
ปิดชื่อ "ซีพี" แล้วอ่าน "กะเพรา" ใหม่
ไม่บ่อยนักที่ผักสวนครัวกำละไม่กี่บาทจะกลายเป็นประเด็นร้อนระดับประเทศ แต่ "กะเพรา" ทำได้
หลังมีข่าวว่าบริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ “ซีพี” ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ ภายใต้ชื่อ "แก้วจุรี 01-04" โลกออนไลน์ก็ลุกเป็นไฟทันที มีทั้งข้อกล่าวหาว่าทุนใหญ่ "จดกะเพราทั้งประเทศ" และความกังวลว่าเกษตรกรจะปลูก ขยายพันธุ์ หรือเก็บเมล็ดไว้ใช้ต่อไม่ได้อีก
ถ้าอยากรู้ข้อเท็จจริงโดยไม่มีอคติมาบังตา วิธีที่ง่ายที่สุดคือปิดชื่อผู้ยื่นคำขอไว้ก่อน แล้วพิจารณาข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน
ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจอย่างง่ายๆก่อนว่า การแบ่งพันธุ์พืชตามที่มา จะได้ 4 กลุ่มหลัก
กลุ่มที่ 1 คือพันธุ์พืชที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ของมนุษย์
กลุ่มที่ 2 คือพันธุ์พืชที่เกิดจากการผสมพันธุ์หรือการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ จนได้ลูกที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแตกต่างจากพันธุ์เดิม
กลุ่มที่ 3 คือพันธุ์พืชที่มนุษย์ปรับปรุงขึ้น ผ่านการผสมข้ามพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ หรือการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ รวมถึงการเพิ่มชุดโครโมโซม เพื่อให้ได้คุณลักษณะที่ต้องการ
กลุ่มที่ 4 คือพันธุ์พืชที่ได้จากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม เช่น การตัดต่อหรือถ่ายฝากยีนเพื่อให้พืชมีคุณสมบัติเฉพาะ
การแบ่งทั้ง 4 กลุ่มนี้เป็นการจำแนกตามที่มาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ประเภทการคุ้มครองตามกฎหมาย
ในทางกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 แยกไว้อีกชุดหนึ่ง คือ พันธุ์พืชใหม่ พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป และพันธุ์พืชป่า สิทธิในการจดทะเบียนจึงต้องเป็นไปตามนิยามและเงื่อนไขของกฎหมายฉบับนี้
กะเพราแก้วจุรีอยู่ในกลุ่มที่ 3 ทางวิทยาศาสตร์ และอยู่ในหมวด "พันธุ์พืชใหม่" ทางกฎหมาย
เมื่อไล่เรียงข้อมูลตามประกาศคำขอของกรมวิชาการเกษตร ฉบับที่ 174 และ 177 จะพบข้อเท็จจริงว่า งานนี้ซีพีแรมทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 โดยนำเมล็ดกะเพราพันธุ์พื้นเมือง (รหัส CPR1) มาเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ ใช้สารเคมีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม ตรวจปริมาณดีเอ็นเอด้วยเทคนิคโฟลไซโตมิทรีเพื่อคัดต้นที่ต้องการ ย้ายลงโรงเรือนเดือนธันวาคม 2563 ปลูกทดสอบ 2 แห่งช่วงเมษายนถึงกันยายน 2565 แล้วจึงยื่นคำขอในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2566
นับจากหลอดทดลองถึงโต๊ะยื่นคำขอที่ใช้เวลากว่า 3 ปี ไม่ใช่การเด็ดกะเพราริมรั้วไปยื่นจด และไม่ใช่การตัดต่อยีน
ผลที่ได้คือต้นสูงเฉลี่ย 70-88 เซนติเมตร ใบยาวเฉลี่ย 5.6-6.2 เซนติเมตร กว้างราว 4 เซนติเมตร ตอบโจทย์โรงงานอาหารที่ต้องการใบใหญ่ กลิ่นชัด ไม่หดม้วนจนหายไปในกระทะ
ข้อเท็จจริงถัดมาคือ สิ่งที่ได้ไม่ใช่ "สิทธิบัตร" อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะกฎหมายสิทธิบัตรของไทยไม่คุ้มครองตัวพืช สิ่งที่ได้คือการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งต้องผ่านเกณฑ์ 4 ข้อ คือ ใหม่ แตกต่าง สม่ำเสมอ และคงตัว อายุการคุ้มครองมี 3 ระดับ คือ 12, 17 และ 27 ปี กรณีกะเพรา 4 สายพันธุ์นี้ได้ 12 ปี ช่วงปี 2567-2579 พ้นจากนั้นก็ตกเป็นพันธุ์สาธารณะ
ส่วนขอบเขต การคุ้มครองครอบคลุมเฉพาะ 4 พันธุ์ที่ระบุชื่อเท่านั้น
ขณะที่กะเพราในไทยมีการรวบรวมได้มากกว่า 300 สายพันธุ์ กะเพราที่ชาวบ้านปลูกกันทั่วไปจัดอยู่ในพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป ซึ่งไม่มีใครจดเป็นเจ้าของได้
ดังนั้นการปลูกกะเพราพื้นเมือง เก็บใบขาย หรือผัดกะเพราขายหน้าร้าน ไม่เกี่ยวกับการจดทะเบียนครั้งนี้เลย
สิ่งที่อยู่ใต้การคุ้มครองคือ "ส่วนขยายพันธุ์" ของพันธุ์ที่จดไว้ เช่น เมล็ดหรือกิ่ง เมื่อนำไปผลิตหรือขายเชิงการค้า ส่วนเกษตรกรที่ปลูกพันธุ์แก้วจุรีเอง
นอกจากนี้ตามมาตรา 33 ของกฎหมายฉบับปัจจุบันก็ยังเปิดช่องให้เก็บเมล็ดหรือกิ่งที่ตนผลิตได้ไปปลูกต่อในแปลงของตัวเองได้ เว้นแต่พันธุ์ที่รัฐประกาศเป็นพันธุ์ส่งเสริม ซึ่งจะปลูกต่อได้ในปริมาณจำกัด
ส่วนที่กลัวว่าเกสรปลิวไปผสมกับกะเพราแปลงข้างเคียงแล้วต้นของชาวบ้านจะกลายเป็นของบริษัท กรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่าหลักการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้ทำงานแบบนั้น
ที่สำคัญ บริษัทระบุว่าไม่ได้ขายเมล็ดหรือต้นกล้าทั้ง 4 พันธุ์ในตลาดทั่วไป แต่ปลูกเป็นวัตถุดิบภายในห่วงโซ่ของตัวเองกับเครือข่าย "เกษตรกรคู่ชีวิต"
ถึงตรงนี้ลองถามตัวเองดูว่า ถ้าผู้ยื่นคำขอเป็นห้องแล็บของมหาวิทยาลัย วิสาหกิจชุมชน หรือเกษตรกรสักคนที่ใช้เวลา 3 ปีพัฒนากะเพราใบใหญ่กลิ่นแรง กระแสจะออกมาเป็นด่าหรือเป็นปรบมือ
เพราะระบบเดียวกันนี้คือเหตุผลที่เกษตรกรไทยมีพันธุ์ดีให้เลือกใช้
กระเจี๊ยบเขียวเคยเจอโรคไวรัสจนต้นแคระแกร็น ปลูกแล้วไม่โต จนมีการพัฒนาพันธุ์ที่ทนโรคออกมา
ข้าวโพดลูกผสมช่วยยกผลผลิตจากราว 300-700 กิโลกรัมต่อไร่ ไปสู่ 1,000-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ในบางสายพันธุ์
งานพวกนี้ใช้ทั้งเงิน เวลา และความรู้ ถ้าลงทุนแล้วถูกนำไปขยายพันธุ์ขายได้ทันทีโดยไม่มีอะไรคุ้มครอง ก็คงไม่มีใครอยากลงทุนต่อ
วันนี้ไทยมีพืชที่ประกาศให้ยื่นขอคุ้มครองได้มากกว่า 107 ชนิด ตั้งแต่ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทุเรียน ไปจนถึงพริก มะเขือเทศ และกะเพรา ระบบนี้เปิดให้ทั้งหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย เอกชน นักปรับปรุงพันธุ์อิสระ และเกษตรกรเข้ามายื่นได้
ตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทยวันนี้มีมูลค่าราว 1-2 หมื่นล้านบาท และรัฐตั้งเป้าดันไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ของภูมิภาคที่มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท เป้าหมายนี้จะไปไม่ถึงเลย หากผู้ลงทุนวิจัยไม่มีหลักประกันว่าผลงานของตัวเองจะได้รับการคุ้มครอง
อย่างไรก็ตาม การปิดชื่อเพื่อดูข้อเท็จจริง ไม่ได้แปลว่าต้องปิดคำถามไปด้วย ยังมีอย่างน้อย 3 เรื่องที่สังคมควรถามต่อ
คำถามแรกคือความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยรัฐกับเอกชน ซึ่งทำกันทั่วโลกและไม่ผิด แต่ควรเปิดเผยให้ชัดว่าใครลงทุนเท่าไร และใครถือสิทธิในผลงาน เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าทรัพยากรสาธารณะไม่ได้ถูกใช้ไปฝ่ายเดียว
คำถามที่สองใหญ่กว่ากะเพรา 4 ต้นมาก คือการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช และท่าทีต่ออนุสัญญา UPOV 1991 ที่กำหนดระยะคุ้มครองขั้นต่ำ 20 ปี และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เลื้อย กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าร่างใหม่จะยังให้เกษตรกรรายย่อยเก็บเมล็ดพืชอาหารสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และถั่ว ไว้ปลูกต่อได้
คำถามที่ตามมาคือ ผักสวนครัวและสมุนไพรอย่างกะเพราจะอยู่ในข้อยกเว้นนั้นด้วยหรือไม่ และข้อยกเว้นจะต้องถูกเขียนลงในตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงคำยืนยันในงานแถลงข่าว
คำถามที่สามเป็นบทเรียนสำหรับบริษัทใหญ่เอง เรื่องที่จดทะเบียนตั้งแต่ปี 2567 แต่ต้องออกมาชี้แจงหลังกระแสลุกลามแล้ว สะท้อนว่าการสื่อสารล่วงหน้ากับสังคมสำคัญไม่แพ้งานวิจัย
กะเพราของชาวบ้านยังเป็นของชาวบ้าน การปิดชื่อช่วยให้เห็นข้อเท็จจริงชัดขึ้น แต่สิ่งที่สังคมควรจับตาต่อไปคือกฎหมายที่กำลังจะเขียนขึ้น เพราะนั่นคือส่วนที่จะกำหนดว่าเมล็ดพันธุ์ในมือเกษตรกรจะยังเป็นของเขาต่อไปหรือไม่







