เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 12

16 ม.ค. 2569 | 23:00 น.

เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 12 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย..ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4167

KEY

POINTS

  • วิเคราะห์ลีลาการสื่อสารแบบ "กวนโอ๊ย" ที่เกิดจากการใช้ภาษาที่ผู้ฟังไม่คุ้นเคย หรือการตอบโต้ด้วยโวหารประชดประชัน
  • ยกตัวอย่างความเข้าใจผิดจากภาษาถิ่นเหนือ เช่น คำว่า "ขะใจ๋" "ล่นแล่" และ "อันปื้น" ที่สร้างสถานการณ์ชวนสับสนโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • นำเสนอตัวอย่างบทสนทนาโต้ตอบแบบกวนๆ ในที่ทำงาน ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคการสื่อสารแบบกวนโอ๊ยโดยเจตนา

ผมขอถือวิสาสะเผื่อเอาไว้ล่วงหน้า เพราะไม่มีข้อมูลในการติดต่อ เอาเป็นว่า ถ้าเจอกันเมื่อไหร่ผมจะต้องขอกราบเท้าขอบพระคุณ “สาววัยเวิรค์” คือ “ยังมีกลิ่นอายปริญญาบัตร” เธอเกิดในเมืองที่ภาคกลางตอนบน เมื่อเธอโตขึ้นมาก็พูดจาภาษาไทยแท้กันทั้งบ้าน เธอไปเรียน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ต้องปรับ ฝึกภาษา วัฒนธรรม อาหารการกิน คลุกคลีกับเพื่อนสนิทสองนาง มีรากแก้วเป็นคนเจียงฮาย

เขาเป็น ละปูน บ้านเหล่าแมว หนึ่งนาง กับ ละปูน ลี้คนงาม หนึ่งนาง “ละปูน” เขาอ่านซาวด์ว่า “หละปูน” หมายถึง จังหวัดลำพูน ถัดมาจากนั้นก็ไปเรียน ป.โท ใช้ชีวิตอยู่ราวๆ 7 ปี บวก…บวก ห่างหายมานาน อยู่ดีๆ ก็คิดถึง จึงเอามารำพึงไว้ในโซนของกลุ่มกระทู้คำถาม มูลเหตุที่ผมตื่นเต้นเพราะว่า ผมเสาะหาตัวอย่างถ้อยคำในการพูดที่ผสมผสานกับลีลาการพูดแบบ กวนโอ๊ย มานาน วันดีคืนดีเข้าไปเปิดเจอ เธอมีมุกพื้นบ้านที่อ่านแล้วอึ้ง เพราะว่าลีลากลายเป็นมุกคฤหาสน์

“อู้จะเลอะจะเกิ่มไปพ่อง” คือ “พูดจาไม่ชัดเจนฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง” สำหรับ “สุมาเต๊อะเจ้า” ใช่เลย… “ขอประทานโทษ” คำว่า “ขะใจ๋” คือ “รีบ, เร็วๆ หรือ เร่งหน่อย” อย่างเช่น “ขะใจ๋ แต๊ๆ เดี๋ยวรถหนี!” ขอแถมอีกนิด “ล่นแล่” หมายถึง “รีบทำให้เสร็จไวๆ” แซมอีกหน่อย “อู้กะม่วน แต่บ่ขะใจ๋ งานก่อบ่เสร็จ” แปลว่า “พูดก็สนุก แต่ไม่รีบ งานก็ไม่เสร็จ!” ผมว่าสำนวนรั้งท้ายวรรคเนี่ย มันน่า จะเป็นถ้อยคำที่ชาวบ้านใช้พูดตัดพ้อ ส.ส. (ฮา)

                            เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 12

เธอเล่าต่อว่า การรับน้องปีหนึ่ง รุ่นพี่เขา เรียกแล้วเรียกอีกให้เราไปยืนรวมๆ กัน ครบถ้วนดีแล้วสั่งให้กลับหอสิคะ พี่นางเขาตะโกนว่า “ขะใจ๋! ล่นแล่!” พี่สั่งเราให้ “ล่น…” เราก็คุกเข่าเลยดิ เรากำลังจะเลื้อยท่าหนอนกระดืบไปตามพื้น เพื่อนรุ่นเดียวกันคว้าข้อมือกระชากให้วิ่งซะก่อน ที่แท้ก็ให้วิ่งนี่เอง... อ่านแล้ว “จึ้ง” ผมจึงประกาศข่าวด่วนนี่แหละว่า ถ้าเจ้าของมุกได้อ่านก็จงโปรดติดต่อ ผมขอรอขอนัดเลี้ยง ไอสครีมสเวนเซ่นส์ เพื่อขอบพระคุณ 

เมืองเหนือมันน่าจะเป็นกิจกรรมรำฟ้อน ปรากฏว่า รุ่นพี่ยังเลือกกิจกรรมลำเค็ญ แห่เข้าค่ายเชื่อมสัมพันธ์ให้ เล่นตอนกลางคืน เป็นเกมส์ต่อภาพ แบ่งกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 10 กว่าคน กระดานกลุ่มนี้มีจิ๊กซอว์ขาดหายไปอยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้อง ฝั่งโน้นเป็นภาพที่วาดบนแผ่นไม้ มีชิ้นส่วนจิ๊กซอว์อุบอิบเอาไปต่อที่กระดาน 

นกหวีดก็เริ่มเป่า ปรี๊ด…ด…ด…ด…ด หน้าม้าส่งเสียงเชียร์ “ขะใจ๋! ล่นแล่!” คนที่วิ่งมาหาส่วนประกอบตะโกนกันนัว แบบสับขาหลอกว่า “ภาพไหน…อันไหน” เอ้า…ขะใจ๋! “อันไหน…ภาพไหน” เอ้า…ล่นแล่! เพื่อนคู่หูก็ตะเบ็งกรอกหูว่า “อันปื้นอ่ะ…อันปื้น” พยายามพลิกทุกอันสลับกันไปหมด พลิกกันมึนทั้งแผ่นบนแผ่นล่าง

เพื่อนตะโกนซ้ำว่า “อันปื้น น่ะก่ะ คิงงง” คำว่า คิง ภาษาเมืองเหนือเรียกว่า มึง หรือ แก นางนี่ยังคงบึ๊ดจ้ำบึ๊ดมัวคิดว่า “ปื้น” คือ “อันที่มีรอยเปื้อนเป็นปื้นๆ” เพื่อนตั้งท่าจะท้าวสะเอว อาศัยนกรู้ว่า “เธอมีเอวสองเลน” จึงหวนกลับมาท้าวสะเอวเช่นเดิมพร้อมกับส่งเสียง งัว หมายถึง วัว ตะโกนส่งท้ายว่า “อัน ปื้น…น…น ย่ะ!”

กว่าจะ “เฉลย” ให้รู้เรื่องว่า “อันปื้น” หมายถึง “อันที่พื้น” หลายคนตั้งท่าจะกลายเป็น “เฉยล่ะ” (ฮา)

ผมเชื่อเลยว่า ทุกท่าน อ่านขาด มันเห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ว่าถ้อยคำที่นำเสนอเป็นการบอกเล่าซึ่งกันและกันฉันมิตร ไม่ได้คิดจะก่อกวนก็จริงอยู่ แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้ถ้อยคำที่ผู้อื่นไม่คุ้นเคย มีโอกาสขัดใจถึงขั้นไม่สุงสิงกันไปหลายวัน เนื่องจาก ผู้จำใจเข้าร่วมเขารู้สึกต่อเนื่องว่า ค่อนข้างมีแวว “อู้ลักไล่” หรือ “มันลักไล่” แปล “กวนใจ” กันอีกทีว่า สองคำที่แนบประกอบนี้ คือ “รำคาญ” นั่นแหละ ” (ฮา)

ลองหันมาเทียบเคียงกับ บทความ หนังสั้น นิทาน นิยาย ส่วนใหญ่หยิบเอาความจริงมาแผลงเป็น “มุก” เพื่อนำมาใช้เป็น โล่ หรือ กำแพง กันเยอะ อย่างเช่น พนักงานใหม่ยืนอยู่หน้าเครื่องทำลายเอกสารด้วยท่าทางงุนงงเล็กน้อย หัวหน้างานจึงเสนอตัวช่วยเหลือว่า “คุณโอเคไหม?” พนักงานใหม่ บอกว่า “ผมพยายามจะทำให้เครื่องนี้ใช้งานได้อยู่ครับ!” 

หัวหน้างานตัดสินใจเอากระดาษที่ม้วนเป็นก้อนจากมือเขาป้อนเข้าไปในเครื่อง พนักงานใหม่พูดเสียงแผ่วเลยว่า “โอ้ เยี่ยมเลย ขอบคุณครับ แต่ผมจะเอาสำเนาจากที่ไหนครับ” หัวหน้าโพล่งว่า “อ้าว ก็เธอเคยบอกว่าจำเอกสารแม่น จำไม่ได้รึ ฉันเป็นคนสอนให้แม่น” ถ้าเราเป็นลูกน้องจะทำไงล่ะ

เจ้านายถามต่อว่า “เพิ่งเริ่มมาทำงานใช่ป่ะ” พนักงานขานรับว่า “ใช่ครับ” เจ้านายซักไซ้ต่ออีกว่า “เธอคิดว่าบริษัทนี้มีปัญหาอะไรบ้างไหม” พนักงานก็แย็บไปเบาๆว่า “เท่าที่สังเกตดู มีปัญหาก็มีปัญหาจุกจิกนิดหน่อยนะครับ” เจ้านายขัดคอฉับพลันว่า “โฮ้ย ที่นี่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ปัญหา บริษัทของฉันมีแต่ โอกาส!” 

พนักงานรีบแย่งตอบว่า “เยี่ยมเลยครับท่าน ผมมีโอกาสดื่มเหล้าอย่างเต็มที่แล้วล่ะ” เจ้านายงับกลับมาถองว่า “ชิชะ นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่คุณมาทำงานสายในสัปดาห์นี้ คุณรู้ไหมว่านั่นหมายความว่าอะไร!”

พนักงานตอบสวนไปว่า “ผมทำตามที่ท่านแนะนำเลยครับ” เจ้านายจ้องตาแล้วคำรามถามว่า “ฉันสอนอะไรเรอะ” พนักงาน บอกว่า “ท่านบอกผมว่า เพิ่งเข้ามาใหม่ ขยันหาประสบการณ์ทุกด้านให้บ่อยหน่อยนะ ผมก็ดริ๊งเต็มสูบสิครับ”

เจ้านายสวนกลับไปอีกว่า “การประชดประชันจะพาคุณไปไม่ถึงไหนหรอกหรอก!” พนักงาน ยิ้มแล้วก็บอกว่า “ผมมีที่ไปแน่นอนครับท่าน เขามีงานพิเศษ การประชดประชันนานาชาติ ที่ ซานติอาโก ผมมีงานทำชัวร์ ”

ใครจะอยู่ใครจะไปคงต้องติดตามกันไม่กระพริบตา เห็นทำนายกันอยู่ว่า บรรลัยครึ่งเมือง หัวหน้าก็จะเดี้ยง ไม่ใช่เหรอครับ (ฮา)

คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย..ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4167