thansettakij
thansettakij
วิธีจับช้าง

วิธีจับช้าง

03 ต.ค. 68 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :10 ต.ค. 68 | 17:17 น.

วิธีจับช้าง คอลัมน์ Cat out of the box โดย พีรภัทร์ เกียรติภิญโญ

KEY

POINTS

  • "การโพนช้าง" ซึ่งเป็นวิธีการจับช้างป่าแบบดั้งเดิมในภาคเหนือและอีสาน โดยใช้ช้างต่อและมีครูบาหรือหมอเฒ่าผู้มีวิชาเป็นผู้นำทีม
  • หัวใจสำคัญของการโพนช้างคือพิธีกรรม "การเข้ากรรม" ซึ่งผู้ร่วมคณะต้องถือศีลและปฏิบัติตามข้อห้ามที่เคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยและให้ภารกิจสำเร็จ
  • มีความเชื่อว่าหากผู้ใดละเมิดข้อห้ามระหว่างเข้ากรรม เช่น การยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิง จะทำให้เกิดอาถรรพ์และภัยอันตรายถึงชีวิตได้

ช้างเปนตัวแทนของความใหญ่ จะคนใหญ่ งานใหญ่ อะไรๆก็ได้ที่ถ้ามันใหญ่กว่าความสามารถปกติของคนที่จะต่อกรได้โดยเปรียบเทียบแล้วไซร้ เราเรียกว่า ช้าง เช่น ‘งานนี้งานช้าง’ เปนต้น

คนเราจะต่อกรกับช้าง เขามีภาษิต ว่า ‘เปนเพียงคนตกปลา อย่าหาญกล้าไปยิงช้าง’ บ่งนิยามความหมาย อย่าลำพองเกินไปถ้าฝีมือยังไม่ได้ หรือไม่ได้ฝึกมือมา อย่าซ่าเกินมือ

อีทีนี้ว่าหลายคราวคนเรามักลืมประมาณตัวเอง คิดเอาว่าตัวเราก็พอได้น่า เราเองก็พอตัวนะ โอกาสผ่านมาก็กระโดดเข้าหาด้วยความบ้าบิ่น คิดเอาตามวิสัยนายพรานนางพรานเคยล่าคร่าชีวิตเขามาได้แล้ว มันต้องได้ต่อไป

ไม่ได้เข้าใจเลยว่า ที่ตัวเองทำได้นั่น มันแค่กับปลา(สัตว์ลื่นๆไร้ขาในน้ำ ขึ้นฝั่งมานอนดูฟ้าก็ตาย) หาใช่สัตว์ใหญ่ใช้กำลังอย่างพญาคชสารงาคู่ ซึ่งกรรมวิธีการล่าพร่าพิฆาตมันต้องอาศัยความสามารถอีก ‘เลเว่ล’ หนึ่ง ถึงจะได้เนื้อช้างงาช้าง มากินมาขาย เง่อง่าถลาไถลเข้าไปเล่นกับช้าง พรานปลาผู้สามารถก็จะดับอนาถเอาได้ง่ายๆ

อันว่าวิธีการจับช้างนั้น หากย้อนไปในวันเวลา ปวงพรานปู่ครูหมอช้างท่านใช้วิธีหลากหลาย เช่น ว่าโพนช้างบ้าง วังช้างบ้าง คล้องช้างบ้าง และดังได้เล่าไว้ในตอนที่ 1 ว่าท่านผู้มีวิชาเหล่านี้ครอบครูหมอต่างกันไป หลักปฏิบัติและวิทยาการก็ไม่เหมือนกัน จะหาความมาตรฐานหนึ่งเดียวโดยไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายหาได้ไม่

 

วิธีจับช้าง

 

สัปดาห์นี้ไปค้นข้อมูลการโพนช้าง ของ คุณพระราชวังเมือง (ปุ้ย คชาชีวะ) ผู้ทรงคุณวุฒิสำคัญด้านช้างในพระราชสำนักครั้งพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร์ฯ ท่านให้ทายาทจดบันทึกจากคำบอกเล่าของท่านและลงนามตรวจถูกต้องไว้ มาเล่าสู่ท่านผู้อ่านฟังถึงกรรมวิธีและเกร็ดประสพการณ์อันแปลกประหลาดลึกลับน่าหวาดใจ เพื่อมิให้เรื่องลึกเร้นสูญหายไปตามกาลเวลา

อนึ่งว่าราขทินนามราชวังเมืองนี้ เปนชื่อประกอบบรรดาศักดิ์ของผู้รับราชการกรมช้าง ถ้าย้อนกลับไปถึงสมัยอยุธยาเราท่านคงคุ้นหูกับคำว่า พระเพทราชา ชื่อราชทินนามเพทราชานี้ก็ใช้สำหรับข้าราชการกรมช้าง เช่นกันพระราชวังเมือง (ปุ้ย) สืบตระกูลมาจากพระยาเพทราชา(อ๋อย) ผู้พ่อ ซึ่งสืบสายจากพระเพทราชา(เอี่ยม) ปู่ อีกทีหนึ่ง

อันว่าการสืบตระกูลนี้เปนเรื่องสำคัญทีเดียวในวงการต่างๆ เพราะเคล็ดลับและวิชาบางอย่างที่เป็นการเฉพาะนั้นเขาไม่สอนหรือบอกกล่าวแก่คนอื่นนอกวงศ์ตระกูลเป็นการทั่วไป เก็บงำไว้เอาเป็นความลับเป็นทรัพย์สินทางปัญญาถ่ายทอดแก่คนในตระกูลเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดหรือเป็นอาชญากรรมอะไรทั้งสิ้นเลย เนื่องจากของบางอย่างนั้นฝรั่งใช้คำว่า tacit knowledge มันบอกหรือสอนกันด้วยวาจาหรือว่าการจดบันทึกให้อ่านไม่ได้ มันมาจากการปฎิบัติลงมือ มีลักษณะไปในทางทักษะมากกว่าความรู้

ยกตัวอย่างเช่น การสอนให้คนว่ายน้ำโดยการเขียนวิธีว่ายน้ำลงในหนังสือ ว่าเมื่อขาลงน้ำแล้วให้ทำปลายเท้าแหลมแหลมจากนั้นพุ่งตัวไปข้างหน้า เงยหน้านิดหนึ่งช่วงแขนขวาจ้วงลงน้ำจากนั้นสะบัดคอขึ้นในจังหวะที่แขนขวาพุ้ยน้ำแนบลำตัว แล้วหายใจเฮือกหนึ่งด้วยรูจมูกข้างที่พ้นน้ำฯลฯ ฯลฯ อะไรอย่างนี้ มันจะอ่านแล้วรู้ทำได้เลย ก็ย่อมเปนไปไม่ได้ งานจับช้างก็เช่นกัน พระราชวังเมืองท่านว่า การโพนข้าง ราษฎรทำกันในภาคเหนือและอีสาน เปนการไล่คล้องช้างจากในดงและบนภูเขาโดยใช้ข้างต่อ มีหมอควาญพร้อมด้วยเชือกบาศ ไม้คันจามสำหรับคล้อง มีสิ่งอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับมัดช้างเถื่อนที่จับมาได้ผูกติดตัวช้างต่อพากลับมาใช้งานที่บ้าน โดยมีเสบียงอาหารไปด้วย ไปกันเปนกลุ่มๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่ละกลุ่มนำช้างต่อของกลุ่มตนไปด้วย 5เชือก 8 เรือก, มีหมอเฒ่าหรือเรียกว่าครูบากำกับการคนหนึ่ง คือ เปนระดับอาจารย์มีความรู้ในการคล้องช้าง มัดช้างและรู้เวทมนต์คาถาในการป้องกันสรรพภัย ซึ่งก็มักจะเกิดจากช้างทั้งป่าทั้งบ้าน ตลอดจนสัตว์ร้ายนานาที่อยู่ในป่าทำอันตราย

ซึ่งตามวิธีการของครูบาท่านนี้ ก่อนที่จะเข้าป่าครูบาจะต้องทำพิธีบวงสรวงพระครูปกรรม (ปะกำ) และให้ประดาหมอคราญช้างต่อเหล่านั้นเข้ากรรมทุกคน คำว่า “เข้ากรรม” นี้คือการรักษาศีล รักษาข้อห้ามที่ท่านกำหนดไว้ ไม่ละเมิดสิ่งที่ครูบาบัญญัติ ซึ่งถือกันว่าถ้าปฏิบัติให้มั่นคงก็คุ้มภัยได้จริง แต่ถ้าเกิดด่างพร้อยก็จะเกิดภัยอันตรายวิบัติขึ้นได้จริงเช่นกัน

ในปี 2489 คุณพระราชวังเมืองรั้งตำแหน่ง เจ้ากรมช้างต้นในรัชกาลที่ 7 มีพระบรมราชโองการให้คุณพระเป็นแม่กองออกไปทำการโพนช้างป่าเชียงรายมาใช้ในราชการ คุณพระออกเดินทางถึงหัวเมืองเหนือได้ติดต่อขอยืมช้างต่อจากเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่มาจำนวน 4 เชือกและจากเจ้าผู้ครองนครลำพูนมาอีก 4 เชือก

 

วิธีจับช้าง

 

ท่านยอมรับโดยตรงๆว่าตัวท่านไม่เคยทำการโพนช้างมาก่อนเลย การจับช้างที่ท่านเคยทำ ก็เป็นแต่วิธีหลวงคือจับช้างในพะเนียด ท่านจึงต้องไปเสาะหาหมอเฒ่าหรือครูบาที่เชียงราย มาให้ครบทีม ได้ครูบาชื่นมาทำการ (รูปที่ลงเปนรูปแทน)

ครูบาให้ท่านเข้ากรรมเปนหมอคล้อง เรียกว่าขึ้นหมอ เมื่อได้ทำพิธีเข้ากรรมกันแล้วก็ยกกำลังตามรอยโขลงช้างป่าไปจนขึ้นถึงยอดเขาแม่ข้าวต้ม แล้ววกลงตามไหล่เขากลับขึ้นไปใหม่ตามแต่รอยช้างป่าจะพาไป เวลาเย็นหยุดกินอาหารแล้วพักนอน เวลานั้นครูบาเรียกเอาเชือกบาศจากตัวช้างต่อทุกตัวมาแยกออกตั้งเรียงเเถวเดียวกัน ครูบานอนกึ่งกลาง ตรงปลายแถวเรียกบาศทางขวาให้หมอคนหนึ่งซึ่งคล้องช้างได้มากกว่าคนอื่นมาแล้วนอน เรียกว่าหมอนอนขวา ช้าง ๆ หมอนอนขวาก่อกองไฟเล็กๆ กองหนึ่ง ปลายแถวเชือกบาศทางซ้ายท่านให้หมออีกคนหนึ่งซึ่งคล้องข้างได้รองลงมาจากหมอนอนขวาเปนคนนอน เรียกว่าหมอนอนซ้าย มีกองไฟอยู่ข้างเหมือนกัน กองไฟทั้ง ๒ กองนี้ พวกของคุณพระซึ่งเคยคล้องช้างป่าได้น้อยกว่าทั้งสองท่านนั้น เปนคนก่อ โดยใช้ฟืนขนาดหนึ่งศอก ก่อนจะสุมไฟหรือติดไฟต้องจบอธิษฐานไหว้ครูปกรรมซะก่อน ขอความคุ้มครองให้ปลอดภัยต่าง ๆ แล้วแต่จะอธิษฐาน

ที่ปลายเท้าครูบานั้นมีกองไฟใหญ่อีกกองหนึ่ง กองไฟนี้เป็นหน้าที่ของพวกควาญทุกคนจะช่วยกันสุมโดยไม่มีพิธีรีตองอะไร จะสุมด้วยฟืนใหญ่น้อยอย่างไรก็ได้ ที่พักรูปแบบอย่างนี้เรียกว่า “ชมรม”

หมอคล้องอื่น ๆ นอกจากหมอนอนขวานอนซ้ายนั้นจะต้องไปนอนอยู่กับช้างต่อของตัว จะใกล้ไกลจากชมรมเท่าใดไม่ห้าม มีกองไฟไม่มีก็ไม่ว่า ถ้าหนาวก็ต้องสุมไฟเอง หมอเฒ่าตั้งชมรมอย่างนี้ทุกวันที่ ยามนั้นคุณพระเป็นที่หมอคล้องต้องไปนอนอยู่กับช้างต่อ

วันหนึ่งพอรุ่งสว่างควาญท้ายของคุณพระจะแก้ช้างเอาไปเอาไปกินน้ำ ไปเห็นรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เท่าหัวคนประทับดิน ย่ำห่างจุดนอนของคุณพระออกไปสักแค่ ๑ เมตร หลายรอย ร้อนรนมาบอก คุณพระก็ใจหายวาบ เพราะรอยสดใหม่ นึกว่านี่ถ้ามันลากเอาไปก็คง…

จึงไปเล่าให้ครูบาฟังแกว่า มั่นในกรรมไว้เถิดไม่มีอันตราย ท่านตกที่นั่งใจไม่ดีหนีก็ไม่พ้นก็ต้องจำใจไปกับเขา จะกลับเสียกลางคันก็อายเสียหน้า เพราะการเข้ากรรมตามตำราโพน ห้ามระลึกนึกถึงคุณพระคุณเจ้าเปนอันขาด นึกได้ถึงจำเพาะครูปกรรม และมั่นในกรรมเท่านั้น อยู่มาคืนหนึ่งท่านได้พบเหตุการณ์ประหลาด คือท่านฝันเห็นหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งอุ้มลูกน้อยมายืนอยู่ห่างจากท่านไม่มากที่ประมาณ 1 เมตรไปทางปลายเท้า ในจิตใต้สำนึก นั้นท่านระมัดระวังเรื่องผู้หญิงอย่างมากเพราะข้อห้ามในการเข้ากรรม นั้นท่านระมัดระวังเรื่องผู้หญิงอย่างมากเพราะข้อห้ามในการเข้ากรรมหนึ่งอย่างก็คือเรื่องผู้หญิงในความฝันนั้นท่านได้ร้องไล่ให้ไปไกลๆตะโกนสำทับว่าที่นี่เค้าห้ามๆ ร้องจนตกใจตื่นท่านจึงเล่าให้ครูบาฟัง ครูบาหัวเราะบอกว่าไม่เป็นไรๆ ไม่มีอะไรๆ

 

วิธีจับช้าง

 

จนคืนที่สอง ท่าน ก็ฝันอีกจำหน้าตาได้ว่าเป็นผู้หญิงคนเดียวกันหน้าตาเหมือนคนอายุราว 30 ปีอุ้มลูกมาอีกเหมือนกัน คราวนี้มายืนอยู่ติดปลายเท้า ในมโนสำนึกนั้นท่านลุกขึ้นนั่งกระถดหนีแล้วร้องเอ็ดตะโร จนตื่นขึ้นมาในท่านั่งครูบาได้ฟังก็ยังหัวเราะเหมือนเดิม คืนที่สามก็พบเหตุการณ์แบบเดียวกันอีก หญิงคนนั้นเข้าใกล้ตัวมาเรื่อย

จนคืนที่สี่หญิงคนนี้ก็มาอีก เอาลูกมาวางไว้ให้ท่านแล้วก็โผเข้ากอดรัดท่านไว้ ท่านดิ้นรนจนตื่น ครูบาแก้ความฝันของท่านว่าท่านจะเป็นผู้คล้องช้างได้และจะเป็นช้างตัวเมียที่มีลูกติด รุ่งเช้าวันนั้นท่านขี่ช้างต่อชื่อพลายคำแสน ของเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ตามโขลงช้างป่าขึ้นเขาแล้วก็คล้องได้แม่ช้างตัวหนึ่งมาจริงๆ

เมื่อโพนช้างกลับเข้ามายังที่ตั้ง ทุกคนได้ยินเสียงร้องดัง “โอ้ก” แล้วก็ขาดตอนไปเหมือนมีใครเอามือมาอุดปากต้นเสียง ครูบาผู้เฒ่าร้องออกมาว่าอยู่ตรงนั้นแล้วลูกช้าง แต่หามีใครเห็นไม่ ครูบาจึงไสช้างออกแล้วตั้งวงตีโอบล้อมก็ได้พบลูกช้างจริงๆ

จบวันนั้นครูบาสรุปว่าผีป่าอนุญาตให้คุณพระเป็นผู้คล้องช้างได้โดยมอบช้างตัวเมียและลูกมาให้ตามความฝันติดต่อกันสี่วัน รุ่งขึ้นคณะโพนช้างได้ไต่ขึ้นไปตามดงดอยเขาเพื่อจับช้างเพิ่ม แต่ปรากฏว่าทางชันและมีช้างใหญ่ในโขลงตกมัน ทำให้ช้างของครูบาเกิดอาการท้อถอย

ครูบาสับขอเข้าที่ปกกระพองหัวช้างอย่างแรง ช้างสะดุ้งแต่ก็ไม่ยอมเดินหน้าแต่ใช้วิธีหันหลังกลับประชด คุณพระจึงไสช้างพลายคำแสนขึ้นแซงหน้าโดยทำความเคารพครูบา ในจังหวะขึ้นหน้านั้น ก็ให้ตัวไปถูกเถาวัลย์ใหญ่พานเกี่ยวตัวไว้พอดี อีกนิดเดียวจะต้องตกหล่นจากหลังช้าง นายท้ายช้างจากเมืองเชียงใหม่ร้องเป็นภาษาคำเมืองว่าให้ปาดทิ้ง

คุณพระได้สติในฉับพลันชักมีดปาดเถาวัลย์ขาดลงทันเวลา แต่ก็ต้องเจอโจทย์ใหม่ยืนตระหง่านขวางทางอยู่คือช้างตกมันตัวนั้นที่มีขนาดใหญ่กว่าพลายคำแสนมาก จำจะต้องทำยุทธหัตถีโดยบังเอิญ อาศัยจังหวะว่าพลายคำแสนเป็นช้างตัวใหญ่มีน้ำใจสุภาพแต่กล้าหาญ พอเร่งไสเข้าก็เข้าใจกระโดดพุ่งใส่ช้างตกมัน งัดได้ล่างแล้วเอางาแทงเข้าซอกคอ ตัวใหญ่กว่าจึงเลือดอาบขโยกเยกหนีไป

ในเวลาเดียวกันคุณพระหันไปเห็นควาญช้างจากทีมของครูบานอนสลบเลือดอาบตัวอยู่ จึงต้องหยุดให้ความช่วยเหลือ ทราบว่าหล่นจากช้างของตัว ตอนไหนไม่รู้ คิดว่าเป็นตอนตะลุยดงหนามแล้วถูกเกี่ยวด้วยเถาวัลย์ลงมาถลอกปอกเปิกเลือดอาบจากหนามต่างๆ ทราบภายหลังว่าหลุดกรรม

คือจังหวะไปซื้อข้าวสารเตรียมเสบียงออกเดินทางแล้วไปเกี้ยวพาราสีกับแม่ค้าผู้หญิงเข้า เป็นการผิดข้อกำหนดของวิชาช้างครูบาเฒ่าจึงจะต้องได้รับโทษรับทัณฑ์ในป่าตามหลักสายวิชากำหนดไว้ ส่วนว่าลูกเมียของควาญผู้ใดแต่งหน้าหวีผมใส่น้ำหอมระหว่างผัวออกมาทำการโพนช้างผัวนั้นก็จะได้รับอันตรายถึงชีวิตตามแรงครูปกรรมกำหนดเช่นกัน