
รื้อใหญ่ระบบราชการไทย ลดคน-ปรับรักษาพยาบาล
รื้อใหญ่ระบบราชการไทย ลดคน-ปรับรักษาพยาบาล : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวฐานเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4116 หน้า 8
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ เพื่อควบคุมรายจ่ายประจำของประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดกำลังคนและปรับเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล
- การลดกำลังคนจะใช้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) แบบสมัครใจ ควบคู่กับการลดตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีมาทดแทนได้
- เตรียมปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล จากแบบเบิกจ่ายตรงไปสู่ "ระบบประกันสุขภาพ" เพื่อให้สามารถควบคุมงบประมาณได้ดีขึ้น โดยจะเริ่มใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ก่อน
รัฐบาลกำลังเดินหน้าการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ "ควบคุมรายจ่ายประจำของประเทศ" ที่ขยายตัวต่อเนื่อง จนเบียดบังงบลงทุนและงบพัฒนาประเทศ
แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น การนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนงาน การปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ รวมถึงการทบทวนโครงสร้างหน่วยงานราชการในภาพรวม
ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปีงบประมาณ 2570
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันรายจ่ายประจำของภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะงบบุคลากร ค่ารักษาพยาบาล และ บำเหน็จบำนาญ ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนมากกว่า 70% ของรายจ่ายประจำภาครัฐตามกรอบงบประมาณปี 2570
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลเห็นว่า ถึงเวลาต้องปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้จ่ายของรัฐมีความยั่งยืนในระยะยาว
เออร์ลี่รีไทร์ลดจำนวนข้าราชการ
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้ คือ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ เออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งรัฐบาลมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานหลักในการออกแบบรายละเอียด เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีงบประมาณ 2570
นายปกรณ์ ยืนยันว่า การลดกำลังคนจะยึดหลัก "สมัครใจ" ไม่มีการบังคับ และจะใช้แรงจูงใจเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งในด้านผลตอบแทน การดูแลสิทธิประโยชน์ และการสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill และ Reskill) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ออกจากราชการสามารถประกอบอาชีพอื่นได้
รัฐบาลยังไม่ได้กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน เนื่องจากอยู่ระหว่างการหารือกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ ประเมินภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้น
ไม่จำกัดอายุ-เปิดกว้างทุกกลุ่ม
แม้ในอดีต “โครงการเออร์ลี่รีไทร์” จะกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเหลืออายุราชการไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ มีอายุประมาณ 55 ปีขึ้นไป แต่รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางใหม่ที่ไม่ยึดติดกับเกณฑ์อายุ
นายปกรณ์ มองว่า หากเป็นบุคลากรที่มีอายุน้อย เช่น 40 ปี ยังมีศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ เพื่อเปลี่ยนอาชีพได้ดีกว่าการจำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้ใกล้เกษียณ
การเปิดเออร์ลี่รีไทร์จะดำเนินควบคู่กับการปรับลดอัตรากำลังในตำแหน่งที่ไม่จำเป็น โดยนายปกรณ์ ยกตัวอย่างว่า ตำแหน่งพนักงานพิมพ์อาจไม่มีความจำเป็นเช่นเดิม เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรทุกคนสามารถใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และระบบดิจิทัลในการจัดทำเอกสารได้ด้วยตนเอง
เช่นเดียวกับงานธุรการจำนวนมาก ที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงาน
อย่างไรก็ตาม การปรับลดจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทุกหน่วยงาน แต่จะดำเนินการตามความพร้อมของแต่ละองค์กร เนื่องจากศักยภาพด้านเทคโนโลยียังแตกต่างกัน
รัฐบาลจะเริ่มดำเนินมาตรการกับข้าราชการพลเรือนก่อน หากผลเป็นที่น่าพอใจ จะขยายไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่น ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์การมหาชน, หน่วยงานทหาร, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งบางหน่วยงานได้เริ่มศึกษาแนวทางดำเนินการแล้ว
ปรับใหญ่ระบบรักษาพยาบาล
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ การปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
รัฐบาลมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกรมบัญชีกลาง สำนักงาน คปภ. และ กบข. ศึกษาแนวทางเปลี่ยนจากระบบเบิกจ่ายตรงในปัจจุบัน ไปสู่ "ระบบประกันสุขภาพ"
เหตุผลสำคัญคือ ระบบประกันสุขภาพสามารถกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน ช่วยให้รัฐควบคุมงบประมาณในแต่ละปีได้ดีกว่าเดิม
ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมประกันภัย และส่งเสริมระบบบริการสุขภาพของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายผลักดันประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ Medical Hub
ขรก.ใหม่ใช้ก่อน-คนเดิมเลือกได้
สำหรับรายละเอียดเบื้องต้น นายปกรณ์ ระบุว่า ระบบประกันสุขภาพจะเริ่มใช้กับข้าราชการที่บรรจุใหม่เป็นลำดับแรก ส่วนข้าราชการปัจจุบันจะยังไม่ถูกบังคับ แต่จะเปิดทางเลือกให้สามารถเลือกระหว่างระบบเดิมกับระบบใหม่
ขณะที่สิทธิการรักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัวยังไม่ได้ข้อสรุป และต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
ลดความซ้ำซ้อนขรก.ภูมิภาค
นอกจากการลดกำลังคนแล้ว รัฐบาลยังมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันศึกษาแนวทางปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ และควบคุมการขยายตัวของกำลังคนภาครัฐในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายทบทวนระบบพนักงานราชการ ให้การโอนย้าย หรือสับเปลี่ยนตำแหน่ง มีความคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงปรับอัตราเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการที่ปฏิบัติงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีค่าครองชีพสูง เช่น ญี่ปุ่น
ความท้าทายปฏิรูปราชการ
แม้แนวทางที่รัฐบาลเสนอจะมีเป้าหมายเพื่อลดภาระการคลังและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ แต่ก็เป็นการปฏิรูปที่มีความละเอียดอ่อน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคลากรกว่าล้านคนทั่วประเทศ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของนโยบายจึงขึ้นอยู่กับการออกแบบแรงจูงใจที่เหมาะสม การสร้างความเชื่อมั่นให้บุคลากร และ การสื่อสารที่ชัดเจนว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้ไม่ได้มุ่งลดจำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการยกระดับระบบราชการไทยให้มีขนาดเหมาะสม คล่องตัว ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และรองรับข้อจำกัดด้านการคลังของประเทศในอนาคต
ปีงบประมาณ 2570 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบราชการไทย ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งข้าราชการ ภาครัฐ และประชาชนผู้รับบริการในระยะยาว
++++++++
รื้อระบบราชการ“ใครได้-ใครเสีย”
การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด แต่เป็นการปรับโครงสร้างกำลังคนและระบบสวัสดิการครั้งใหญ่ ซึ่งจะส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ โดยผู้ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ คือ
รัฐบาลและฐานะการคลังของประเทศ: หากสามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้ตามเป้าหมายในระยะยาว จะช่วยชะลอการเติบโตของรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล และภาระบำเหน็จบำนาญ ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง มากขึ้น เพื่อนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาเศรษฐกิจ
ประชาชน: ในเชิงนโยบาย รัฐบาลคาดหวังว่าการลดภาระงบประจำ จะทำให้สามารถจัดสรรงบลงทุนและงบบริการสาธารณะได้มากขึ้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาประเทศที่เพิ่มขึ้น
ธุรกิจเทคโนโลยี: การลดตำแหน่งงานที่สามารถใช้ระบบดิจิทัลทดแทนได้ จะเร่งให้หน่วยงานภาครัฐลงทุนในระบบ e-Government, AI, Cloud, Cybersecurity และระบบบริหารจัดการข้อมูลมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
ธุรกิจประกันสุขภาพและโรงพยาบาลเอกชน: หากรัฐบาลเปลี่ยนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการไปสู่ระบบประกันสุขภาพจริง จะทำให้ตลาดประกันสุขภาพของไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นทันที และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของอุตสาหกรรมประกันและบริการทางการแพทย์
ส่วนผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่
ข้าราชการบางสายงาน: ตำแหน่งที่มีลักษณะงานซ้ำซ้อน หรือสามารถใช้เทคโนโลยีทดแทนได้ เช่น งานธุรการ งานเอกสาร หรือ พนักงานพิมพ์ อาจเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตรากำลัง
ผู้เตรียมสอบเข้ารับราชการ: หากจำนวนอัตราบรรจุใหม่ลดลง การแข่งขันเข้าสู่ระบบราชการจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่โอกาสในการบรรจุอาจลดลงในหลายสายงาน
หน่วยงานที่ยังไม่พร้อมด้านดิจิทัล: การลดกำลังคนก่อนที่ระบบเทคโนโลยีจะรองรับอย่างเต็มรูปแบบ อาจทำให้เกิดปัญหาการให้บริการประชาชนในบางพื้นที่ หากการเปลี่ยนผ่านดำเนินไปเร็วเกินไป







