
“ฮ่องกง”จะเป็นเช่นไร ใน 5 ปีข้างหน้า? (1)
“ฮ่องกง”จะเป็นเช่นไร ใน 5 ปีข้างหน้า? (1) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4190
KEY
POINTS
- ฮ่องกงกำลังเดินหน้าพัฒนาตามแผน 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2026-2030) โดยมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่
- วางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยกลยุทธ์ “Finance+” เพื่อยกระดับสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเงินโลกยุคใหม่” (Global Financial Hub 2.0)
- มุ่งเน้นการพัฒนาด้านการเงินล้ำสมัย เช่น ฟินเทค สินทรัพย์ดิจิทัล การเงินสีเขียว และการเป็นศูนย์กลางเงินหยวนนอกประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุน
ในช่วง 2-3 ปีหลัง ผมสังเกตเห็นสัญญาณการพลิกฟื้นฮ่องกงด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ในเชิงรุก ยิ่งภายหลังการประชุม “สองสภา” เมื่อเดือนมีนาคม 2026 ณ กรุงปักกิ่ง ที่เห็นชอบ “แผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ภาพการเดินหน้าการพัฒนาฮ่องกง (Hong Kong) ยิ่งมีความชัดเจนยิ่งขึ้น วันนี้ ผมเลยขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่องนี้กันครับ ...
ภายหลังการรับมอบคืนจากอังกฤษ เมื่อ 1 กรกฎาคม 1997 ฮ่องกงก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนภายใต้หลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” (One Country, Two Systems) โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เขตบริหารพิเศษฮ่องกง” (Hong Kong Special Administration Region) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ฮ่องกงถือเป็น “เขตปกครองตนเอง” ริมชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของจีน ที่มีแม่น้ำเซินเจิ้น ซึ่งเป็นแม่น้ำสายเล็กๆ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนกั้นอยู่ หลายท่านอาจจำภาพในพิธีรับคืนฮ่องกง เมื่อเกือบ 30 ปีก่อนได้ ในครั้งนั้น ผู้นำจีนและคณะผู้บริหารระดับสูงก็ทำพิธีการที่ “เรียบง่าย” แต่ “แฝงไว้ซึ่งนัย” ด้วยการเดินข้ามสะพานเหล็กบนแม่น้ำสายนี้ที่ “เปิดโล่ง” ปราศจากด่านตรวจคนเข้าเมือง
ฮ่องกงมีพื้นที่โดยรวมราว 1,115 ตารางกิโลเมตร โดยในหลายส่วนมีสภาพเป็นเกาะ และปัจจุบันมีประชากรราว 8 ล้านคน ทำให้ฮ่องกงเป็นเขตการปกครองที่มีจำนวนประชากรลำดับที่ 100 ของโลก แต่มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก
ภายใต้ปฏิญญาจีน-อังกฤษ (Sino-British Joint Declaration) ปี 1984 ตกลงว่าจีนจะรับคืนฮ่องกง ในปี 1997 โดยให้ฮ่องกงคงระบบกฎหมาย เศรษฐกิจทุนนิยม และวิถีชีวิตแบบเดิมไว้เป็นระยะเวลา 50 ปี (จนถึงปี 2047)
แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่น ฮ่องกงมีการชุมนุมประท้วงและเหตุการณ์ความวุ่นวายหลายระลอก ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 ทำเอาเศรษฐกิจของฮ่องกงหดตัวอย่างมาก จนในท้ายที่สุด รัฐบาลจีนต้องตัดสินใจผ่านร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) ในปี 2020
และตามมาด้วยการออกกฎหมายท้องถิ่นที่ปกป้องความมั่นคงของชาติในฮ่องกง ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ดังกล่าว
อย่างไรก็ดี นับแต่นั้นเป็นต้นมา ความเป็นอยู่และสภาพเศรษฐกิจเริ่มกลับสู่สภาวะปกติโดยลำดับ หากมองไปข้างหน้า เราอาจพอจะจินตนาการได้ว่า จีนจะฉลอง 100 ปี ของการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในปี 2050 โดยก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่สุกงอม และมีเขตการปกครองนอกจีนแผ่นดินใหญ่กลับสู่อ้อมอก “ประเทศแม่” อย่างสมบูรณ์
สำหรับหลายคน ฮ่องกงยังเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่ชื่นชอบการช้อปปิ้งในย่านจิมซาจุ่ย-มงก๊ก และการลิ้มรสอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นติ่มซำ โจ๊ก ห่านย่าง และ ชานม รวมทั้งร้านอาหารมิชลินสตาร์มากมาย แต่หลายคนที่ผมรู้จักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เดินเข้าร้านอาหารริมถนนก็ยังอร่อย
ในยุคหลัง บางคนต้องการพาตัวเองและครอบครัวไปเติมความสุขในเขตวัฒนธรรมเกาลูนตะวันตก (West Kowloon Cultural District) พิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง M+ และพิพิธภัณฑ์พระราชวังฮ่องกง แลนด์มาร์กสำคัญทางวัฒนธรรม รวมทั้งวิกตอเรียพีก (Victoria Peak) จุดชมวิวอันดับหนึ่ง และสวนสนุกฮ่องกงดีสนีย์แลนด์
ในกรณีของสายมู คนไทยก็นิยมไปไหว้พระที่ วัดหวังต้าเซียน (Wong Tai Sin) และ วัดแชกงหมิว (Che Kung Temple) ที่โด่งดังในเรื่องการขอพรด้านความสำเร็จและสิริมงคล
หลายคนที่ผมมีโอกาสพูดคุยด้วยที่ฮ่องกง บอกสาเหตุหลักที่เดินทางไปฮ่องกงก็เพื่อสักการะบ้าง อธิษฐานบ้าง หรือ แม้กระทั่งแก้บนบ้าง และเป็นเรื่องตลกที่คนฮ่องกงก็ชอบมาไหว้พระขอพรที่ไทย
ด้วยระยะเวลาเดินทางระหว่างไทย-ฮ่องกง เพียงราว 2 ชั่วโมงบิน และไม่ต้องขอวีซ่า รวมทั้งการเดินทางภายในฮ่องกงที่สะดวก คล่องตัว และ มีความปลอดภัยสูง ตลอดจนการใช้ภาษาที่หลากหลายอย่างกว้างขวาง อาทิ อังกฤษ กวางตุ้ง และ แมนดาริน ทำให้ฮ่องกงเต็มไปด้วยเสน่ห์สำหรับคนไทย ที่มองหาสถานที่พักผ่อนแบบไปด้วยตนเอง
ในเชิงเศรษฐกิจ ฮ่องกงถือว่ามีความเจริญสูง โดยในปี 2025 มีขนาดเศรษฐกิจราว 430,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รั้งอันดับที่ 40 ของโลก เติบโตในอัตรา 3.5% และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวถึงราว 55,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่มีรายได้สูง
สภาพบ้านเมืองของฮ่องกงเต็มไปด้วย “ตึกระฟ้า” คู่กับ “ภูเขาเขียว” คล้ายกับมหานครฉงชิ่ง ในด้านซีกตะวันตกของจีน นอกจากพื้นที่สีเขียวแล้ว ฮ่องกงยังมีบรรยากาศผสมผสานระหว่างความทันสมัยและวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ลงตัว ทั้งนี้ ฮ่องกงมีภาคบริการเป็นหัวใจหลัก คิดเป็นกว่า 90% ของจีดีพีโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าต่างประเทศ การเงินและประกันภัย และบริการทางวิชาชีพ
ในยุคแรกหลังจีนเปิดประเทศสู่โลกภายนอก ฮ่องกงนับเป็นศูนย์กลางทางการค้า และโลจิสติกส์ที่สำคัญสำหรับสินค้าและธุรกิจที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน ขณะเดียวกัน ฮ่องกงก็รักษาชื่อเสียงในด้าน “ตลาดทุน” และการเป็น “ศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ” ชั้นนำของโลกเอาไว้ได้
แต่ภายใต้แนวทางการพัฒนาในช่วง 5 ปีข้างหน้า ฮ่องกงกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่ โดย “วางตำแหน่ง” เชิงยุทธศาสตร์ใหม่ในหลายส่วน
ประการแรก กลยุทธ์ “Finance+” ในส่วนนี้ ฮ่องกงพยายามรักษาจุดเด่นและต่อยอดสู่การเป็น “ศูนย์กลางการเงินโลกยุคใหม่” (Global Financial Hub 2.0) อันได้แก่ ระบบการเงินแบบดั้งเดิม และตลาดทุนขนาดใหญ่ไปสู่ศูนย์กลางการเงินล้ำสมัย ที่เป็นโมเดลเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการเงินระดับโลก เทคโนโลยี และการบูรณาการกับจีนแผ่นดินใหญ่เข้าด้วยกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟินเทค (Fintech) และ สินทรัพย์ดิจิตัล (Digital Assets) การเป็นศูนย์กลางการเงินสีเขียว (Green Finance) อาทิ การออกพันธบัตรเพื่อโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ศูนย์กลางเงินหยวนนอกประเทศ (Offshore RMB) และ Tokenization ของสินทรัพย์
รวมทั้งการจัดตั้งสำนักงานครอบครัว (Family Offices) ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อดึงดูดเศรษฐีและกองทุนครอบครัวจากทั่วโลกมาจัดตั้งสำนักงานในฮ่องกง ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ระยะยาว อาทิ แผน Hong Kong 2030+
ติดตามต่อว่าฮ่องกงจะพัฒนาเศรษฐกิจไปในทิศทางใดอีกในตอนหน้าครับ ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4190
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน







