thansettakij
thansettakij
มีสิ่งใดที่จะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้

มีสิ่งใดที่จะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้

15 มิ.ย. 69 | 10:30 น.

มีสิ่งใดที่จะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้ คอลัมน์บ้านเมืองของเรา โดยสมหมาย ภาษี


เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ปีนี้เอง ผมได้เขียนบทความสนับสนุนให้รัฐบาลกู้เงินด่วนมาแก้วิกฤตเศรษฐกิจที่ระบาดไปทั่วโลก อันเนื่องจากการก่อสงครามระดับภูมิภาคของโลกครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน แล้วมีผลทำให้น้ำมันและก๊าซที่เป็นยุทธปัจจัยหลักของโลกมีราคาสูงขึ้นจากก่อนสงครามถึงร่วมเท่าตัว แล้วบรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ทยอยขึ้นตามมา

ไม่นานรัฐบาลไทยโดยการนำของท่านนายกอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ทำการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินภายในประเทศจำนวนสี่แสนล้านบาท แบ่งครึ่งหนึ่งมาทำโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งก็ได้ลงมือแจกจ่ายเงินไปแล้ว และกำลังจะปรับปรุงวิธีแจกจ่ายให้ตรงเป้าและมีประสิทธิภาพดีขึ้น ตามข่าวที่ปรากฎชัดเจนในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่แล้ว

หลังการเผยแพร่บทความไม่นาน ผมได้ติดตามความเห็นของประชาชนระดับที่อยากรับเงินช่วยเหลือ ซึ่งคงได้รับความช่วยเหลือจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่ไปแล้ว ได้แสดงความเห็นออกมาในเชิงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไปกู้เงินมาแจกในครั้งนี้ โดยสรุปได้ว่ารัฐบาลไปก่อหนี้ให้ลูกหลานเพิ่มขึ้นอีกแล้ว กู้ไม่รู้จักจบสิ้นอะไรทำนองนั้น

 

ยิ่งกว่านั้น ผมยังได้ฟังสื่อทางทีวีที่ได้เชิญผู้รู้ระดับเคยเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจมาแล้วพูดเรื่องการแก้วิกฤตเศรษฐกิจ ท่านพูดว่า “ผมไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลต้องไปกู้เงินเร่งด่วนโดยการออกพระราชกำหนด เพื่อนำเงินไปแจกประชาชน ซึ่งสมัยผมรัฐบาลเขาไม่เคยกู้เงินมาแจกประชาชนกันเลย”

ผมฟังแล้วต้องร้องอนิจจาประเทศไทย พรรคการเมืองตั้งรัฐมนตรีแบบไม่รู้อะไรมาบริหารประเทศชาติหรือนี่ อายุปูนนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลตั้งแต่ยุคท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา ต่างก็ต้องกู้เงินมาใช้เพิ่มเติมเป็นงบขาดดุลงบประมาณมาบริหารประเทศกันทั้งนั้น ซึ่งรวมถึงงบที่นำไปแจกประชาชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำประชานิยมในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยด้วย

หลังจากนั้น ผมยังได้ฟังพรรคการเมืองระดับเก่าแก่ที่ประชาชนรุ่นหลังส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักชื่อแล้ว ได้ออกมาค้านในเรื่องนี้ด้วย ทำให้ผมรู้สึกรันทดใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า เมืองไทยนี้นักการเมืองของเราแก่ได้เพราะอายุอย่างเดียวเท่านั้น

 

ในช่วงวันหยุดประจำสัปดาห์วันนี้ ผมจึงใคร่ขอชี้แจงให้ประชาชนระดับหาเช้ากินค่ำและมีหนี้ครัวเรือนมากไปจนถึงมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยแต่เป็นผู้เสียภาษีทำนุบำรุงประเทศในสัดส่วนที่สูง จนถึงนักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ทั้งหลายได้รับรู้ถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องหาเงินมาใช้ในการบริหารประเทศมากขึ้นๆตลอดมา ดังนี้

ประการแรก ทุกประเทศนอกจากต้องยอมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว ยังเห็นความจำเป็นที่รัฐจะต้องหาเงินมาใช้ทำนุบำรุงและลงทุนพัฒนาประเทศรวมทั้งเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศตนมีผลผลิตประชาชาติ หรือ GDP ขยายตัวเร็วขึ้นภายใต้หลักความก้าวหน้าที่มั่นคง มีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งจะเห็นชัดว่า ยิ่งประเทศที่เศรษฐกิจโตมากรัฐบาลของเขาก็จะยิ่งกู้เงินมาก เช่น ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีน เป็นต้น 

แต่ก็มีตัวอย่างที่ล้มเหลวจนเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจและการเงินเข้ามาแทน เช่น กรณีวิกฤตต้มยำกุ้งของไทยในปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกาในช่วง 18-19 ปีมาแล้ว หรือการเริ่มก่อตัวของวิกฤตด้านเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียในขณะนี้ ทำให้ต่างชาติได้โยกเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนออกมากสูงถึง 13 พันล้านเหรียญส.ร.อ.แล้ว และจะไหลออกไปอีกไม่มากก็น้อย

ประการที่สอง ทุกประเทศต่างก็รู้ดีว่า ประเทศเขาจำเป็นต้องแข่งขัน จำเป็นต้องก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ให้ล้าหลังประเทศอื่น จึงจำเป็นต้องหาเงินมาใช้ในการบริหารและพัฒนาประเทศให้มากที่สุด และทุกประเทศที่พอมีเครดิตก็ยอมรับว่าต้องมีการกู้เงินอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน ฟังดูเหมือนผลักภาระไปให้ลูกหลาน แต่มีหลายประเทศที่คิดเป็น มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ดี มีการกู้เงินไปด้วยและปรับปรุงระบบภาษีไปด้วย และมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นชนชาติของตนขึ้นมาได้เร็ว ก็สามารถเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของมาตรฐานของความเป็นอยู่ของคนในชาติที่ดีขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจุบันนี้มีนักวิชาการและผู้รู้ที่เก่งไม่น้อยกว่าประเทศอื่น สามารถมองเห็นโอกาสที่จะทำการผลักดันให้ประเทศเติบโตได้ในหลายมิติ แต่การเมืองของไทยกลับเป็นตัวปิดกั้นสิ่งดีๆที่ควรทำเสียเอง ด้วยการไม่สลัดความคิดที่จะมุ่งหาแต่อำนาจ กระทำแต่สิ่งที่ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก โดยประพฤติมิชอบสารพัดที่คิดได้ หาได้คิดและตระหนักว่ารัฐต้องกระทำในสิ่งที่เป็นธรรมาภิบาลเท่านั้น

ถ้าจะถามว่าจะมีสิ่งใดที่รัฐบาลจะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้ในยามที่ทุกประเทศต่างแข่งขันกันโดยไม่แยแสกับสิ่งที่ถูกต้อง ถึงเวลาแล้วครับที่รัฐบาลต้องหันมาคิดให้หนักถึงจุดอ่อนของประเทศที่หนักหนาสากรรจ์ยากที่จะจัดการให้ดีขึ้นได้ นับตั้งแต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่มีศักยภาพในการแข่งขัน โครงสร้างการคลังภาครัฐที่มีแต่ถดถอยลงมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างทางการศึกษาที่ไม่สามารถผลิตพลเมืองให้ตรงกับความต้องการของประเทศที่จะต้องแข่งขันกับชาติอื่นให้ได้ และสุดท้ายก็เป็นการเร่งปรับปรุงกฎหมายต่างๆในการบริหารประเทศที่มีแต่สิ่งที่ขัดต่อการเดินหน้า ให้เป็นกฎหมายที่สามารถเอื้อให้ประเทศก้าวเดินหน้าได้เร็วเหมือนประเทศอื่นเขา

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รัฐบาลจะสนองความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศได้