thansettakij
thansettakij
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ภาคธุรกิจคิดอย่างไรกับการลงทุนในจีน (1)

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ภาคธุรกิจคิดอย่างไรกับการลงทุนในจีน (1)

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ ภาคธุรกิจคิดอย่างไรกับการลงทุนในจีน (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4196

KEY

POINTS

  • ผลสำรวจชี้ว่า ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมองจีนเป็นตลาดการลงทุนที่สำคัญอันดับต้นๆ และเป็นแหล่งรายได้หลัก โดย 45% ยกให้เป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญที่สุด
  • บริษัทส่วนใหญ่ (75%) มีแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในจีนในปี 2026 และไม่มีบริษัทใดวางแผนถอนการลงทุนออกจากจีนโดยสิ้นเชิง สะท้อนความเชื่อมั่นในตลาดจีน
  • ปัจจัยหลักที่ดึงดูดการลงทุน ได้แก่ โอกาสการเติบโตของตลาดจีน (56%) ความพร้อมของคลัสเตอร์อุตสาหกรรม (32%) และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีเสถียรภาพ (31%)

เมื่อต้นเดือนเมษายน 2026 ผมได้รับ “รายงานพิเศษประจำปี 2026 เกี่ยวกับสถานะทางธุรกิจของสหรัฐฯ ในจีนตอนใต้” (The 2026 Special Report on the State of Business in South China) ที่จัดทำโดย หอการค้าอเมริกันในจีนตอนใต้ (AmCham South China) จากท่านกงสุลใหญ่ ณ นครกวางโจว และเห็นว่า มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เลยอยากนำมาแลกเปลี่ยนกันครับ ...

รายงานพิเศษดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจาก บริษัทจำนวน 426 แห่ง จำแนกเป็นกิจการในภาคปฐมภูมิและแปรรูป 37% (ในจำนวนนี้เป็นภาคการผลิต 29%) ภาคสินค้าบริโภคและบริการ 21% และภาคบริการมืออาชีพ 41% (เป็นธุรกิจการเช่าและบริการพาณิชย์ 14% และบริการด้านเทคโนโลยี การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การศึกษา และสุขภาพอย่างละ 4-5%) 

ในด้านแหล่งที่มาของกิจการ 32% เป็น บริษัทอเมริกัน 28% เป็นจีน 18% เป็นธุรกิจจากฮ่องกง และ มาเก๊า 12% เป็นธุรกิจจากยุโรป และจากแหล่งอื่นๆ ราว 10% ขณะที่ในด้านรูปแบบธุรกิจ ราว 55% เป็นกิจการที่ถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียว 25% เป็นบริษัทท้องถิ่น 12% เป็นกิจการร่วมทุน และ 5% อยู่ในรูปของสำนักงานตัวแทน

เมื่อสอบถามถึงลักษณะธุรกรรมหลัก ก็พบว่า กว่า 3 ใน 4 มุ่งเน้นการจัดหาสินค้าและบริการสู่ตลาดจีน และ 23% ผลิตสินค้าในจีนเพื่อการส่งออก โดยจำแนกเป็นการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ 41% และไปยังตลาดอื่น 59% ซึ่งสะท้อนว่า ตลาดสหรัฐฯ พึ่งพาสินค้าที่ผลิตจากจีน ในสัดส่วนค่อนข้างมาก และธุรกิจอเมริกันมีผลประโยชน์ร่วมในการใช้จีนเป็นฐานการผลิต

ในแง่ของขนาดกิจการ พบว่า จำนวน 32% ของบริษัทที่เข้าร่วมการสำรวจในครั้งนี้ เป็นกิจการขนาดเล็ก (ที่มีจำนวนพนักงานระหว่าง 10-49 คน) 28% เป็นกิจการขนาดกลาง (พนักงาน 50-249 คน) และกว่า 40% เป็นกิจการขนาดใหญ่ (พนักงาน 250 คนขึ้นไป)

อย่างที่ผมโปรยไปก่อนหน้านี้ว่า ผลการสำรวจข้อมูลและความคิดเห็นจากธุรกิจดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย ผมขอเริ่มสรุปเลยครับ ... 

ประการแรก ในแง่ของรายได้ เกือบ 40% ของธุรกิจเหล่านี้ ระบุว่า รายได้จากตลาดจีน ในปี 2025 คิดเป็นมากกว่า 60% ของรายได้โดยรวมของบริษัท ทั้งนี้ สินค้าบริโภคและบริการ นับเป็นภาคที่ได้รับประโยชน์จากตลาดจีนมากที่สุด โดย 45% ระบุว่า มีรายได้ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย-มาก และเมื่อผนวกกับข้อมูลด้านการผลิตก่อนหน้านี้ ก็สะท้อนว่า จีนมีความพร้อมทั้งด้านอุปทานและอุปสงค์

ในแง่ของการทำกำไรในปี 2025 ธุรกิจจากแต่ละแหล่งที่มา มีความสามารถในการทำกำไรแตกต่างต่างกัน โดยสามารถทำกำไรแต่ไม่เข้าเป้า vs. สามารถทำกำไรและเข้าเป้า-เกินเป้า จำแนกเป็นธุรกิจจีน 64% : 36% บริษัทอเมริกัน 53% : 47% และอื่นๆ 55% : 45% ทั้งนี้ สำหรับบริษัทที่ยังไม่ทำกำไรในจีน ส่วนใหญ่ (78%) คาดหวังว่าจะทำกำไรภายใน 2-5 ปี 

ประการที่ 2 ในแง่ของแนวโน้มการลงทุน ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของจีนยังคงสูงและขยายตัว โดย 42% ของบริษัทจีนและต่างชาติ ประเมินว่า ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ในจีนดีกว่าของประเทศอื่น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากของปีก่อน

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และผลประกอบการทางการเงินของกิจการอเมริกัน ในปี 2025 ที่อ่อนตัวลง โดย 82% ของกิจการที่เกี่ยวข้องรายงานความสามารถในการทำกำไร ในปี 2025 ซึ่งต่ำกว่าของปีก่อนเล็กน้อย แต่ธุรกิจเหล่านี้ยังมองว่า จีนเป็นตลาดที่มีการเติบโตที่สำคัญและมีคุณภาพสูง 

โดยราว 45% ของบริษัทที่เกี่ยวข้องระบุว่า จีนเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนระดับโลก ที่มีความสำคัญสูงสุด เพิ่มขึ้น 6% จากปี 2024 โดย 34% ของกิจการต่างชาติ และ 72% ของกิจการจีนที่เห็นว่า จีนเป็นแหล่งลงทุนที่น่าสนใจเป็นอันดับแรก ขณะที่เพียง 8% เท่านั้นที่เห็นว่า จีนเป็นแหล่งลงทุนที่มีความสำคัญต่ำ และสัดส่วนดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงอีกด้วย

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นกิจการจีนและต่างชาติจำนวนมาก วางแผนจะขยายการลงทุนในจีน โดย 95% ของกิจการที่ตอบแบบสำรวจยังคง “มุ่งมั่น” ที่จะประกอบธุรกิจในจีนอยู่ต่อไป เกือบ 30% จะโยกย้ายจุดลงทุนไปยังเมืองอื่นในจีน และเกือบ 80% จะโยกย้ายธุรกิจบางส่วน (น้อยกว่า 30%) ของการลงทุนออกไปนอกจีน (ตลาดเอเซียอื่น อเมริกาเหนือ และยุโรป ตามลำดับ) แต่ไม่มีบริษัทใดเลยแม้แต่รายเดียวที่จะถอนการลงทุนจากตลาดจีนอย่างสิ้นเชิง 

เท่านั้นไม่พอ 75% ของกิจการเหล่านี้ วางแผนจะเพิ่มการลงทุนนจีนในปี 2026 โดยมีผลกำไรถึงเกือบ 13,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่เตรียมการไว้สำหรับการลงทุนซ้ำดังกล่าว โดยจำแนกเป็นการลงทุนในธุรกรรมการขาย การตลาด การพัฒนาธุรกิจ 56% การพัฒนาและฝึกอบรมพนักงาน 37% การวิจัยและพัฒนา 36% อีคอมเมิร์ซ และความสามารถด้านดิจิตัล 25% และการพัฒนาระบบอัตโนมัติและผลิตภาพ 25%

นอกจากนี้ เกือบ 60% ของผู้ตอบแบบสำรวจยังระบุว่า บริษัทวางแผนการขยายการลงทุนในจีนในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของธุรกิจอเมริกัน ในการมีส่วนร่วมในการเติบโตอย่างมั่นคงของตลาดจีน 

Harley Seidin ประธานหอการค้าจีนตอนใต้ กล่าวว่า “บริษัทต่างวางแผนขยายการลงทุน ไม่เพียงเพื่อขยายส่วนแบ่งทางการตลาด แต่เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น และเสริมสร้างการบูรณาการกับเศรษฐกิจจีน ... การลงทุนซ้ำดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความยืดหยุ่นของตลาด และบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจระดับโลก”

คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเหล่านี้เชื่อมั่นในตลาดจีนมากเช่นนี้ เริ่มจากโอกาสการเติบโตของตลาดจีนที่นำโด่ง 56% ความพร้อมของคลัสเตอร์อุตสาหกรรม 32% และตามมาติดๆ ด้วยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีเสถียรภาพ 31%

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง จีนยังคงเป็น “แม่เหล็กตัวใหญ่” สำหรับการลงทุนในสายตาของธุรกิจต่างชาติ โดยระบุว่า 35% ของธุรกิจเหล่านี้ สนใจตั้งออฟฟิศ หรือ โรงงานผลิตในเขตเสรีทางการค้า (Free Trade Zones) ในภูมิภาคจีนตอนใต้ 

ทั้งนี้ กวางโจว เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง ได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนระดับโลกในอันดับแรก (38% ซึ่งนับเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน แต่ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย) ตามด้วยเซินเจิ้น ศูนย์กลางของ GBA (29% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 6%) เซี่ยงไฮ้ หัวมังกรแห่งพื้นที่ปากแม่น้ำแยงซีเกียง (10%) และปักกิ่ง (5%) รวมทั้งหลายเมืองที่มีศักยภาพสูง อาทิ ตงก่วน ฝอซาน จงซาน และ อู่ฮั่น

ติดตามต่อตอนหน้าครับ ...