thansettakij
thansettakij
การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (2)

การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (2)

การพลิกฟื้นไห่หนานสู่ความก้าวล้ำ ทันสมัย และความรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน (2) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4247

KEY

POINTS

  • จีนประกาศยกระดับไห่หนานเป็น "ท่าเรือการค้าเสรี (FTP)" ตั้งแต่ปี 2018 โดยมีแผนแม่บทตั้งเป้าเปิดเสรีพื้นฐานภายในปี 2025 และพัฒนาให้เติบโตเต็มที่ภายในปี 2035 เพื่อเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทคและบริการสมัยใหม่
  • ใช้โมเดลศุลกากรพิเศษ "เปิดเสรีที่แนวแรก ควบคุมที่แนวสอง" ทำให้สินค้าจากต่างประเทศเข้าไห่หนานได้รับการยกเว้นภาษี เพื่อส่งเสริมให้เกาะเป็นศูนย์กลางการแปรรูปเพิ่มมูลค่าก่อนส่งต่อไปยังจีนแผ่นดินใหญ่
  • เสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนและบุคลากร โดยกำหนดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญและนิติบุคคลสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้สูงสุดที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าฮ่องกงและสิงคโปร์
  • ไห่หนานได้กลายเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก (34,000 ตร.กม.) และถูกวางบทบาทให้เป็น "ประตูบานใหญ่" (Gateway) และ "Super Connector" ที่เชื่อมโยงจีนกับเศรษฐกิจโลก

ผมขอยกตัวอย่างเฉพาะการเยือนไห่หนานของผู้นำจีนใน 3 ครั้งหลังสุด เริ่มจากเดือนเมษายน 2018 สี จิ้นผิง เยือนไห่หนาน พร้อมกับการเปิดศักราชใหม่ของการพัฒนา โดยได้ประกาศยกระดับให้ไห่หนานเป็นเป็นพื้นที่นำร่องพิเศษ “ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน (Hainan Free Trade Port) คล้ายกับนโยบาย “เขตเสรีทางการค้า” (Free Trade Zone) ที่จีนเริ่มต้นนำร่องที่เซี่ยงไฮ้นับแต่ปี 2013

หลังจากนั้น จีนก็คลอด “แผนแม่บทการพัฒนา FTP” ในเดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งมีสาระสำคัญที่น่าสนใจในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งเป้าที่จะเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนพื้นฐานภายในปี 2025 และพัฒนาให้ “เติบใหญ่” และ “กว้างขวาง” มากขึ้นภายในปี 2035 (สิ้นแผนฯ 16 และสอดคล้องกับเป้าหมายระยะกลางที่กำหนดให้จีนเป็นสังคมนิยมที่ทันสมัย) 

ภายใต้แผนแม่บทฯ ดังกล่าว รัฐบาลจีนได้กำหนดแนวทางการพัฒนาไห่หนาน ทั้ง “ระบบนิเวศ” รวมกว่า 10 ด้านที่ครอบคลุมตั้งแต่ด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมไฮเทค และบริการสมัยใหม่ อาทิ การเป็นแหล่งพักตากอากาศของนักท่องเที่ยว สวรรค์ของนักช้อป ศูนย์รักษาพยาบาลและสุขภาพ และศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ

โดยมุ่งหวังให้ “ความฝัน” ในทุกมิติดังกล่าวเกิดเป็นรูปธรรมภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ต้องการพัฒนาจีนขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว “ที่สุกงอม” และเป็น “ประเทศที่น่าอยู่”  

 

เพื่อให้การพัฒนา FTP ตามแผนแม่บทเกิดเป็นรูปธรรม จีนได้เริ่มตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องขึ้นในปี 2021 และขยายวงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมเงื่อนไขการค้าและการลงทุน การเคลื่อนย้ายเข้าออกของเงินทุน และการขนส่ง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ 

ในระยะหลัง ผมยังสังเกตเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่เกิดขึ้นตามมาอีกเป็นระลอก อาทิ ระบบ 5G และศูนย์วิจัย รวมทั้งการกำหนดโควต้าการซื้อสินค้าปลอดอากรของคนจีน ในไฮ่หนาน และเพิ่มขึ้นโควต้าและปรับปรุงเงื่อนไขการซื้อที่สะดวกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วิสัยทัศน์ที่ต้องการพัฒนาให้ไห่หนานเป็น “สวรรค์ของนักช้อป” เกิดเป็นรูปธรรม

ในปี 2022 สี จิ้นผิง ก็เยือนไห่หนานอีกครั้ง โดยใช้เวลาปฏิบัติภารกิจเป็นเวลาถึง 4 วัน (10-13 เมษายน) ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเกาะแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นประธานของงานฉลอง 3 ทศวรรษของการก่อตั้งไห่หนานเป็นมณฑลและการจัดตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของไห่หนาน 

รวมทั้งยังเดินทางไปตรวจเยี่ยมและสำรวจความคืบหน้าของโครงการขยายท่าเรือหยางผู่ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2021 ท่าเรือแห่งนี้ถูกใช้เพื่อเชื่อมโยงกับท่าเรือใน GBA และพื้นที่หลังท่าด้านซีกตะวันตกของจีน นอกจากนี้ ผมยังเชื่อว่าท่าเรือแห่งนี้จะเป็น “กระดานดีด” ในการเชื่อมไห่หนานกับจีนแผ่นดินใหญ่และอาเซียนในระยะยาว 

และครั้งหลังสุดเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 สี จิ้นผิง พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล กลางเดินทางไปไห่หนานอีกครั้ง เพื่อฟังรายงานและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามนโยบาย FTP และเพียงราวหนึ่งเดือนต่อมา จีนก็ออกประกาศ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 อนุมัติให้ไห่หนานเป็น “เขตควบคุมศุลกากรแบบพิเศษทั่วทั้งเกาะ” (Hainan FTP Special Customs Operation) 

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงโครงสร้างการจัดการศุลกากร ให้กลายเป็น FTP ระดับสากล ส่งผลให้ไห่หนาน กลายเป็นพื้นที่พิเศษนอกเขตศุลกากรปกติ เพื่อกระตุ้นการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายตามแผนแม่บทฯ ที่ประกาศไปเมื่อกลางปี 2020

มาตรการดังกล่าวตั้งอยู่บนโมเดล “เปิดเสรีที่แนวแรก ควบคุมที่แนวสอง เสรีภายในเกาะ” กล่าวคือ สินค้าและบริการจากต่างประเทศที่นำเข้ามายังไห่หนาน (ด่านแรก) จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษี (Zero Tariffs) และได้รับการผ่อนปรนขั้นตอนศุลกากรอย่างมาก (สินค้าที่เข้าเงื่อนไขไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจคลังสินค้าแบบเดิม) โดยมีสินค้า 6,600 รายการที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากเดิมที่มีอยู่เพียง 1,900 รายการ เพิ่มจากสัดส่วนราว 21% เป็นเกือบ 75% ของรายการสินค้าทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สินค้าที่ส่งออกจากไห่หนานเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ (ด่านสอง) จะต้องผ่านการตรวจศุลกากรตามปกติ ขณะที่สินค้าที่นำเข้ามาไห่หนาน และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างน้อย 30% จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร เมื่อส่งไปจำหน่ายในจีนแผ่นดินใหญ่ โดยคาดหวังให้ไห่หนานเป็นศูนย์กลางแปรรูปเพิ่มมูลค่าและศูนย์กลางการค้าที่จัดสรรทรัพยากรได้ในระดับโลก สอดรับกับแผนฯ 15 (ปี 2026-2030)

ทั้งนี้ ปัจจัยการผลิต อาทิ สินค้า เงินทุน บุคลากร และ ข้อมูล ที่ได้รับการยกเว้นภาษี สามารถนำเข้าและไหลเวียนได้อย่างเสรีภายในไห่หนาน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไห่หนานกำลังทำหน้าที่เป็นเสมือน “ประตูบานใหญ่” (Gateway) สำหรับจีนในการเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ทั้งในด้านการดึงดูด และจัดสรรปัจจัยการผลิตจากไห่หนานและต่างประเทศ เข้าสู่ตลาดภายในประเทศ โดยในทางปฏิบัติ จีนบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านแพลตฟอร์มระบบกำกับดูแลอัจฉริยะ (Smart Customs Supervision) ของ FTP

ว่าง่ายๆ ก็คือ เมื่อผ่านการพัฒนาในระยะแรกมาจนถึงปี 2025 ไห่หนาน ได้กลายเป็น FTP ที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปเสียแล้ว โดยมีพื้นที่รวมถึง 34,000 ตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่า FTP ชั้นนำของโลกอย่างเทียบไม่ติด เพราะ FTP สิงคโปร์ มีขนาดราว 720 ตร.กม. ฮ่องกง 1,110 ตร.กม. และดูไบ 4,110 ตร.กม. เท่านั้น 

มองออกไปในระยะยาว เมื่อห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรม มีความพร้อมสรรพ ไห่หนานก็จะเป็นฐานการผลิตที่มีความสามารถในการแข่งขันทั้งในตลาดจีน และต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สินค้าและบริการของไห่หนานถูกส่งออกไปตีตลาดโลก ผมกำลังบอกว่าไห่หนานจะทำหน้าที่เป็น “Super Connector” ของจีนกับประเทศ/ภูมิภาคในย่านนี้ได้ในที่สุด

นอกจากนี้ จีนยังมอบสิทธิประโยชน์ทางการค้าและเศรษฐกิจในอีกหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีความเชี่ยวชาญสูงและอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้สูงสุดที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าของสิงคโปร์และฮ่องกง 

สิทธิประโยชน์ดังกล่าวทำให้ไห่หนานมีความได้เปรียบ ทั้งในแง่การดึงดูดทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง ความได้เปรียบของสินค้าในการเข้าสู่ตลาดจีนในวงกว้าง และการดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่พื้นที่อีกด้วย

คุยกันต่อตอนหน้าครับ ...

คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4247