
“ฮ่องกง”จะเป็นเช่นไรใน 5 ปีข้างหน้า? (จบ)
“ฮ่องกง”จะเป็นเช่นไรใน 5 ปีข้างหน้า? (จบ) : คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4191
KEY
POINTS
- ฮ่องกงมุ่งปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ จากการพึ่งพาภาคการเงิน ไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยมี AI และเทคโนโลยีการเงินเป็นอุตสาหกรรมแกนหลัก พร้อมพัฒนาโครงการ "Northern Metropolis" ให้เป็น "ซิลิคอนวัลเลย์แห่งตะวันออก"
- เพิ่มการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจของจีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area (GBA) และปรับบทบาทเป็น "ประตูเชื่อม" ระหว่างตลาดทุนจีนกับตลาดทุนโลก เพื่อสนับสนุนนโยบาย "บุกโลก" ของจีน
- เสริมสร้างบทบาท "Super Connector" ในฐานะศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ พร้อมพัฒนาสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขั้นสูง และขยายความร่วมมือทางการเงินไปยังตะวันออกกลาง
คุยกันต่อเลยครับ ...
นอกจากนี้ ฮ่องกงต้องการขยายความร่วมมือทางการเงินกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศขั้วโลกใต้ (Global South) มากขึ้น สงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ และ อิสราเอล ก็มีส่วนผลักดันให้ฮ่องกง เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญในภูมิภาคเอเซีย สำหรับการโยกย้ายทรัพย์สินเพื่อลดความเสี่ยง
ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น การออกพันธบิตร การจัดตั้งสำนักงานครอบครัว และอื่นๆ ขณะที่บางส่วนก็หันมาซื้อบัตร Thailand Elite Card เพื่อลดความเสี่ยงทางการเมือง หากจีนตัดสินใจบุกยึดไต้หวัน
ทั้งนี้ ฮ่องกงตั้งเป้าให้ AI และ เทคโนโลยีการเงินเป็น “อุตสาหกรรมแกนหลัก” ในอนาคต พร้อมดึงธุรกิจจากจีนแผ่นดินใหญ่ อาเซียน และตะวันออกกลางเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ฮ่องกง เพิ่มบทบาทในการเป็น “ประตูเชื่อม” ระหว่างตลาดทุนโลกกับตลาดทุนจีนอีกด้วย
ภายใต้แผน Hong Kong 2030+ ดังกล่าว นอกจากฮ่องกงจะปรับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ จากการให้ความสำคัญกับการต่อยอดภาคการเงิน “Harbor Metropolis” แล้ว ยังจะหันไปพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจ “คู่ขนาน” โดยตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลางด้านความ “อัจฉริยะ สีเขียว และยืดหยุ่น” (Smart, Green & Resilient) ผ่านการบูรณาการเข้ากับ GBA
ประการที่ 2 ศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation & Technology Hub) ตามแผนฯ 15 (ปี 2026-2030) ฮ่องกงมุ่งเน้นการเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับโลก” ซึ่งเป็นเสมือนการส่งสัญญาณการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจจากที่ขับเคลื่อนด้วย “ภาคการเงิน” ไปสู่ “นวัตกรรม” โดยมุ่งพัฒนาเขตความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับเซินเจิ้นเพื่อให้เป็น “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งตะวันออก” (Silicon Valley of the East) อย่างแท้จริง
โดยอาศัยข้อได้เปรียบที่มีอยู่เดิม อาทิ สถาบันการศึกษาระดับโลก ระบบกฎหมายที่รองรับการลงทุน และการเชื่อมต่อกับระบบการผลิตของจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงได้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย อันได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ การผลิตอัจฉริยะ เศรษฐกิจดิจิตัล และไบโอเทค
ฮ่องกงตั้งเป้าที่จะนำเอา AI มาช่วยยกระดับภาคการผลิต (AI+ Industry) โดยทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการพัฒนาเป็น “ศูนย์กลางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์” แบบครบวงจรผ่านการจัดตั้งหลายองค์กรสำคัญ
อาทิ “สถาบันวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แห่งฮ่องกง” (Hong Kong AI Research and Development Institute) ศูนย์ซุปเปอร์คอมพิวติ้งปัญญาประดิษฐ์ (AI Supercomputing Centre) ที่ Cyberport ซึ่งจะเป็นศูนย์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงสำหรับสนับสนุนงานวิจัยและการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจ และคลัสเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Cluster) ที่ Sandy Ridge เพื่อรองรับความต้องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ในอนาคต
นอกจากนี้ ฮ่องกงยังจะส่งเสริมการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แทนที่อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม และสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการทดลองทางคลินิกระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ โครงการยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ “Northern Metropolis” ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเมืองไฮเทคแห่งใหม่บนพื้นที่รวมกว่า 300 ตารางกิโลเมตร ทางตอนเหนือของฮ่องุกง อยู่ติดกับเซินเจิ้น ซึ่งนอกจากเป็นการขยายพื้นที่เศรษฐกิจแล้ว ยังจะมีจุดเด่นในการเป็นเขตวิจัยและพัฒนาและย่านที่อยู่อาศัยใหม่ของประชากรราว 2.5 ล้านคน ซึ่งจะเป็นเวทีรองรับบุคลากรที่มีความสามารถสูง และดึงดูดบริษัทต่างชาติให้เข้าไปลงทุน รวมทั้งขยายฐานเศรษฐกิจของฮ่องกงในอนาคต
ประการที่ 3 การบูรณาการกับเศรษฐกิจจีน นี่ถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาในครั้งนี้ โดยรัฐบาลฮ่องกงให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อกับยุทธศาสตร์ระดับชาติของจีนอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดจัดตั้ง “คณะทำงานพิเศษเพื่อประสานงานกับแผนฯ 15 ของจีนที่มุ่งเน้นการสร้าง "กำลังการผลิตคุณภาพสูงใหม่" (New Quality Productive Forces)
ขณะเดียวกัน ฮ่องกงก็ยังผลักดันการบูรณาการในแต่ละภาคส่วนเพื่อเชื่อมต่อกับ GBA อันประกอบด้วย ฮ่องกง มาเก๊า และอีกอย่างน้อย 9 เมืองในมณฑลกวางตุ้งที่ไร้รอยต่อ โดยมีเซินเจิ้นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง
ผมกำลังพูดถึงเขตเศรษฐกิจที่มีจำนวนประชากรรวม 90 ล้านคน และมีจีดีพี 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 10% ของขนาดเศรษฐกิจโดยรวมของจีนในปัจจุบัน รวมทั้งความพร้อมสรรพของโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย ครอบคลุม และรอบด้าน ซึ่งนั่นจะนำไปสู่การดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถสูงและกิจการเทคโนโลยีชั้นนำเข้าสู่พื้นที่อีกมากในอนาคต
ยกตัวย่างเช่น ในด้านตลาดเงินตลาดทุน ฮ่องกงก็จะปรับเปลี่ยนบทบาทจาก “Global Financial Center แบบตะวันตก” ไปสู่ “China-Global Financial Interface” หรือ พูดอีกแบบคือ ฮ่องกงกำลังกลายเป็น “ตลาดทุนระหว่างประเทศของจีน” ที่จีนตั้งเป้าให้ก้าวขึ้นทาบชั้นตลาดทุนระดับโลกในระยะยาว
ประการที่ 4 บทบาท "Super Connector" และ "Super Value-Adder" แม้ว่าความท้าทายจากการแข่งขันจากเซินเจิ้น และ สิงคโปร์จะเพิ่มขึ้น แต่ฮ่องกงตั้งเป้าจะยังคงรักษาสถานะความเป็นศูนย์กลางทางการค้าและโลจิสติกส์ไว้ต่อไป
ขณะเดียวกัน ก็จะให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างประโยชน์ในการเป็น “ศูนย์กลางในระดับภูมิภาค” (Regional Hub) อาทิ แผนพัฒนาท่าเรือ โลจิสติกส์ และศูนย์บริหารห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเป็นศูนย์การขนส่งทางทะเลและอากาศ และโลจิสติกส์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมถึงการเป็นศูนย์กลางด้านกฎหมายและการระงับข้อพิพาท
นอกจากนี้ ฮ่องกงจะเดินหน้าต่อยอดการเป็นศูนย์การค้าสำหรับธุรกิจจีนที่ไปลงทุนต่างประเทศ ส่วนนี้จะเป็นเสมือน “กระจกเงา” ที่สะท้อนกลับจากยุคที่จีนเปิดประเทศสู่โลกภายนอก และผู้ส่งออกและนักลงทุนต่างชาตินิยมใช้ฮ่องกงเป็น “กระดานดีด” เข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ แต่มาถึงยุคหลังที่รัฐบาลและผู้ประกอบการจีนใช้ประโยชน์จากฮ่องกงเป็น “ประตู” สู่เวทีโลก (China–Global Gateway) เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบาย “บุกโลก” (Go-Global Policy) และ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (BRI)
ประการที่ 5 เมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อธุรกิจและประชาชน ในช่วงหลายปีข้างหน้า ฮ่องกงวางแผนจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตัลหลายโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านข้อมูลที่มี AI สำหรับบริการเมือง (AI-Powered Data for City Services) การขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) และอื่นๆ เพื่อพัฒนาเป็นเมืองอัจฉริยะในระยะยาว ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า
ยกตัวอย่างเช่น ในการพัฒนาบริการสาธารณะของเมือง ฮ่องกงวางแผนจะเดินหน้าโครงการ “อัตลักษณ์ดิจิตัลสำหรับนิติบุคคล” (Digital Corporate Identity) หรือ “CorpID” เพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมออนไลน์และยืนยันตัวตนระดับองค์กร และโครงการ “iAM Smart” เพื่อรองรับบริการออนไลน์กว่า 1,300 รายการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ “Single Portal” สำหรับบริการภาครัฐทั้งหมด
รวมทั้งการขยายโครงข่าย 5G ผ่านการเปิดให้ใช้พื้นที่ภาครัฐ เช่น ป้ายรถเมล์และเสาไฟฟ้าอัจฉริยะ (Multi-Functional Smart Lampposts) เพื่อความครอบคลุมของสัญญาณในระดับ Ultra-High Speed
ในการพัฒนาขนส่งอัจฉริยะ ฮ่องกงยังมุ่งเป้าที่จะพัฒนาอีกหลายโครงการ อาทิ ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart & Green Mass Transit) เพื่อเชื่อมต่อย่านที่พักอาศัยใหม่เข้ากับระบบรางหลัก และการสร้างแบบจำลองดิจิตัล 3 มิติ (Digital Twin) ของสนามบินนานาชาติฮ่องกงเพื่อบริหารจัดการอาคารผู้โดยสารและกระบวนการทำงานภายในสนามบินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
มองไปในอนาคต หากประสบความสำเร็จในการพัฒนายุทธศาตร์ตามแผนฯ 15 ฮ่องกงไม่เพียง “เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส” เท่านั้น แต่ยังจะยกระดับไปสู่การเป็นเมืองน่าอยู่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติที่ดีหลายประการ
อาทิ ความอึด (จากเครื่องยนต์เศรษฐกิจคู่ขนาน) ทนทาน (ต่อความท้าทายจากภายนอก) เชื่อมโยงและทรงพลัง (จากการบูรณาการกับจีนแผ่นดินใหญ่และโลก) ความเป็นศูนย์กลางในระดับภูมิภาค (ด้านเทคโนโลยี การเงินสมัยใหม่ การค้าและโลจิสติกส์ รวมทั้งตลาดทุน) และความทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (จากโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตัลและสีเขียว)
นั่นหมายถึงขนาดเศรษฐกิจ รายได้เฉลี่ยต่อหัว ระดับความสุขภาคประชาชน และอื่นๆ ของฮ่องกงที่สูงขึ้นในช่วงปี 2026-2030 ...
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,191 วันที่ 12 - 15 เมษายน พ.ศ. 2569
เกี่ยวกับผู้เขียน : ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, อุปนายกและเลขาธิการสมาคมส่งเสริมการลงทุนและการค้าไทย-จีน ผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดจีน มุ่งหวังนำข้อมูลและมุมมอง ความคิดเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ การตลาดและอื่น ๆ ที่อยู่ในกระแสของจีนมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เพื่อเราจะไม่ตกขบวน “รถไฟความเร็วสูง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน






