เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 10

07 ม.ค. 2569 | 04:56 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ม.ค. 2569 | 05:11 น.

เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 10 : คอลัมน์เปิดมุกปลุกหมอง โดย...ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4,164

KEY

POINTS

“กวนโอ๊ย–บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องขำ แต่คือความเสี่ยงทางกฎหมายและศีลธรรม เรื่องเล่าคดี “นมเปียก” ชี้ชัดว่า การพูดจาลวนลาม อ้างความคุ้นเคย หรือบูลลี่ แม้คิดว่าเป็นมุกตลก สุดท้ายอาจกลายเป็นคดีหมิ่นประมาทถึงศาลฎีกา และ “เสียคน” ได้จริง

คำพูดเล่นของคนดัง ยิ่งเล่นยิ่งแรง ยิ่งเสี่ยง กรณี “นายหื่น” สะท้อนว่า ภาพลักษณ์และพฤติกรรมเดิมทำให้คำพูดแฉลบ แม้ไม่เจตนา ก็ถูกมองว่าเป็นการลามปาม กวนโอ๊ย และสร้างผลลบต่อสาธารณะ

เส้นบางๆ ระหว่างอารมณ์ขันกับความไม่เหมาะสม ขึ้นกับบริบทและสถานะ เรื่องเอิร์ลแห่งอ็อกซ์ฟอร์ดกับพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ตอกย้ำว่า “ผู้ใหญ่แซวผู้น้อยได้ แต่ผู้น้อยไม่ควรทะลึ่งกับผู้ใหญ่” อารมณ์ขันต้องรู้ที่ต่ำที่สูงและกาลเทศะ 


 

เหตุผลที่ใครต่อใครหลายคนยังคงร้องเพลง “เฮฮา เฮฮา เป็นยาวิเศษ บ่มเพาะกิเลส ไม่ทำตนให้เป็นคน! ปล่อยใจหมายบูลลี่คน กวนโอ๊ยทำตามใจตน ไม่ขายหน้า…” อุปมาดั่งคลองดำปี๋ มีขยะมูลฝอยลอยบ้างจมบ้าง วันร้ายคืนร้ายนั่งอ้าปากค้างเมื่อเจอน้ำท่วม คดีบูลลี่มันก็ต้วมเตี้ยมข้ามภพชาติไม่ขาดหายไปจากสายพันธุ์ จำใจที่จะต้องยกเอากรณีคดีบูลลี่เก๋ากึ๊ก หยิบเอามาเล่าให้คนรุ่นใหม่อ่านไว้ฟังไว้ทบทวนจิตสำนึกจะได้ไม่ซวย 

คล้ายๆ กับไอ้หนุ่มคนหนึ่ง เขาเห็น สาววัยขบเผาะ ปั่นจักรยานฝ่าสายฝนอยู่คนเดียว ตะแกก็รีบปั่นตามหลังพร้อมกับตะโกนต่อเนื่องว่า “น้อง… นมเปียก!” กับ “น้อง… นมเปียก!” และ “น้อง… นมเปียก!” สันนิษฐานได้เลยว่า วัยเด็ก เขาคงจะ “ขาดความอบอุ่น!” ครั้นเมื่อโตขึ้นเริ่มมีอาการ “ขาดไซส์อกอุ่น!” (ฮา) 

น้องหญิงเธอก็ทำเป็นเฉย ไอ้หนุ่มยังคงปั่นตามหลังไม่ลดละ ในที่สุดเธอก็ชะลอความเร็ว จอดรถแล้วล็อคล้อเดินเข้าไปในอาคารที่จอดรถ ไอ้หนุ่มก็มัวสนใจแต่นม จึงเอารถไปจอดแล้วเดินตามไปไม่รู้เหนือรู้ใต้ กว่าจะรู้ก็โดนตำรวจเข้ามาคว้าแขนให้ไปลงบันทึกประจำวัน 

น้องหญิงเธอแจ้งความข้อหา หมิ่นประมาท เพราะพูดจาลวนลาม อีกทั้งยังแสดงตนในทำนองว่า คุ้นเคย ซึ่งมีผลทำให้ผู้คนในพื้นที่สำคัญผิดว่าคงจะเคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน คดีนี้ไอ้หนุ่มสู้จนแพ้คดีที่ศาลฎีกา ในข้อหาหมิ่นประมาท งานนี้ “เสียคน!” มัวแต่หมกมุ่น “กวนโอ๊ย” กรณี “นมเปียก” 

เรื่องจริงที่เล่าให้อ่านมันเป็นเพียงแค่ ธนูหนึ่งดอก ตราบใดที่ยังไม่สะบัด “พฤติกรรมสุดนิสัย” ปล่อยจิตใจให้จมปลักอยู่กับ “กิจกรรมกวนโอ๊ย” ไม่ช้าไม่นานความซวยจะแวะมาเยี่ยมจนหัวบันไดจะไม่แห้ง

                             เทคติคลุกเคล้าเขย่ายุคกวนโอ๊ย ฉากที่ 10

“ประเทศลิ้นเท็จ!” เขาก็มีข่าว “สัพแยง” แรงกว่า สัพยอก! เรื่องมันเริ่มมาจาก “สหายนะ” คาบข่าวมาเล่าข่าวให้ Mr. Horny ฟังว่า คู่แข่งของเรามีบุคลิกดูดีรัศมีเปล่งปลั่ง “สหายนะ” คงจะลืมนิคเนม ที่แฟนคลับเรียกเขาว่า “นายหื่น” เนื่องจากเขาพูดทีเล่นทีจริงบ่อยครั้งตามอัธยาสัย จนแฟนไม่แน่ใจว่า ข้างขึ้น หรือ ข้างแรม ที่เชื่อได้ว่าทีจริง (ฮา) 

ข่าวล่าสุดที่ “หนังสือพิมพ์ลิ้นเท็จ” รายงานข่าวไว้ว่าหลังจาก “นายหื่น” ได้ฟัง “สหายนะ” เชิดชู น้องหญิง เขาก็พูดแฉลบแย็ปไปตามฟอร์มว่า “กำลังหื่นอยู่พอดีเลย” ลีลาอย่างนี้ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่เกี่ยว พูดเล่นแต่เข้าข่ายลามปามแบบนี้แหละ กวนโอ๊ยชัดเจนเข้าเกณฑ์กลางกระหม่อม  

เรื่องสำคัญเอามาเล่าอีกหนึ่งกรณีในเรื่องนี้ เลือกเอามาโยงต่อเนื่องกับสองเรื่องที่ละเลงไปแล้ว เป็นเรื่องของผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเกินระดับ VIP ในยุค เอลิซาเบธ เกี่ยวกับ เอ็ดเวิร์ด เดอ เวียร์ เอิร์ล แห่ง อ็อกซ์ฟอร์ด รู้สึกอับอายขายหน้าอย่างมาก ต้นตอมันเกิดมาจากการโค้งคำนับ พระราชินี เอลิซาเบธ ที่ 1 แอ็คชั่นซีนนั้นมันเข้าจังหวะโดยไม่ได้นัดหมาย

เขาไม่คาดฝันว่า การโค้งคำนับครั้งนั้น มันจะทำให้เขาเป็นข่าวพิลึกอึกทึกครึกโครม จนสุดกำลัง ในบัดดลนั้น เมื่อก้มลงคำนับถวายพระพร พระราชินี เอลิซาเบธ ที่ 1 เขาตกใจตรงที่เขาผายลมโดยไม่ได้นัดหมายระหว่าง สมอง กับ ก้น เสียงดัง “ป้าด…ด…ด” ทุกคนได้ยินกันเต็มหู

เอิร์ล แห่ง อ็อกซ์ฟอร์ด ขุนนางผู้มีชื่อเสียง ได้กระทำความผิดพลาดครั้งสำคัญด้วยการผายลมขณะกำลังโค้งคำนับ พระราชินี เขาจึงหนีออกจากอังกฤษไปเนรเทศตัวเองเป็นเวลาเจ็ดปี ในที่สุดเขาก็ได้เดินทางกลับมาเข้าเฝ้า 

เมื่อ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 ทรงทราบ พระองค์ก็ตรัสเรียกให้มาเข้าเฝ้า เป็นที่รู้กันในหมู่ขุนนางว่า พระองค์ทรงมีอารมณ์ขัน และไหวพริบแบบไม่ธรรมดา  เมื่อ เอิร์ล แห่ง อ็อกซ์ฟอร์ด ถวายบังคม พระองค์ก็ได้คลี่คลายสถานการณ์ที่น่าอึดอัด ด้วยคำพูดอันโด่งดังของพระองค์ว่า “เราลืมเรื่องตดของท่านไปแล้ว” (ฮา) กรณีอย่างนี้เราต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ ผู้ใหญ่แซวผู้น้อยได้ ทั้งนี้ ผู้น้อยไม่ควรจะทะลึ่งกับผู้ใหญ่                               

สังคมของเราเมื่อมีอะไร ไม่สบอารมณ์ ไม่สมใจนึก เราก็จะปั้นหน้าเข้าหากัน โดยไม่สนใจว่ากำลังวางก้ามกดดันใคร ต่างกับ มิลาน ใน มิลาน ไม่มีอะไรให้ต้องเศร้ามากนัก เพราะว่า มีแหล่งช้อปปิ้งชั้นเยี่ยม และพิซซ่าอร่อยๆ มากมาย

อย่างไรก็ตาม หากเรารู้สึกหดหู่ขณะเที่ยวชมเมือง โปรดระวัง เราควรยิ้มไว้เสมอ เพราะการยิ้มตลอดเวลา เป็นข้อกำหนดทางกฎหมายในมิลาน ยกเว้น งานศพ และ การเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล

ในบทความของหนังสือพิมพ์ Corriere della Sera ปี 2014 อันเดรีย ซานทานเจโล เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ ได้อธิบายถึงกฎข้อนี้ เขากล่าวถึงในหนังสือ Mai stati meglio ของเขา ตลอดทั้ง  เลีย เซลี ว่ามีมาจาก ข้อบังคับของเมืองซึ่งบังคับใช้โดยชาวออสเตรีย ที่ปกครองมิลานในขณะนั้น 

มันเนื่องมาจากบุคคลชื่อ “ลุยจิ ฟาบิโอ” และ ไม่เคยถูกยกเลิกนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็เอาเป็นว่า “เลิกบ่น เลิกทำหน้าบึ้งตึง เพราะว่า ใน มิลาน กฎหมายบังคับให้คุณยิ้ม นี่คือข้อกำหนดของเทศบาลเมืองตั้งแต่สมัยจักรวรรดิออสเตรียฮังการี ถึงแม้ว่าบัดนี้ยุคสมัยมันอาจจะแตกต่างกันออกไปแต่กฎหมายนั้นไม่เคยถูกยกเลิก…” 

ส่งท้ายคลายเครียดว่า ภรรยาไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำ คุยกับสามีแล้วก็แวะมาคุยกับ พัศดี ภรรยาพูดโวยวายกับ พัศดี ว่า “ผัวชั้นทำงานเหนื่อยเกินเวลาทุกวัน ใช้งานเขามากไปหรือเปล่า” พัศดี ยิ้มแล้วบอกว่า “เราจัดเวลาของแต่ละคนเอาไว้ให้พอดี ไม่มีการกินแรงงานอะไรกันเลยนะคุณ”

ภรรยายังไม่ลดละ ขัดคอ พัศดี ทันทีว่า “ไม่ต้องมาแก้ตัว ผัวชั้นเขาบอกชั้นอยู่ว่า เขานอนวันละสามชั่วโมง แต่ละวันเขาต้องขุดอุโมงในช่วงกลางคืนกันทุกคืน เขาบอกชั้นว่า ให้ชั้นอดทนไปก่อน อีกไม่นานอุโมงก็จะเสร็จแล้ว” (ฮา)