thansettakij
thansettakij
การเตรียมคนสู่ตลาดแรงงานแบบเดิมหมดอายุแล้ว

การเตรียมคนสู่ตลาดแรงงานแบบเดิมหมดอายุแล้ว

25 ต.ค. 69 | 05:26 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ต.ค. 69 | 05:39 น.

การเตรียมคนสู่ตลาดแรงงานแบบเดิมหมดอายุแล้ว : บทความ โดย... ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4247

KEY

POINTS

  • ระบบการเตรียมคนสู่ตลาดแรงงานแบบเดิม ที่เน้นทักษะเชิงเทคนิคกำลังหมดอายุลง เนื่องจาก AI จะเข้ามามีผลกระทบต่องานทั่วโลกราว 40%
  • คุณค่าของแรงงานมนุษย์ในยุค AI จะเปลี่ยนไปอยู่ที่ทักษะที่เครื่องจักรทำแทนได้ยาก เช่น การตัดสินใจเชิงจริยธรรม ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และภาวะผู้นำ
  • การศึกษาต้องปรับเปลี่ยนจากการสอนให้เด็กแข่งขันกับ AI (เช่น การท่องจำ) ไปสู่การสร้างทักษะความเป็นพลเมืองโลกที่เน้นความเข้าใจมนุษย์และมีจริยธรรมในการนำทางเทคโนโลยี

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก ซึ่งมีผู้เข้าร่วมราว 17,000 คนจาก 191 ประเทศ นับเป็นครั้งแรกที่ไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพนับตั้งแต่ปี 2534 สิ่งที่น่าสนใจ คือ หัวข้อที่ครองเวทีตั้งแต่วันแรก คำถามว่าโลกจะใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวางได้อย่างไร โดยไม่สูญเสียความไว้วางใจ ความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของคนทำงาน 

นาง Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ย้ำว่า AI จะกระทบงานราว 40% ทั่วโลก และสูงถึง 60% ในประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในรูปของงานที่ถูกเสริมศักยภาพ ถูกลดทอนคุณค่า หรือถูกแทนที่ ซึ่งได้มีการเปรียบผลกระทบนี้ว่าเป็น "สึนามิที่เคลื่อนตัวช้า แต่ก็ยังเป็นสึนามิ"

สัญญาณนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI จะมาเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ระบบการศึกษาและการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งออกแบบมาเพื่อโลกที่ความรู้หายากและมีราคาแพง กำลังหมดอายุลงในไม่ช้า

AI กำลังเปลี่ยนมูลค่าของทักษะ

ข้อมูลที่ IMF นำเสนอชี้ว่า ในสหรัฐอเมริกามีงานราว 10% ที่ต้องการทักษะ AI แล้ว ขณะที่งานประจำและงานซ้ำซากกำลังหดตัวลง นี่คือ ภาพของความเหลื่อมล้ำทางทักษะ (Skill Asymmetry) ที่ผู้กำหนดนโยบายต้องจับตา 

ขณะเดียวกัน นาย Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก เสนอมุมที่น่าสนใจว่า เขาไม่เชื่อว่างานระดับเริ่มต้นจะถูกทำลายทั้งหมด และผลักดันแนวคิด "Small AI" หรือ AI ขนาดเล็กราคาเข้าถึงได้ที่ช่วยเกษตรกร ระบบสาธารณสุข และครูในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มผลิตภาพ โจทย์ของเขา คือ ทำอย่างไรให้คนยังไต่บันไดอาชีพขึ้นไปได้ แม้มี AI อยู่รอบตัว 

สองมุมนี้ไม่ได้ขัดกันแต่ชี้ไปที่ข้อสรุปเดียวกัน คือ AI รวบรวม วิเคราะห์ และ สังเคราะห์ความรู้เชิงเทคนิคได้เร็วกว่ามนุษย์อย่างเทียบไม่ได้ เมื่อความรู้มีราคาถูกลง มูลค่าของมนุษย์จึงย้ายไปอยู่ที่สิ่งที่เครื่องจักรทำแทนได้ยาก

บทวิเคราะห์ทั่วไปมักสรุปว่า เด็กต้องเรียนเขียนโค้ด หรือ ต้องเก่ง Prompt Engineering ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกเพียงครึ่งเดียว และอาจคลาดเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุผลสองประการ ได้แก่

1.ทักษะเชิงเทคนิคมีอายุสั้นลงเรื่อยๆ (Rapid Obsolescence) โค้ดหรือเทคนิคที่เด็กเรียนวันนี้ อาจถูก AI สร้างใหม่ได้สมบูรณ์กว่าในอีกไม่กี่ปี ทักษะดิจิทัลยังจำเป็นที่เป็นเพียงใบผ่านทาง แต่ไม่ใช่ข้อได้เปรียบ

2.มูลค่าที่แท้จริงขยับไปสู่ความซับซ้อนและความหลากหลาย ความสามารถในการตัดสินใจท่ามกลางความขัดแย้งทางจริยธรรม ค่านิยมที่ต่างกัน และบริบทข้ามวัฒนธรรม กลับมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โรงเรียนที่ยังวัดความสำเร็จจากการจำ และการทำข้อสอบให้ถูก กำลังฝึกเด็กให้แข่งในสนามที่ AI ชนะไปแล้ว

นิยามใหม่ของพลเมืองโลกยุค AI

พลเมืองโลกตามความเข้าใจแบบเดิม คือ เด็กที่พูดภาษาอังกฤษเก่ง สอบชิงทุนไปต่างประเทศได้ หรือ รู้จักวัฒนธรรมอื่น แต่ในยุคที่ AI แปลภาษาได้ทันทีและตอบคำถามเรื่องวัฒนธรรมใดก็ได้ใน 3 วินาที นิยามนี้ไม่พออีกต่อไป  

พลเมืองโลกในวันนี้ คือ สถาปัตยกรรมทางความคิดและจิตใจที่ AI จำลองไม่ได้ ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก

เสาแรก คือ ความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมที่รู้เท่าทันอัลกอริทึม ไม่ใช่แค่ปรับตัวเข้ากับคนต่างชาติได้ แต่ต้องรู้ว่า AI ถูกฝึกจากข้อมูลที่มีอคติ และกล้าโต้แย้งเมื่อมันผลิตซ้ำภาพเหมารวมทางวัฒนธรรม 

เสาที่สอง คือ ความอดทนต่อความอึดอัดทางความคิด ในขณะที่ AI ยื่นคำตอบสำเร็จรูปให้ทุกคำถาม โลกจริงกลับเต็มไปด้วยปัญหาที่ไม่มีคำตอบเดียว เยาวชนจึงต้องออกจากพื้นที่ปลอดภัยมาอยู่กับความคลุมเครือ และค่านิยมที่ขัดกันได้ โดยไม่ผลักคนที่เห็นต่างให้เป็นศัตรู 

และเสาที่สาม คือ เจตจำนงและภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ซึ่งก้าวข้ามการเป็นผู้ทำตามกฎที่ดี ไปสู่การกล้าตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีและนโยบายส่งผลต่อมนุษย์อย่างไร และยืนยันว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องเป็นของมนุษย์ ไม่ใช่ของระบบอัตโนมัติ ทักษะที่ไม่มีโมเดลภาษาใดดาวน์โหลดใส่สมองเด็กได้ เป็นทักษะที่นายจ้างในยุค AI จะยอมจ่ายแพงที่สุด

 เลิกเตรียมเด็กแข่งกับ Algorithm

เวที IMF และธนาคารโลกเห็นตรงกันว่า การเสริมความรู้และทักษะให้คน คือ แนวทางที่ตอบโจทย์ที่สุดในการเปลี่ยนความกังวลต่อ AI ให้เป็นความมั่นใจ โดยเริ่มจากผู้ปกครอง ครู และผู้กำหนดนโยบายและตลาดแรงงาน ในการปรับมุมมอง

1.ผู้ปกครองปรับจากผู้กำกับเส้นทางสู่ผู้สร้างพื้นที่ให้เรียนรู้

• เลิกวัดคุณค่าของลูกด้วยผลการเรียนเพียงอย่างเดียว AI ทำข้อสอบวิชาการได้คะแนนสูงเสมอ แต่สร้างความสัมพันธ์หรือเจรจาข้ามวัฒนธรรมแทนมนุษย์ไม่ได้ ส่งเสริมให้ลูกทำงานกลุ่ม งานอาสา และกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม 
• ฝึกบทสนทนาข้ามวัฒนธรรม เมื่อเห็นข่าวความขัดแย้งระดับโลก แทนที่จะตัดสินว่าใครถูกใครผิด ลองถามลูกว่า "ถ้าเราเกิดในวัฒนธรรมนั้น เราจะมองเรื่องนี้อย่างไร" เพื่อสร้าง "กล้ามเนื้อความเห็นอกเห็นใจ" ทีละน้อย

2.ครูปรับจากผู้ส่งมอบความรู้สู่ผู้ออกแบบประสบการณ์ข้ามวัฒนธรรม

• เปลี่ยนห้องเรียนเป็น Micro-Global Experience ครูใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry-based Learning) เชื่อมกับนักเรียนต่างชาติผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือจำลองสถานการณ์ความขัดแย้งทางจริยธรรมจากกรณีศึกษาระดับโลกได้
• เน้นการถอดบทเรียน (Debriefing) มากกว่าการบรรยาย ไม่ว่ากิจกรรมจะสำเร็จหรือล้มเหลว หัวใจของการเรียนรู้ คือ คำถามว่ารู้สึกอย่างไร ความคิดของเราเปลี่ยนไปอย่างไร และจะใช้บทเรียนนี้อย่างไรเมื่อพบคนที่ไม่เหมือนเรา

3.ผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจสู่ผู้สร้างโอกาส

• ปรับเกณฑ์ประเมินผู้เรียนและการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ให้นับประสบการณ์ข้ามวัฒนธรรม งานอาสา และโครงงานที่แก้ปัญหาจริง ควบคู่กับคะแนนสอบ

• ลงทุนใน Small AI สำหรับห้องเรียน ตามแนวทางที่ธนาคารโลกเสนอ ให้ AI ทำงานซ้ำซากแทนครู เพื่อคืนเวลาให้ครูได้ทำหน้าที่ที่ AI ทำไม่ได้ คือ การโค้ชและถอดบทเรียน

• ภาคธุรกิจควรสื่อสารให้ชัด ว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในอนาคตต้องการทักษะอะไร และเปิดโอกาสฝึกงานข้ามวัฒนธรรมให้เยาวชนเป็นบันไดขั้นแรก

เกราะดีที่สุดที่มอบให้เยาวชนได้

โลกอนาคตอาจแบ่งคนเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่ถูกเทคโนโลยีกำหนดชีวิต และ กลุ่มที่ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเพื่อมนุษย์ ภาษาต่างประเทศและทักษะดิจิทัลเป็นเพียงพื้นฐาน

สิ่งที่จะทำให้เยาวชนไทยยืนหยัดได้ คือ ความเป็นพลเมืองโลกที่เข้าใจมนุษย์ ยอมรับความแตกต่าง และมีจริยธรรมในการนำทางเทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงสูงสุดในโลกที่ AI ครองเมือง 

ระบบการศึกษาแบบเดิมไม่ได้ผิด เพียงแต่ถูกออกแบบมาเพื่อโลกที่ผ่านไปแล้ว ถึงเวลาที่บ้าน โรงเรียน และนโยบายรัฐ ต้องต่ออายุมันด้วยการให้คุณค่ากับสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์

บทความ โดย... ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ผู้อำนวยการใหญ่ เอเอฟเอส ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4247