

สำหรับท่านผู้อ่านที่ชอบแวะไปชมและเดินจับจ่ายใช้สอยในแถบถนนคนเดิน (Walking Street) ที่ผุดขึ้นในเกือบทุกเมืองในจีนของปัจจุบัน ก็ต้องไปเยือนย่านจตุรัสเจี่ยฟางเป่ย (Jie Fang Bei) ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางเมือง ซึ่งเมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลนครฉงชิ่งได้ปรับเปลี่ยนให้จตุรัสแห่งนี้ เป็นถนนคนเดินสำหรับการช้อปปิ้งและพักผ่อนหย่อนใจของคนในเมืองไปเสียแล้ว
ท่านจะได้ชื่นชมความงดงามและความอลังการของ “ต้าหลี่ถัง” (Dalitang) มหาศาลาประชาคม (Great Hall of the People) ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำนครฉงชิ่ง โดยใช้เป็นสถานที่ประชุมสภาทางการเมืองของฉงชิ่ง
มหาศาลาฯ แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างยาวนานมาก โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1951 และมาเสร็จสมบูรณ์ในปี 1997 หลังจากที่จีนเปิดประเทศสู่ภายนอกราว 10 ปี รวมระยะเวลา 46 ปีเลยทีเดียว
ความโดดเด่นของมหาศาลาฯ แห่งนี้ประการหนึ่งก็คือ สถาปัตยกรรมที่ถอดแบบจาก “หอฟ้าเทียนถาน” ที่ปักกิ่ง และขนาดที่ใหญ่โตที่สามารถจุคนได้มากกว่า 4,000 คน
นอกจากนี้ ฝั่งตรงข้ามก็มีพิพิธภัฑณ์เขื่อนสามผาขนาดใหญ่ตั้งตระหว่างอยู่ หากท่านสนใจที่มาที่ไป พัฒนาการ วัสดุและอุปกรณ์ รวมทั้งนวัตกรรมที่จีนใช้ในการก่อสร้างเขื่อนสามผา ก็ไม่ควรพลาด แต่ผมแนะนำว่า ท่านต้องมีเวลาสัก 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
นอกเหนือจากการล่องเรือชมแสงสียามค่ำคืนในบริเวณใจกลางเมืองที่ผมเกริ่นไว้แล้ว หากมีเวลามากพอ ท่านก็อาจวางแผนไปแสวงหาประสบการณ์ใหม่ โดยล่องเรือจากฉงชิ่ง-อี๋ชาง ไปตามแม่น้ำแยงซีเกียงทางด้านตะวันออก ซึ่งใช้เวลา 3-4 วัน ผมรับรองว่าระหว่างทางท่านจะไม่รู้เบื่อแต่อย่างใด เพราะบริษัทท่องเที่ยวนิยมพาท่านแวะตามเมืองและจุดท่องเที่ยวสำคัญ รวมทั้งชมการแสดง “สามก๊ก” ที่สุดอลังการ
อีกไฮไลต์หนึ่งก็คือ การแล่นเรือผ่านประตูปรับระดับน้ำของเขื่อนยักษ์ “เขื่อนซานเสีย” (Three Gorges Dam) ที่ระหว่างหน้าเขื่อนและหลังเขื่อนแตกต่างกันถึงกว่า 100 เมตร ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ดีหน่อยที่เดี๋ยวนี้ เรือสำราญมีให้เลือกหลายระดับบริการ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ จีนได้เปิดบริการเรือสำราญในเส้นทางนี้แบบ “พรีเมี่ยม” ที่ห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกถูกยกระดับอย่างสวยหรู และเป็นบริการแบบ “เอ็กซ์คลูซีฟ” ที่เรือทั้งลำรองรับผู้โดยสารไม่ถึง 150 คน ซึ่งหากเทียบกับจำนวนบริกรบนเรือก็ตกราว 1:1 เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ไหนๆ ท่านข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงฉงชิ่งแล้ว ผมแนะนำให้เดินทางไปเยือน เมืองต้าจู๋ (Dazu) ซึ่งตั้งอยู่ราว 100 กิโลเมตรด้านซีกตะวันตกของนครฉงชิ่ง ถ้าไปเป็นหมู่คณะก็อาจต้อเผื่อเวลาเดินทางไว้สัก 2 ชั่วโมงครึ่ง
ที่นั่นเต็มไปด้วยหินสลักมากมาย ที่สำคัญศิลปะหินสลักเหล่านี้สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ ในย่านนี้ในอดีตได้เป็นอย่างดี อาทิ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า และปรัชญา “หยู่เจียเสีย” ของขงจื๊อ
หินสลักสำคัญที่เมืองต้าจู๋อยู่ในอาณาบริเวณของ 5 เทือกเขา อันได้แก่ เขาเป่ยซาน เขาเป๋าติ่งซาน เขาหนันซาน เขาสือจ้วนซาน และเขาสือเหมินซาน ซึ่งประกอบด้วยหินสลักที่กระจายอยู่ตามเขาต่าง ๆ นี้กว่า 75 จุด รวมรูปหินสลักทั้งหมดมากกว่า 100,000 ชิ้น ที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก จนถูกจัดเป็น “มรดกโลก” ของ UNESCO
มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านก็อาจสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลจีนจึงให้ความสำคัญกับเมืองกันมากขนาดนี้ ผมก็ขอเรียนว่า ในเชิงการเมือง รัฐบุรุษ เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) หรือที่คนไทยชอบพูดกันจนติดปากว่า “ประธานเติ้ง” และบรรพบุรุษของหลี่ เผิง (Li Peng) อดีตนายกรัฐมนตรี ล้วนแล้วแต่มีพื้นเพดั้งเดิมจากเมืองนี้
อดีตนายกรัฐมนตรีหลี่ เผิง นี่เองนับเป็นหนึ่งในผู้ที่นำเอาวิสัยทัศน์ของ ดร.ซุน ยัตเซ็น (Dr. Sun Yut-sen) ที่กำหนดไว้เมื่อปี 1919 ในโครงการสร้างเขื่อนสามโตรกเหนือแม่น้ำแยงซีเกียงมาปัดฝุ่น
นอกจากนี้ เรายังเห็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมหลายแห่งในฉงชิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Western Science City” ที่มุ่งเน้นไปที่กิจการด้านเทคโนโลยี และการผลิตระดับสูงที่มีขนาดพื้นที่ 5-15 กิโลเมตรตะวันออก-ตะวันตก และถึง 80 กิโลเมตรเหนือ-ใต้ ซึ่งเกี่ยวข้องถึง 5 เขตการปกครองในฉงชิ่งเลยทีเดียว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนของต่างชาติก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่มหานครแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่ดิจิตัล ดังจะเห็นได้จากการเร่งผนวกเอไอเข้ากับอุตสาหกรรมการผลิตในเชิงลึกเพื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ
อาทิ จำนวน 19 โรงงานผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ และมากกว่า 1,200 ซัพพลายเออร์รายใหญ่ ที่คลัสเตอร์ มีมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน ผมมีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมโรงงานขนาดยักษ์ของ Seres Group ที่ตั้งอยู่ในเขตใหม่เลี่ยงเจียง (Liangjiang New Area) นอกตัวเมืองฉงชิ่ง
ซุปเปอร์แฟกทอรีแห่งนี้ ถูกก่อสร้างขึ้นเมื่อกันยายน 1986 ภายหลังการเข้าไปลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่ง Seres Group ก็เสมือน “ติดปีกบิน” ปัจจุบัน บริษัทติดอยู่ใน 500 บริษัทชั้นนำของจีน และเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนา ฐานการผลิต การขาย และการให้บริการแก่ยานยนต์พลังงานใหม่หลายยี่ห้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Aito และ Huawei
ประการสำคัญ บิ๊กเทคของจีนและเทศ ต่างนิยมเลือกใช้ฉงชิ่ง (หรือเฉิงตู) เป็น “สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตะวันตก” ยกตัวอย่างเช่น OPPO ก็มีศูนย์วิจัยและพัฒนา และฐานการผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Equipment) บนขนาดพื้นที่กว่า 500 ไร่ ที่ฉงชิ่ง เช่นกัน
ในระดับมหภาค ฉงชิ่งยังเป็น “หมุดหมาย” สำคัญของการก่อสร้างวงกลมเศรษฐกิจเมืองแฝดเฉิงตู-ฉงชิ่ง ที่ครอบคลุมเมืองบริวารใกล้เคียงอีกนับ 10 เมือง ซึ่งจะกลายเป็น “หัวใจ” ของเศรษฐกิจของซีกตะวันตกของจีนในระยะยาว
จุดเด่นอีกประการหนึ่งของฉงชิ่ง ก็คือ การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์บก-เรือ-อากาศ นอกเหนือเส้นทางขนส่งทางน้ำผ่านแม่น้ำแยงซีเกียงแล้ว ฉงชิ่งยังเป็นศูนย์กลางของเส้นทางรถไฟฉงชิ่ง-ซินเจียง-ยุโรประยะทาง 11,000 กิโลเมตร แถมยังขยายโครงข่ายเส้นทางขนส่งทางรถไฟ ที่แตกแขนงออกไปรอบด้านมากถึง 8 ทิศทางอีกด้วย
รวมทั้งการขนส่งทางอากาศผ่านสนามบินนานาชาติเจียงเป่ย (Jiangbei) ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ข้อริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (BRI)
ฉงชิ่งยังจะ “เติบใหญ่” เป็นศูนย์กลางด้านซีกตะวันตกของจีน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และนวัตกรรม รวมทั้งยังจะซ่อนไว้ซึ่งเสน่ห์อีกมากมายให้ทุกท่านไปค้นหา มีโอกาสอย่าลืมแวะไปสัมผัสและเก็นเกี่ยวประสบการณ์ที่สุดพิเศษกันนะครับ
คอลัมน์มังกรกระพือปีก โดย...ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4154