
ศึก‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ยื้อ ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน ลามท่องเที่ยว อสังหาฯ ค้าปลีก
สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลปะทะอิหร่านเขย่าโลก จับตาปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันดิบทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ทองในประเทศแตะบาทละแสน ชี้ยืดเยื้อ 2 เดือนทุบส่งออกไทยไปตะวันออกกลางสะดุด 6 หมื่นล้าน กดดันเงินเฟ้อ ตลาดหุ้นผันผวน ท่องเที่ยว ค้าปลีกส่อวูบตาม อสังหาฯ ต้นทุนพุ่งจ่อปรับค่าก่อสร้าง
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจส่งผลให้การส่งออกของไทยไปตะวันออกกลางเสียหายถึง 6 หมื่นล้านบาท หากเส้นทางการขนส่งทางเรือและอากาศหยุดชะงักเป็นเวลา 2 เดือน
- สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยโดยตรง เนื่องจากการยกเลิกและเปลี่ยนแปลงเส้นทางบินผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวระยะไกล
- ภาคธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง และความเสี่ยงด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลก
สงครามปะทุเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนเผชิญการตอบโต้ที่ลุกลามทั่วตะวันออกกลาง ดันภูมิรัฐศาสตร์โลกเข้าสู่จุดเปราะบางครั้งใหม่ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงเขย่าตลาดพลังงานและราคาทองคำ แต่ยังซํ้าเติมความผันผวนการค้าโลกสำหรับไทยแรงกระแทกอาจส่งผ่านทั้งราคานํ้ามัน เงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และภาคส่งออก กดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน หากไฟสงครามยังไม่ดับลงง่ายๆ
จุดชี้ชะตาปิด “ฮอร์มุซ”เขย่าเศรษฐกิจโลก
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านได้ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ หลังอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอเมริกาใน 11 ประเทศ รวมถึงในบางพื้นที่เศรษฐกิจ เป้าหมายคือใช้อาวุธทางเศรษฐกิจกดดันคู่กรณีควบคู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ และไม่มีสายเดินเรือกล้าวิ่งผ่านเพราะเกรงอันตราย สัปดาห์นี้จึงเป็น “จุดชี้เป็นชี้ตาย” ว่าสงครามจะจบเร็วหรือยืดเยื้อ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน
สำหรับผลกระทบโลกจะพุ่งตรงไปที่ราคาพลังงาน เพราะการขนส่งนํ้ามันของโลกสัดส่วนมากกว่า 20% หรือ 1 ใน 5 ของโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคานํ้ามันมีโอกาสขยับ 5–100% และในฉากทัศน์เลวร้ายอาจแตะ 100–150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับลงจากความไม่แน่นอน ยกเว้นบางกลุ่มในสหรัฐ ขณะที่ทองคำจะเป็นสินทรัพย์หลบภัย มีโอกาสขึ้นถึง 5,500–5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และในประเทศอาจแตะ 80,000–100,000 บาทต่อบาททองคำ หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ
ส่งออกไทยเสี่ยงวูบ 6 หมื่นล้าน
ด้านไทยส่งออกไปตะวันออกกลาง 15 ประเทศ มูลค่า 4 แสนล้านบาทในปี 2568 หรือราว 4% ของส่งออกรวม โดย 70% กระจุกในกลุ่ม GCC หากเส้นทางเดินเรือ หรือสายการบินสะดุด 2 เดือน จากมูลค่าส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 3.3 หมื่นล้านบาท ความเสียหายอาจแตะ 6 หมื่นล้านบาท ค่าเงินบาทผันผวนตามเงินทุนเคลื่อนย้าย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามันอาจดันราคาขายปลีกในประเทศแตะ 80 บาทต่อลิตร ซํ้าเติมค่าครองชีพ
“หากสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง GDP ไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5–1% จากเดิมสภาพัฒน์คาดขยายตัวค่ากลางที่ 2% และการส่งออกมีโอกาสอยู่ในกรอบ -3% ถึง +1% เสนอให้รัฐบาลตั้ง War Room ดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการรองรับภาคส่งออก และบริหารความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เชิงรุก เพราะนี่คือ ปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ที่แซงหน้าสงครามการค้าไปแล้ว” ดร.อัทธ์ กล่าว
ส.อ.ท.เตรียมประชุมสมาชิกประเมินความเสี่ยง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า กรณีสหรัฐฯ–อิสราเอลโจมตีอิหร่าน หากยุติภายใน 1 สัปดาห์ ผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้นและค่อย ๆ คลี่คลาย แต่หากยืดเยื้อเกินกว่านั้น ต้องประเมินว่าจะลุกลามเป็นระดับภูมิภาคหรือไม่
หากบานปลายในวงกว้าง ราคานํ้ามันมีโอกาสทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าพลังงานขาดแคลน และค่าเดินเรือปรับสูงขึ้น โดยประเด็นสำคัญคือความเสี่ยงด้านพลังงานที่อาจดันต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก
แม้ไทยไม่ได้พึ่งพานํ้ามันจากอิหร่านโดยตรง แต่ใช้พลังงานหลักจากตะวันออกกลาง จึงต้องเร่งหาทดแทนอย่างไรก็ดี เข้าใจว่านายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีการเรียกประชุม เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาก จากประเมินแล้วสต็อกนํ้ามันที่ไทยมีเวลานี้ใช้ได้ราว 60 วัน พร้อมบริหารผลกระทบผ่านกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงและมาตรการระงับส่งออก
ด้านภาคอุตสาหกรรมเตรียมประชุมด่วนใน 1–2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยง หาแหล่งวัตถุดิบหรือพลังงานสำรอง รวมถึงติดตามว่าหากเกิดการชะงักงัน จะจัดหาแหล่งทดแทนและรับมือราคาที่ผันผวนได้อย่างไร
SME จี้อุดช่องโหว่เศรษฐกิจ-รับแรงกระแทก
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เตือนสถานการณ์ความรุนแรงอาจลุกลามเป็น “สงครามใต้ดิน” กระทบการค้าโลก โดยปี 2568 เอสเอ็มอีไทยส่งออกไปอิหร่านมูลค่า 38.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 28.17% ของการส่งออกไทยไปอิหร่าน (ภาพรวมมูลค่าการค้าไทย–อิหร่านปี 2568 อยู่ที่ 137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 137 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 9.3 ล้านดอลลาร์)
สินค้าหลักของเอสเอ็มอีไทยที่ส่งออกไปอิหร่าน 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรและบอยเลอร์ 6.39 ล้านดอลลาร์ เครื่องจักรไฟฟ้า 5.71 ล้านดอลลาร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน 5.44 ล้านดอลลาร์ ผลไม้ 3.89 ล้านดอลลาร์ และผัก 2.47 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้นายแสงชัย เสนอให้ไทยเร่งยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รับมือความผันผวนพลังงานและนํ้ามัน ดูแลเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทาน สำรองพลังงาน–บริหารโลจิสติกส์ โดยเฉพาะเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุส ควบคุมต้นทุนไม่ให้กระทบค่าครองชีพ พร้อมเตรียมมาตรการตลาดทดแทน ดูแลส่งออก–ท่องเที่ยว และรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ ไทยเข้าไปอยู่ในวงความขัดแย้งโดยตรง
ศก.-พลังงาน-ตลาดการเงินโลกสะเทือน
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้ความเห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ถือเป็นจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ การเสียชีวิตผู้นำสูงสุดอิหร่านก่อสุญญากาศทางอำนาจและดันภูมิภาคสู่สงครามเต็มรูปแบบ เหตุการณ์ลุกลามทั้งทางอากาศ บก และทะเล สร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงระบบต่อเศรษฐกิจ พลังงาน และตลาดการเงินโลก
จุดกระแทกสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงนํ้ามันและ LNG ราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของโลก การปิดกั้นเส้นทางทำให้เกิด “อุปทานขาดแคลนเทียม” กว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถส่งมอบได้ ความเสี่ยงดังกล่าวผลักดันราคานํ้ามัน Brent มีโอกาสทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลค่าระวางเรือ–ประกันภัยพุ่ง 50-140% และทุกการเพิ่มขึ้นของราคานํ้ามัน 10% อาจดันเงินเฟ้อโลกขึ้น 0.35% ภายในหนึ่งปี
สำหรับไทยที่พึ่งพานํ้ามันดิบจากตะวันออกกลาง 52% แม้ไม่ได้นำเข้าจากอิหร่านโดยตรง แต่แหล่งหลักต้องผ่านฮอร์มุซ เวลานี้ไทยมีสำรองรวม 60 วัน รัฐบาลจึงระงับส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ใช้กองทุนนํ้ามันตรึงดีเซลไม่เกิน 30 บาท และเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าถ่านหิน–พลังนํ้าเพื่อลดใช้ LNG ตลาดทุนเข้าสู่ภาวะRisk-off ดัชนี SET เสี่ยงทดสอบ 1,400 จุด บาทอ่อน 33-35 ต่อดอลลาร์ ทองคำทะลุ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะท่องเที่ยวและส่งออกตะวันออกกลาง 3.5% ของรวม เริ่มชะลอ
ยืดเยื้อนํ้ามันดิบพุ่ง 120 ดอลลาร์/บาร์เรล
นายยุทธศักดิ์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ หากยุติเร็ว ราคานํ้ามันอาจขึ้นแตะ 75-80 ดอลลาร์ก่อนปรับลง ตลาดฟื้นตัวแบบ V-shape ไทยกระทบจำกัด แต่หากยืดเยื้อ และฮอร์มุซปิดยาว โลกเสี่ยง Oil Shock ราคายืนเหนือ 100-120 ดอลลาร์ เศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อฝังลึก ไทยต้องเร่งบริหารพลังงาน เตรียมแผนปันส่วนหากจำเป็น ควบคู่เร่งแผน PDP 2026 กระจายตลาดผ่าน FTA ใหม่ และวางจุดยืนเป็นกลางเชิงรุกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ
ลามกระทบต่างชาติเที่ยวไทยหด
สำหรับผลกระทบด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า เหตุโจมตีในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า และสายการบินหลักอย่าง Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Kuwait Airwaysและ Flydubai ระงับบินชั่วคราว กระทบผู้โดยสารที่ใช้ตะวันออกกลางเป็นฮับต่อเครื่องมาเอเชีย รวมถึงไทย ขณะที่สายการบินระยะไกลที่ไม่ใช้ Gulf Hubเช่น การบินไทย, Lufthansa และ Air France ยังบินได้แต่ต้องปรับเส้นทาง ทำให้เวลาเดินทางนานขึ้น
“ททท.ประเมินว่า มีนาคม 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยราว 2.8 ล้านคน ตํ่ากว่าเป้าเดิม 3 ล้านคน ลดลงประมาณ 150,000 คน จากตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา”
แนวโน้มทั้งปี 2569 ประเมินไว้2 ฉากทัศน์ กรณี “Best Case” หากจบใน 2 สัปดาห์ ตลาดระยะไกลฟื้นใน 1 เดือน จีนยังโตต่อเนื่อง และอาจมีการย้ายปลายทางมาไทย คาดทั้งปีโต 6–9% หรือ 35–36 ล้านคน แทบไม่กระทบ ส่วนกรณี “Worst Case” หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน การฟื้นตัวกลับของตลาดระยะไกลจะฟื้นช้า
ขณะที่ราคานํ้ามัน และค่าเงินบาทผันผวน จะกดดันเศรษฐกิจ คาดนักท่องเที่ยว เหลือ 30–31 ล้านคน ลดลง 5–8% จากปี 2568 โดยยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลางกระทบหนัก ทั้งนี้ ททท.ได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมเร่งดึงตลาดทดแทนจากเอเชียตะวันออก– อาเซียน โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย พร้อมปรับแผนทันทีเมื่อสถานการณ์ชัดเจน
ช็อกเส้นทางบินกดดันดีมานด์–ต้นทุนพุ่ง
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบการท่องเที่ยวไทยทันทีจากการยกเลิก ดีเลย์ และเปลี่ยนเส้นทางบินผ่าน Gulf hub เช่น ดูไบ–โดฮา ซึ่งเป็นจุดต่อหลักเชื่อมยุโรป แอฟริกา อเมริกา มายังเอเชีย รวมถึงผลกระทบด้านความเชื่อมั่น นักท่องเที่ยวเลี่ยงต่อเครื่องผ่านภูมิภาคเสี่ยง แม้ไทยปลอดภัย ขณะที่ต้นทุนนํ้ามัน–ประกันภัยสูงขึ้น ดันราคาตั๋วและชะลอการตัดสินใจเดินทาง โดยเริ่มเห็นการยกเลิกจากตลาดตะวันออกกลางในเดือนมีนาคมแล้ว
ฉากทัศน์แรก หากจบภายใน1 สัปดาห์ จะเป็นช็อกสั้นแต่แรง เที่ยวบินสะดุด 3–10 วันก่อนทยอยกลับสู่ปกติ ดีมานด์ส่วนใหญ่ “เลื่อน” มากกว่า “หาย” ไทยจะกระทบหลักในตลาดระยะไกลที่ต้องต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางและกรุ๊ปทัวร์ตารางแน่น ส่วนตลาดระยะใกล้ในเอเชียกระทบน้อยและฟื้นเร็ว ข้อเสนอเร่งด่วนคือ ตั้ง War Room ติดตามน่านฟ้า–เที่ยวบิน รายวัน สื่อสารว่า “ไทยปลอดภัยแต่เส้นทางอาจสะดุด” พร้อมผลักดัน Flexible policyกับสายการบินและเอเจนซี่
ฉากทัศน์สอง หากยืดเยื้อเกิน1 สัปดาห์ จะเปลี่ยนเป็นสภาวะต้นทุนสูง เส้นทางอ้อมยาวขึ้น ตารางบินปั่นป่วนต่อเนื่อง ตลาด Long-haul โดยเฉพาะกลุ่มต่อเครื่องผ่าน Gulf hub และ MICE จะหดจริง ธุรกิจห่วงโซ่ท่องเที่ยวเผชิญ booking window สั้นลง แข่งขันราคายากขึ้น แนวทางรับมือคือเร่งทำตลาดทดแทนเน้น short-haul จัดแพ็กความเชื่อมั่นระดับประเทศ ประสานสายการบินปรับ capacity และใช้ข้อมูลคุมเกม พร้อมยํ้าว่าไทยอาจไม่อยู่ในสมรภูมิแต่เราอยู่ใน “เส้นทางบิน” จึงต้องบริหารความคาดการณ์ได้และคุมความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
ลากยาวเกิน 3 เดือนทุบกำลังซื้อ–ท่องเที่ยว
ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) ระบุว่า ตามกลไกเศรษฐศาสตร์ค้าปลีก ผลกระทบจากวิกฤตภายนอกจะค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นนํ้าสู่ปลายนํ้า โดยค้าปลีกได้รับผลล่าช้าราว 6–7 เดือนจึงยังพอมี “เวลาหายใจ” ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน3 เดือน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะเริ่มสั่นคลอนและชะลอการใช้จ่าย โดยเฉพาะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคานํ้ามันสูงขึ้น จะกระทบต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ขนส่ง และการเงินก่อนส่งผ่านสู่ราคาสินค้า
ทั้งนี้เสนอให้รัฐโฟกัสแก้ปัญหาที่ต้นนํ้าและภาคการผลิต ควบคู่บริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อชะลอการส่งผ่านต้นทุน ประคองกำลังซื้อขณะที่ผลกระทบท่องเที่ยวระยะสั้นอาจยังไม่รุนแรง ซึ่งยังเร็วเกินไปจะสรุปทิศทาง เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง
จับตาวัสดุขึ้นดันราคาก่อสร้างขยับ
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า ความไม่แน่นอนจากสงครามกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค อาจชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านระยะสั้น หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว ผลกระทบเศรษฐกิจไทยจะจำกัดแต่ต้องจับตามาตรการรัฐพยุงกำลังซื้อและเสถียรภาพโดยรวม
ระยะยาวความเสี่ยงอยู่ที่ต้นทุนก่อสร้าง ทั้งวัสดุ ค่าแรง และพลังงาน โดยเฉพาะเหล็ก–อะลูมิเนียมที่อิงราคาพลังงานและนำเข้า มีโอกาสปรับขึ้นราว 30% อาจดันต้นทุนรวมเพิ่ม 15%และสะท้อนเป็นราคาบ้านขยับประมาณ 10%
ด้าน นายปริญญา ธนินถิรากุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่าคาดไตรมาส 3 เป็นต้นไป นํ้ามัน–ทองคำสูงจะกดดันต้นทุนต่อเนื่อง ปลายปีอาจเห็นราคาก่อสร้างเพิ่ม 5–15% อย่างไรก็ดี เอเชียยังมีโอกาสรับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตและห่วงโซ่อุปทานในระยะถัดไป
เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง–ชะลอซื้ออสังหาฯ
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ความตึงเครียดอิสราเอล/สหรัฐฯ–อิหร่านที่ยกระดับล่าสุด ยังประเมินไม่ได้ว่าจะลุกลามเพียงใดแต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ “ราคาพลังงาน” หากยืดเยื้อและกระทบเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลาง อาจดันราคานํ้ามันสูงขึ้น กระตุ้นเงินเฟ้อโลกและเพิ่มความผันผวนตลาดการเงิน เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโตตํ่าแต่เงินเฟ้อสูง
สำหรับไทย ซึ่งนำเข้านํ้ามันสุทธิ ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มจะกระทบเงินเฟ้อ ดุลการค้า และค่าเงินบาท หากเงินเฟ้อเกินกรอบเป้า อาจกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินชะลอลดดอกเบี้ย หรือปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง
ภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบหากดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาขึ้น ทำให้กำลังผ่อนชำระตึงตัว ผู้ซื้อชะลอตัดสินใจ และผู้ประกอบการระวังเปิดโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี ตลาดบ้านจัดสรรยังมีดีมานด์อยู่อาศัยจริงรองรับ และซัพพลายไม่ล้นตลาด จึงไม่น่าถดถอยรุนแรง แต่ฟื้นตัวอาจช้ากว่าคาด






