
ACT แฉ งบฯราชการไทย 'ดูงานเมืองนอก' 10 ปี 2.5 พันล้าน เท่าอาหารเด็ก 100 ล้านมื้อ
"มานะ นิมิตรมงคล" ชำแหละข้อมูล ACT Ai พบรัฐใช้งบดูงานต่างประเทศ 928 โครงการในรอบ 10 ปี รวมกว่า 2,500 ล้านบาท ชี้เท่ากับอาหารกลางวันเด็ก 5 หมื่นคนตลอดปี หลังศาลฎีกายกเลิกทริปยุโรป เรียกร้องทุกเสาหลักของชาติสร้างมาตรฐานธรรมาภิบาลเป็นแบบอย่าง
KEY
POINTS
- องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) เปิดเผยข้อมูลว่าในช่วง 10 ปี (2559-2568) หน่วยงานรัฐใช้งบประมาณสำหรับเดินทางไปดูงานต่างประเทศกว่า 928 โครงการ รวมเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท
- งบประมาณดูงานต่างประเทศ 2,500 ล้านบาท สามารถนำไปจัดสรรเป็นค่าอาหารกลางวันให้เด็กนักเรียนได้มากกว่า 100 ล้านมื้อ
- การเดินทางไปดูงานต่างประเทศมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการท่องเที่ยวแฝง เนื่องจากหัวข้อการดูงานเน้นศึกษาวัฒนธรรมและสภาพสังคมของเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก
- จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการดูงานคือประเทศในโซนยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และออสเตรีย รองลงมาคือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
นายมานะ นิมิตรมงคล ได้เขียนบทความเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค Mana Nimitmongkol หัวข้อ “หยุด ทริปศึกษาดูงานต่างประเทศที่แฝงท่องเที่ยว” ความว่า
ทราบหรือไม่!! เมื่อค้นข้อมูลใน ACT Ai โดยพิมพ์คำว่า “ศึกษาดูงานต่างประเทศ” จะพบว่าตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2568 หน่วยงานของรัฐทุกประเภท ทั้งรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรม หน่วยราชการ ทหารตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ จัดทริปดูงานต่างประเทศมากถึง 928 โครงการ หมดเงินไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 250 ล้านบาท นับเป็นงบประมาณที่สูงมาก
โดยหากเทียบเคียงกับงบฯอาหารกลางวันเด็กระดับอนุบาลถึงประถม 6 ในสังกัด สพฐ. ที่ได้รับสิทธิงบเฉลี่ย 22-27 บาท/คน/มื้อ แล้ว งบฯดูงาน 250 ลบ./ปีจะสามารถจัดอาหารได้ประมาณ 10 ล้านมื้อ ดูแลนักเรียนได้ประมาณ 5 หมื่นคน ตลอด 1 ปีการศึกษา * หรือประมาณกว่า 100 ล้านมื้อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
“เราได้ยินข่าวทุจริตอาหารกลางวันเด็กมาอย่างต่อเนื่องบ้าง งบฯไม่พอบ้าง จึงเป็นเรื่องเสียโอกาสอย่างยิ่งหากรัฐจัดทริปดูงานโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์” นายมานะกล่าวและว่า
แม้ใช้เครื่องมือสืบค้นอย่าง ACT Ai ซึ่งเชื่อถือในประสิทธิภาพได้ก็จริง แต่ด้วยเพราะมีการ “ใช้ชื่อโครงการแตกต่างกัน” เช่น ศึกษาดูงาน การฝึกอบรมและดูงานนอกสถานที่ การพัฒนาศักยภาพ การเข้าร่วมการประชุมนานาชาติ โครงการแลกเปลี่ยน เป็นต้น
จึงทำให้ระบบตรวจไม่สามารถระบุจำนวนโครงการทั้งหมด และเคยมีโครงการที่ใช้งบสูงสุดถึง 20.8 ล้านบาทในการไปดูงานคณะเดียว จุดหมายปลายทางยอดนิยมยังคงเป็นโซนยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ตามด้วย ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ เฉพาะช่วงปี 2563 – 2565 ไม่มีการเดินทางเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด
ต่อกรณีที่ผู้บริหารสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ศาลยุติธรรม ได้ประกาศยกเลิกทริปเดินทางไปดูงานแถบยุโรปของคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ตามที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อยู่ขณะนี้ นั้น ตนชื่นชมในความกล้าหาญ ยึดมั่นธรรมาภิบาลและแสดงตนเป็นแบบอย่างที่ดี จึงขอสนับสนุนให้ศาลยุติธรรมได้ต่อยอดการตัดสินใจเฉพาะกิจครั้งนี้ ด้วยการทบทวนนโยบาย แนวปฏิบัติเรื่องการเดินทางดูงาน หรือการประชุมให้เกิดความรัดกุม เคร่งครัด โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าเงินของประชาชน ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่เข้มแข็ง อันจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ นำไปเป็นแนวปฏิบัติต่อไปได้ ถือว่าเป็นการแสดงความเป็นผู้นำและแสดงบทบาทของศาลที่เป็นสถาบันที่พึ่งของประชาชนได้ในอีกมิติหนึ่ง
“ข้อมูลทริปของศาลฎีกาที่เป็นข่าวออกมาสู่สาธารณะครั้งนี้ คงไม่ใช่เอกสารที่หน่วยงานเผยแพร่ออกมาเอง แต่เป็นผลงานของ Active Citizen ที่ไม่เปิดเผยตัวตน เขาเห็นเหตุการณ์แล้วทนไม่ได้ ดังนั้นเสาหลักของประเทศทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ควรจะทำอะไรโดยคำนึงถึงการสร้างบรรทัดฐานที่ดีที่เหมาะให้กับหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการใช้เงินของแผ่นดิน”
นอกจากนั้น ดร.มานะยังได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญเป็นข้อๆ ว่า
(1) ประเด็นสำคัญที่ประชาชนคัดค้านไม่ได้อยู่ที่ “การเดินทางในช่วงนี้” แต่เป็นเรื่องความไม่เหมาะของ “เนื้อหาในการไปดูงานแบบนี้” ต่างหาก เพราะหัวข้อหลักของการไปดูงานตลอดโปรแกรมนี้คือไป “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” ของเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแสดงเจตนาชัดเจนจนคนธรรมดาก็พิพากษาได้ว่าไปทำไม ดังนั้นในการศึกษาดูงานต่างประเทศของหน่วยงานใดก็ตาม หากตลอดการเดินทางมีการไปดูงานแบบมีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ เป็นหลักก่อน แล้ววันหยุดจะไปท่องเที่ยวบ้าง เช่นนี้ก็คงยอมรับกันได้
(2) เสียงทักท้วงเรื่องการจัดทริปดูงานต่างประเทศ “มีมาหลายปีแล้ว” ทำอย่างไรว่าจะมั่นใจได้ว่า เหตุการณ์เยี่ยงนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในปีต่อๆ ไป...ใครคือผู้รับผิดชอบ
(3) การเรียนรู้ประสบการณ์จากต่างประเทศคือเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาดูงานที่แฝงการท่องเที่ยว คือ “คอร์รัปชัน” จากการใช้เงินและเวลาของหลวงไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น ทั้งเป็นการละเมิดมาตรฐานจริยธรรมที่ว่า “ต้องถือประโยชน์ของบ้านเมืองเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” การจัดทริปอย่างต่อเนื่องของทุกหน่วยงาน กำลังสะท้อนสำนึกเก่าที่มองว่าเป็น “สวัสดิการ” หรือ “รางวัล” อย่างเห็นแก่ตัว รังแต่จะถูกต่อต้านจากสังคม
(4) มีวิธีที่ใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่าได้ด้วยทางเลือกอื่น เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญให้เดินทางมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดประชุมออนไลน์ หรือสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในระยะยาว ส่งผู้เกี่ยวข้องโดยตรงจำนวนหนึ่งเดินทางไปศึกษางานแล้วกลับมาถ่ายทอดอย่างครบถ้วน เป็นต้น.
*หมายเหตุ คำนวณจากค่าเฉลี่ยกลางที่ 25 บ./มื้อ งบ 250 ล้านบาทจึงสามารถจัดอาหารให้เด็กตามเกณฑ์ ร.ร.ในสังกัด สพฐ.ได้ 10 ล้านมื้อและโดยทั่วไปนักเรียนจะเรียนประมาณ 200 วัน/ปี หรือ 200 มื้อ/คน/ปี ด้วยงบประมาณจำนวนนี้จึงดูแลนักเรียนได้ประมาณ 5 หมื่นคนตลอด 1 ปีการศึกษา






