
ถอดบทเรียนแนวพระราชดำริ “สองมหาราชแห่งราชวงศ์จักรี” มาประยุกต์ใช้พัฒนาระบบราชการเพื่อประชาชน
ถอดบทเรียนแนวพระราชดำริ “สองมหาราชแห่งราชวงศ์จักรี” มาประยุกต์ใช้พัฒนาระบบราชการเพื่อประชาชน : บทความ โดย... กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย
KEY
POINTS
- ถอดบทเรียนจากรัชกาลที่ 5 ด้านการปฏิรูปโครงสร้างรัฐให้ทันสมัย มีเอกภาพ กำหนดอำนาจหน้าที่ชัดเจน และพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างความมั่นคงและประสิทธิภาพในการบริหาร
- นำแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 มาใช้ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เน้นการ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ตามสภาพปัญหาและบริบทที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่
- เสนอให้ประยุกต์ใช้บทเรียนจากทั้งสองพระองค์ โดยจัดตั้ง "ศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด" เพื่อกระจายอำนาจและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้แก้ไขปัญหาประชาชนได้อย่างรวดเร็วและเบ็ดเสร็จ
การพัฒนาระบบราชการมิใช่เพียงการปรับโครงสร้างหน่วยงานหรือเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติงานเท่านั้น หากแต่มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การทำให้รัฐสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และตรวจสอบได้
การศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบราชการไทย ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน
บทเรียนจากรัชกาลที่ 5 : ปฏิรูปโครงสร้างรัฐให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สยามเผชิญความท้าทายจากการขยายอิทธิพลของชาติตะวันตก จึงจำเป็นต้องปรับปรุงประเทศให้เป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีระบบบริหารราชการมีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพ พระราชกรณียกิจสำคัญ ได้แก่
การปรับระบบบริหารราชการจากระบบเวียง วัง คลัง นา ไปสู่การจัดตั้งกระทรวงต่าง ๆ การกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานให้ชัดเจน และการปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคผ่านระบบมณฑลเทศาภิบาล จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
นอกจากนี้ ยังทรงดำเนินการเลิกทาสอย่างเป็นขั้นตอน “ไม่หักด้ามพร้าด้วยเข่า” และส่งพระราชโอรส พร้อมทั้งให้ทุนการศึกษาแก่บุตรขุนนางและข้าราชบริพาร ไปศึกษาต่างประเทศเพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ และ ทำงานในกระทรวงที่จัดตั้งขึ้นใหม่
บทเรียนสำคัญจากพระราชกรณียกิจดังกล่าว คือ การปฏิรูปรัฐต้องเริ่มจากการมีโครงสร้างที่เหมาะสม กำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน พัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อม และดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินเกิดผลอย่างยั่งยืน
บทเรียนจากรัชกาลที่ 9 : ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงขึ้นครองราชย์ในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการก่อตัวของสงครามเย็น
พระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาประเทศทรงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ โดยทรงยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและมุ่งทำความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ โดยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศด้วยพระองค์เอง ทำให้ทรงทราบถึงสภาพปัญหา ความต้องการ และข้อจำกัดในการดำรงชีวิตของประชาชน
ขณะเดียวกัน แนวทางการพัฒนาก็ทรงคำนึงถึงภูมิประเทศ สภาพสังคม และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน โดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลัก “ภูมิสังคม” ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 6 แห่ง เป็นต้นแบบของการจัดโครงสร้างองค์กรที่ให้หลายหน่วยงานมาทำงานร่วมกันเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการศึกษา ทดลอง สาธิต และบูรณาการความรู้
จากหลายหน่วยงาน ประชาชนสามารถมาเรียนรู้ได้ที่จุดเดียวกันแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Services) และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การพัฒนาต้องเริ่มจากความเข้าใจประชาชนและสภาพจริงของพื้นที่ มิใช่นำแนวทางเดียวกันไปใช้กับทุกพื้นที่โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่าง (No one size fits all)
ปัญหาระบบราชการในปัจจุบัน
ระบบราชการไทยในปัจจุบัน มีปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ การทำงานแบบแยกส่วน หรือ Silo Governance แต่ละหน่วยงานยึดภารกิจ อำนาจหน้าที่ งบประมาณ และสายการบังคับบัญชาของตนเองเป็นหลัก มากกว่าการประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
แม้ว่าราชการส่วนภูมิภาคและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะอยู่ใกล้ชิดประชาชนและรับรู้ปัญหาในพื้นที่ แต่ผู้บริหารในระดับจังหวัด มีข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจและทรัพยากรในการบริหารงานของพื้นที่ เนื่องจากอำนาจสำคัญจำนวนมากรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง
ผลที่เกิดขึ้นคือ จังหวัดหรือหน่วยงานในพื้นที่ ไม่สามารถใช้ศักยภาพของตนแก้ไขปัญหาได้อย่างเต็มที่ ประชาชนต้องติดต่อหลายหน่วยงานและรอการประสานงานเป็นเวลานาน มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งการลงทุนต่าง ๆ และทำให้โครงการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของรัฐไม่บรรลุเป้าหมาย ขณะที่ปัญหาบางอย่างจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความล่าช้าเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ
ข้อเสนอ: จัดตั้งศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด เพื่อบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ
จากบทเรียนของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ แนวทางการระบบราชการควรให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจและทรัพยากร ลงสู่จังหวัด ควบคู่กับการบูรณาการภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาประชาชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข้อเสนอสำคัญคือ การจัดตั้ง “ศูนย์บริหารราชการแบบบูรณาการจังหวัด” โดยยกระดับฐานะกรมการจังหวัด ตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ให้เป็นกลไกกลางในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา ประสานหน่วยงาน จัดทำแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันตลอดจนติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
ศูนย์ดังกล่าวควรมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเจ้าภาพหลักประจำพื้นที่ เพื่อความเป็นเอกภาพ โดยมีสำนักงานจังหวัดทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดต้องร่วมกันปฏิบัติงานภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน พร้อมทั้งได้รับการมอบหมายอำนาจอนุมัติ อนุญาต และให้บริการจากส่วนกลางและคณะรัฐมนตรีเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ต้องกำหนดขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานให้ชัดเจนตามกฎหมาย
การดำเนินงานของศูนย์ควรยึดหลัก “4 ร่วม” หรือ 4 Shares ได้แก่ ร่วมวางแผนงาน โดยกำหนดเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานร่วมกัน ร่วมบริหารงบประมาณให้สอดคล้องและคุ้มค่า ร่วมจัดระบบงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน และร่วมใช้ทรัพยากร ทั้งข้อมูล บุคลากร เครื่องมือ และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ การประสานงาน และการตัดสินใจ โดยมีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกันและสามารถติดตามผลได้อย่างโปร่งใส
เป้าหมายสูงสุด : ทำให้รัฐเป็นที่พึ่งของประชาชน
การพัฒนาระบบราชการตามแนวทางนี้ มิได้มุ่งเพียงทำให้หน่วยงานของรัฐทำงานรวดเร็วขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก เป็นธรรม และเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ลดภาระการติดต่อหลายหน่วยงาน
ตลอดจนเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ หากรัฐสามารถตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมทำให้การพัฒนาประเทศมีความยั่งยืน เสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐและลดความขัดแย้งในสังคม
พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 5 สอนให้เห็นความสำคัญของผู้นำที่กล้าตัดสินใจทรงยอมเสียอำนาจของพระองค์เอง โดยการปฏิรูปโครงสร้างการปกครองเพื่อให้สยามยุคนั้นมีความมั่นคง พร้อมกับการพัฒนาคนให้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง บทเรียนจากรัชกาลที่ 9 ย้ำให้เห็นว่า การพัฒนาที่ดีต้องเริ่มจากประชาชนและการศึกษาสภาพจริงของแต่ละพื้นที่ด้วยความเพียรของพระองค์โดยไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากและทุรกันดารของพื้นที่
เมื่อนำหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริของทั้งสองมหาราชแห่งราชวงศ์จักรี มาประยุกต์ใช้ร่วมกัน จึงเป็นโอกาสที่จะพัฒนาระบบราชการไทยให้มีทั้งโครงสร้างที่เหมาะสม บุคลากรที่มีศักยภาพ และวิธีทำงานที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
เพราะการพัฒนาระบบราชการ มิใช่การทำให้ประชาชนต้องปรับตัวเข้าหาระบบราชการ แต่คือ การทำให้ระบบราชการปรับตัวเพื่อรับใช้ประชาชน และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง
บทความ โดย... กฤษฎา บุญราช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย







