thansettakij
thansettakij
รื้อใหญ่ระบบราชการไทย ลดคน-ปรับรักษาพยาบาล

รื้อใหญ่ระบบราชการไทย ลดคน-ปรับรักษาพยาบาล

08 ก.ค. 69 | 04:31 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 69 | 05:15 น.

รื้อใหญ่ระบบราชการไทย ลดคน-ปรับรักษาพยาบาล : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวฐานเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4116 หน้า 8

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเตรียมปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ เพื่อควบคุมรายจ่ายประจำของประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดกำลังคนและปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล
  • การลดกำลังคนจะใช้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) แบบสมัครใจ ควบคู่กับการลดตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีมาทดแทนได้
  • เตรียมปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล จากแบบเบิกจ่ายตรงไปสู่ "ระบบประกันสุขภาพ" เพื่อให้สามารถควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น โดยจะเริ่มใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ก่อน

รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ "ควบคุมรายจ่ายประจำของประเทศ" ที่ขยายตัวต่อเนื่อง จนเบียดบังงบลงทุนและงบพัฒนาประเทศ 

แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น การนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงาน การปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ รวมถึงการทบทวนโครงสร้างหน่วยงานราชการในภาพรวม

ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2570

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และ บำเหน็จบำนาญ ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนมากกว่า 70% ของรายจ่ายประจำภาครัฐตามกรอบงบประมาณปี 2570

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลเห็นว่า ถึงเวลาต้องปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้จ่ายของรัฐมีความยั่งยืนในระยะยาว

เออร์ลี่รีไทร์ลดจำนวนข้าราชการ

หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ เออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานหลักในการออกแบบรายละเอียด เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีงบประมาณ 2570

นายปกรณ์ ยืนยันว่า การลดกำลังคนจะยึดหลัก "สมัครใจ" ไม่มีการบังคับ และจะใช้แรงจูงใจเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งในด้านผลตอบแทน การดูแลสิทธิประโยชน์ และการสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill และ Reskill) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ออกจากราชการสามารถประกอบอาชีพอื่นได้

รัฐบาลยังไม่ได้กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ระหว่างการหารือกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ ประเมินภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้น

ไม่จำกัดอายุ-เปิดกว้างทุกกลุ่ม

แม้ในอดีต “โครงการเออร์ลี่รีไทร์” จะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเหลืออายุราชการไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ มีอายุประมาณ 55 ปีขึ้นไป แต่รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางใหม่ที่ไม่ยึดติดกับเกณฑ์อายุ

นายปกรณ์ มองว่า หากเป็นบุคลากรที่มีอายุน้อย เช่น 40 ปี ยังมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เพื่อเปลี่ยนอาชีพได้ดีกว่าการจำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้ใกล้เกษียณ

การเปิดเออร์ลี่รีไทร์จะดำเนินควบคู่กับการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น โดยนายปกรณ์ ยกตัวอย่างว่า ตำแหน่งพนักงานพิมพ์อาจไม่มีความจำเป็นเช่นเดิม เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และระบบดิจิทัลในการจัดทำเอกสารได้ด้วยตนเอง

เช่นเดียวกับงานธุรการจำนวนมาก ที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน

อย่างไรก็ตาม การปรับลดจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทุกหน่วยงาน แต่จะดำเนินการตามความพร้อมของแต่ละองค์กร เนื่องจากศักยภาพด้านเทคโนโลยียังแตกต่างกัน

รัฐบาลจะเริ่มดำเนินมาตรการกับข้าราชการพลเรือนก่อน หากผลเป็นที่น่าพอใจ จะขยายไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่น ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์การมหาชน, หน่วยงานทหาร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบางหน่วยงานได้เริ่มศึกษาแนวทางดำเนินการแล้ว

                        รื้อใหญ่ระบบราชการไทย ลดคน-ปรับรักษาพยาบาล

ปรับใหญ่ระบบรักษาพยาบาล

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ การปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

รัฐบาลมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงาน คปภ. และ กบข. ศึกษาแนวทางเปลี่ยนจากระบบเบิกจ่ายตรงในปัจจุบัน ไปสู่ "ระบบประกันสุขภาพ"

เหตุผลสำคัญคือ ระบบประกันสุขภาพสามารถกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน ช่วยให้รัฐควบคุมงบประมาณในแต่ละปีได้ดีกว่าเดิม

ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมประกันภัย และส่งเสริมระบบบริการสุขภาพของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายผลักดันประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ Medical Hub

ขรก.ใหม่ใช้ก่อน-คนเดิมเลือกได้

สำหรับรายละเอียดเบื้องต้น นายปกรณ์ ระบุว่า ระบบประกันสุขภาพจะเริ่มใช้กับข้าราชการที่บรรจุใหม่เป็นลำดับแรก ส่วนข้าราชการปัจจุบันจะยังไม่ถูกบังคับ แต่จะเปิดทางเลือกให้สามารถเลือกระหว่างระบบเดิมกับระบบใหม่

ขณะที่สิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวยังไม่ได้ข้อสรุป และต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

ลดความซ้ำซ้อนขรก.ภูมิภาค

นอกจากการลดกำลังคนแล้ว รัฐบาลยังมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ และควบคุมการขยายตัวของกำลังคนภาครัฐในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายทบทวนระบบพนักงานราชการ ให้การโอนย้าย หรือสับเปลี่ยนตำแหน่ง มีความคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงปรับอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีค่าครองชีพสูง เช่น ญี่ปุ่น

ความท้าทายปฏิรูปราชการ

แม้แนวทางที่รัฐบาลเสนอจะมีเป้าหมายเพื่อลดภาระการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ แต่ก็เป็นการปฏิรูปที่มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคลากรกว่าล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของนโยบายจึงขึ้นอยู่กับการออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม การสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากร และ การสื่อสารที่ชัดเจนว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดจำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการยกระดับระบบราชการไทยให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และรองรับข้อจำกัดด้านการคลังของประเทศในอนาคต

ปีงบประมาณ 2570 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบราชการไทย ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งข้าราชการ ภาครัฐ และประชาชนผู้รับบริการในระยะยาว 

                                           ++++++++

รื้อระบบราชการ“ใครได้-ใครเสีย”

การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่เป็นการปรับโครงสร้างกำลังคนและระบบสวัสดิการครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ โดยผู้ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ คือ 

รัฐบาลและฐานะการคลังของประเทศ: หากสามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้ตามเป้าหมายในระยะยาว จะช่วยชะลอการเติบโตของรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล และภาระบำเหน็จบำนาญ ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง มากขึ้น เพื่อนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจ

ประชาชน: ในเชิงนโยบาย รัฐบาลคาดหวังว่าการลดภาระงบประจำ จะทำให้สามารถจัดสรรงบลงทุนและงบบริการสาธารณะได้มากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาประเทศที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจเทคโนโลยี: การลดตำแหน่งงานที่สามารถใช้ระบบดิจิทัลทดแทนได้ จะเร่งให้หน่วยงานภาครัฐลงทุนในระบบ e-Government, AI, Cloud, Cybersecurity และระบบบริหารจัดการข้อมูลมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

ธุรกิจประกันสุขภาพและโรงพยาบาลเอกชน: หากรัฐบาลเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการไปสู่ระบบประกันสุขภาพจริง จะทำให้ตลาดประกันสุขภาพของไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นทันที และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของอุตสาหกรรมประกันและบริการทางการแพทย์

ส่วนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ 

ข้าราชการบางสายงาน: ตำแหน่งที่มีลักษณะงานซ้ำซ้อน หรือสามารถใช้เทคโนโลยีทดแทนได้ เช่น งานธุรการ งานเอกสาร หรือ พนักงานพิมพ์ อาจเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตรากำลัง

ผู้เตรียมสอบเข้ารับราชการ: หากจำนวนอัตราบรรจุใหม่ลดลง การแข่งขันเข้าสู่ระบบราชการจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่โอกาสในการบรรจุอาจลดลงในหลายสายงาน 

หน่วยงานที่ยังไม่พร้อมด้านดิจิทัล: การลดกำลังคนก่อนที่ระบบเทคโนโลยีจะรองรับอย่างเต็มรูปแบบ อาจทำให้เกิดปัญหาการให้บริการประชาชนในบางพื้นที่ หากการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปเร็วเกินไป