thansettakij
thansettakij
ราชกิจจาฯ ประกาศ "พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก 2569" เริ่มบังคับใช้ พลิกโฉมราชการไทย

ราชกิจจาฯ ประกาศ "พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก 2569" เริ่มบังคับใช้ พลิกโฉมราชการไทย

09 ก.ค. 69 | 02:02 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ค. 69 | 03:05 น.

ราชกิจจานุเบกษาประกาศใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ 2569 ปฏิรูปใหญ่คุมเข้มการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ ต้องระบุแนวทางชัดเจนในคู่มือประชาชน หากล่าช้าเกินกำหนดให้ถือว่าอนุญาตทันที เพื่อลดภาระและต้นทุนให้ภาคธุรกิจ บีบ "ดุลพินิจ" รัฐทำช้าถือว่าอนุญาต

KEY

POINTS

  • ประกาศใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก พ.ศ. 2569 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อจำกัดและควบคุมการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดการทุจริต
  • ออกมาตรการแก้ปัญหาความล่าช้าด้วยระบบ "อนุญาตโดยปริยาย" หากเจ้าหน้าที่พิจารณาไม่เสร็จตามกำหนด และห้ามเรียกเอกสารที่หน่วยงานรัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว
  • ยกระดับการบริการสู่รัฐบาลดิจิทัล ผ่านศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service), การต่ออายุใบอนุญาตอัตโนมัติเมื่อชำระค่าธรรมเนียม และช่องทางด่วนพิเศษ (Express Lane)

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศบังคับใช้ "พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569" หรือ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฉบับบใหม่ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลในระบบราชการไทยครั้งสำคัญ

โดยหัวใจหลักของกฎหมายฉบับนี้คือการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล และที่สำคัญที่สุดคือการ “จำกัดและควบคุมการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ” ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อป้องกันการทุจริตและลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของประชาชน

คุมเข้ม "ดุลพินิจ" เจ้าหน้าที่ 

พระราชบัญญัติฉบับนี้มีความยาวรวม 19 หน้า แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 หมวด และบทเฉพาะกาล รวมทั้งสิ้น 40 มาตรา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการประชาชนโดยมีประชาชนเป็นประธานแห่งสิทธิ

กฎหมายฉบับใหม่นี้ให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ 

ต้องระบุแนวทางการใช้ดุลพินิจในคู่มือประชาชน

กฎหมายบังคับให้ "คู่มือสำหรับประชาชน" ต้องไม่ได้มีแค่ขั้นตอนและระยะเวลาเท่านั้น แต่ต้องระบุ "แนวทางการใช้ดุลพินิจ" ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าเจ้าหน้าที่จะใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจ และลดการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ

ใช้ดุลพินิจ "เท่าที่จำเป็น" เท่านั้น

เหตุผลสำคัญในการตรากฎหมายฉบับนี้คือการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจในการอนุมัติหรืออนุญาต "เพียงเท่าที่จำเป็น" เพื่อลดภาระและต้นทุนของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ห้ามเรียกเอกสารที่รัฐมีอยู่แล้ว

เพื่อลดการใช้ดุลพินิจในการขอเอกสารจุกจิก กฎหมายห้ามเจ้าหน้าที่เรียกสำเนาเอกสารที่หน่วยงานรัฐเป็นผู้ออกให้เอง หรือมีข้อมูลอยู่ในระบบดิจิทัลกลางอยู่แล้ว

การตรวจสอบจาก ก.พ.ร.

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีอำนาจตรวจสอบคู่มือประชาชน หากเห็นว่ามีการกำหนดเกณฑ์ที่เป็นการสร้าง "ภาระเกินสมควร" หรือไม่สอดคล้องกับหลักบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สามารถสั่งให้หน่วยงานปรับปรุงแก้ไขได้ทันที

มาตรการแก้เผ็ดความล่าช้า "อนุญาตโดยปริยาย"

หนึ่งในไม้ตายของกฎหมายนี้คือ ระบบอนุญาตโดยปริยาย (Implied Permission) สำหรับกิจการที่ไม่มีความเสี่ยงสูง หากหน่วยงานพิจารณาไม่เสร็จตามกำหนดในคู่มือ และไม่มีการแจ้งขยายเวลาอย่างถูกต้อง ให้ถือว่าผู้อนุญาต “มีคำสั่งอนุญาตตามคำขอ” และประชาชนเริ่มดำเนินการได้ทันที มาตรการนี้ช่วยปิดช่องว่างการประวิงเวลาเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการใช้ดุลพินิจที่ล่าช้า

อำนวยความสะดวกครบวงจร

1. ศูนย์รับคำขอกลาง จัดตั้งระบบดิจิทัลจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนยื่นคำขอและจ่ายค่าธรรมเนียมได้ ณ จุดเดียว แม้จะเป็นการขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน

2. ต่ออายุใบอนุญาตแค่จ่ายเงิน กิจการที่มีลักษณะต่อเนื่อง ประชาชนสามารถชำระค่าธรรมเนียมต่ออายุแทนการยื่นคำขอใหม่ได้ โดยให้ถือว่าได้รับการต่ออายุทันทีเมื่อชำระเงิน

3. ช่องทางพิเศษ (Express Lane) สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถเลือกใช้บริการที่รวดเร็วกว่าปกติได้โดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ทั้งนี้ กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดยจะมีผลบังคับใช้ทั่วไปเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน (ประมาณต้นปี 2570) ยกเว้นหมวด 1 และการจัดทำคู่มือประชาชนสำหรับบางหน่วยงานที่มีผลบังคับใช้ทันที

รัฐบาล ตีปี๊บพร้อมปฏิรูประบบราชการ

ต่อมา นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2570 เป็นต้นไป 

ทั้งนี้หน่วยงานของรัฐต้องเริ่มเตรียมการเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใหม่นี้แล้วตั้งแต่วันนี้ เช่น การปรับปรุงคู่มือประชาชน เป็นต้น นับเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ว่า จะปฏิรูประบบราชการให้เป็น “รัฐอำนวยความสะดวก” ลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ 

รวมทั้งผลักดันร่างกฎหมายฯ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ตามที่ให้คำมั่นไว้ สะท้อนแนวทางการทำงานแบบ “พูดแล้วทำ”

 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

Super License คือหัวใจสำคัญ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการให้บริการภาครัฐ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน ลดขั้นตอนและเอกสารที่ซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอนุญาตและการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจเฉพาะเท่าที่จำเป็น 

หัวใจสำคัญคือระบบ Super License หรือระบบใบอนุญาตหลัก ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว ระบบจะเชื่อมโยงการออกใบอนุญาตหลักและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ลดภาระด้านเอกสาร ค่าใช้จ่าย และระยะเวลาในการติดต่อราชการ 

นอกจากนั้นยังมีมาตรการสำคัญอีกได้แก่ ระบบการจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อต่ออายุใบอนุญาตอัตโนมัติแทนการยื่นขออนุญาตแบบเดิม และช่องทาง fast track สำหรับการติดต่อรับบริการจากรัฐในบางประเภท เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกฯ สั่งเร่งปรับการทำงานรับกฎหมายใหม่

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐเร่งประชาสัมพันธ์ พร้อมเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการบริการภาครัฐที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านอาจยังมีบางหน่วยงานที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบและกระบวนการปฏิบัติงาน จึงได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฯ อย่างเคร่งครัด เพื่อให้การปฏิรูประบบราชการเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

เป้าหมายสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายของไทย คือ การยกระดับระบบกฎหมายไทยไปสู่ระบบสากลมากขึ้น เพื่อเปลี่ยนจากระบบกฎหมายแบบเดิมที่ใช้การควบคุมผ่านการอนุมัติ อนุญาต (Pre-audit) ซึ่งเน้นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และสร้างภาระให้ภาคเอกชน ไปสู่มาตรฐาน OECD ที่เน้นระบบการตรวจสอบภายหลัง (Post-audit) และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Consultation)

“การมีผลใช้บังคับของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญในช่วง 90 วันแรกของรัฐบาล ที่สะท้อนการขับเคลื่อนนโยบายจากคำประกาศสู่การปฏิบัติจริง ตามแนวคิดพูดแล้วทำ และการปฏิรูประบบราชการให้เป็นรัฐอำนวยความสะดวกที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดภาระการติดต่อราชการ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพ การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

ที่มา - ราชกิจจานุเบกษา