสำรวมกายใจ ดังได้เล่าไว้ในฉบับก่อนๆ
ส่วนเครื่องกระยาบวช หรือ กระยาบวดนั้น ท่านหมายถึงเครื่องขาว ตั้งเพื่อสังเวยเทพยดาระดับสูงซึ่งหลายตนหลายองค์ หลายท่านเปนสัมมาทิฐิไม่เสพของสดคาว เครื่องกระยานี้จึงมัก ประกอบด้วย ถั่วทองคั่ว งาขาวคั่ว กล้วยบวดชี ขนมต้มไส้ใน(ต้มขาว) ขนมต้มไส้นอก (ต้มแดง) ขาดไม่ได้คือมะพร้าวอ่อน อาจเสริมด้วย ขนมมันปิ้งใส่ข้าวโพด และ/หรือ กระยาสารทน้ำอ้อย ในสังคมยุคใหม่
เมื่อพร้อมกันแล้ว ผบก. จึงสั่งแจกจ่ายช้างต่อซึ่งมีจำนวนมากถึง 400 เชือก ให้พะยะเจ้ากรมโขลง ทั้งซ้ายขวากรมละเท่าๆกัน
จากนั้นทุกคนกราบลาสมุหพระคชบาล ซึ่งนอกจากจะเปนบิดาแท้ๆของ ผบก. ในกรณีนี้ ท่านยังอยู่ในที่อย่างครูหมอผู้เฒ่าของทุกคนอีกด้วย
ในคราวนั้นกองช้างทั้งหลายยกไปตั้งกันอยู่ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ซึ่งถ้าดูภูมิประเทศต่อเนื่องมาก็คือเขตอุทยานเขาใหญ่ฝั่งทิศใต้นั่นเองก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีสรรพสัตว์ที่สมบูรณ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมากแล้วก็เริ่มเกณฑ์คนในการทำคอกชั่วคราว
ส่วนการจะจับเอาช้างก็ไม่ใช่ว่าช้างทุกตัวมันเหมือนกันเอาตัวไหนก็ได้ ที่สำคัญคือจะต้องเลือกช้างตามสเป็คในทางราชการซึ่งมีขนาดไม่สูงกว่า 4 ศอก เป็นช้างงา คือมีงาคู่ หรือเป็นช้างสีดอ คือว่า เพศผู้นั่นแหละแต่ว่างาสั้นหน่อย ช้างพังก็ได้ สำคัญต้องมีรูปงาม เพราะจะเอามาใช้เป็นช้างศึก ช้างทรง ช้างพระที่นั่ง ช้างพระประเทียบ บรรทุกต่างสัมภาระในราชการต่างๆ
หมู่ช้างต่อที่จะเข้าไปปกจะต้องพยายามเข้างานทางใต้ลมตีวงล้อมไว้ พอได้ที่แล้วจึงส่งช้างต่อที่มีฝีเท้าเร็วเชือกหนึ่งวิ่งขึ้นไปเหนือลม ช้างเถื่อนได้ระคายกลิ่นช้างบ้านก็จะพากันหนีแตกกระจายออกทางทิศใดทิศหนึ่ง คราวนี้ช้างต่อในวงก็เข้าประชิดจะโอบรัดแน่นเป็นวงๆรัดเข้ามา ทิ้งระยะห่างจากหมู่ช้างเถื่อนพอสมควรที่จะรับมือการต่อสู้จากแม่ปะแหรกหรือแม่หนักขนาดใหญ่ได้
คราวนี้ก็จะเกิดสงครามช้างชนช้างกันเกิดขึ้นเนื่องจากหัวหน้าโขลงช้างเถื่อนต้องพาพวกแหกด่านวงล้อมออกให้ได้ ตัวไหนมีงาก็เอางาแทงกัน ตัวไหนไม่มีงาก็ใช้วิธีพุ่งชน ซึ่งต้องระวังให้จงหนัก ช้างต่อตัวไหนขนาดเล็กรับน้ำหนักการชนปะทะได้ยาก มักถูกชนล้ม คนขี่กระเด็นตกลงมาตาย ก็เกิดขึ้นมาแล้ว
หลายคราวชนช้างต่อตัวหนึ่งแล้วไม่แพ้ก็ไปชนช้างตัวอื่นอีก บางทีช้างเถื่อนใช้เล่ห์กลเดินสืบเท้ามุ่งหน้าหมายตามายังช้างต่อตัวเป้าหมาย แต่สลับไปชนตัวอื่นที่ยืนไม่ระวังแทน หรือบางตัวทำเป็นเดินเชื่องเชื่อง นึกว่าจะไม่ชนแต่ที่ไหนได้พอได้ที่กลับเร่งสปีดวิ่งเข้าใส่อย่างแรงดังโป้งดังปัง
ในสถานการณ์เช่นนี้ปวงช้างทั้งหลายเขาไม่ได้สู้กันในอัตราหนึ่งต่อหนึ่งเสมอไป บางทีช้างเถื่อนวิ่งออกชนพร้อมกันหลายตัวจนช้างต่อจะช่วยกันก็ไม่ได้ จับไม่ติด เมื่อได้ชนกันจนหมดแรงไปข้างนึงแล้ว นายโขลงเห็นว่าข้างเถื่อนอ่อนกำลังลงจะไม่มีการชนกันอีกต่อไปแล้ว
ก็ให้ช้างต่อตัวหนึ่งออกเดินนำหน้า นอกนั้นเดินขนาบข้างและไล่หลังต้อนไล่ช้างเถื่อนหมู่นั้นมายังคอกชั่วคราวที่เตรียมไว้ ช้างเถื่อนที่ไล่มาเข้าคอกนี้ขอให้ทราบเสีย ด้วยว่า ไม่จำเพาะแต่ช้างที่ทางราชการต้องการ ต้องไล่เอาพวกพ้องพี่น้องพ่อแม่มาด้วยพอสมควรไม่เช่นนั้นจะคุมไม่ติด ต้องเอามาทุกพวก ไว้ก่อน ไม่งั้นเกิดเหตุอาละวาดวุ่นวาย
ฉะนั้นช้างที่ได้เข้าพะเนียด ถ้าสังเกตแล้วจะเห็นมีพวกต่างๆ กันไป ปีใดถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ หรือทรงมีพระราชอาคันตุกะต่างชาติมาชมด้วย
สมุหพระคชบาล จะต้องปกเอาข้างใหญ่ ๆ สูง 6 ศอกมาด้วยสักเชือกหรือสองเชือก เพราะจะต้องมีการชนกันกับช้างต่ออย่างขนาดหนัก เวลาไล่เข้าพะเนียดและเวลาคล้องซึ่งน่าตื่นเต้นหวาดเสียวใจเปนการประกาศความสามารถต่อหน้าชาวโลก
ซึ่งงานนี้มีความอันตรายมาก เมื่อได้รวบรวมช้างเถื่อนที่ปกมาได้ครบจำนวน 300-400เชือก ตามที่ท่านกำหนดเป้ามาให้แล้ว
ก็จะทำการไล่โขลงเข้าพะเนียดที่พระนครศรีอยุธยาเปนลำดับต่อไป
(ต่อฉบับหน้า)







