
พลังแห่งลูกอิระวดี : เหลี่ยมคมภูมิรัฐศาสตร์เหนือเขื่อนยักษ์มิตซง
พลังแห่งลูกอิระวดี: เหลี่ยมคมภูมิรัฐศาสตร์เหนือเขื่อนยักษ์มิตซง คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์
เมื่อคืนที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์จากเมียนมา ที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้โทรมาหาผม อยากเห็นมุมมองของผมในเรื่อง “เขื่อนยักษ์มิตซง” (Myit Song Dam) ซึ่งตอนแรกเช้าวันนี้ ผมอยากจะเขียนเรื่องการเปิดถนนที่ด่านเมียวดี-แม่สอด ที่ส่งผลต่อการค้าชายแดนระหว่างไทย-เมียนมาโดยตรง แต่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใหญ่ท่านนี้ ผมจึงนำเอามหากาฬเขื่อนยักษ์มิตซงมาเล่าสู่กันฟัง เพราะน้อยคนนักที่จะทราบว่าเขื่อนนี้ น่าจะเป็นเรื่องราวมหากาฬที่จะต้องจดจำกันต่อไปอีกนานแสนนานครับ
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเปลี่ยนผ่านอันน่าตื่นเต้นของประเทศเมียนมา ราวช่วงปี 2011-2012 เราจะพบว่าดินแดนใต้ลุ่มแม่น้ำมายค่า( Maykha) และแม่น้ำมาลิค่า(Malikha) แห่งนี้ เปรียบเสมือนเวทีละครโรงใหญ่ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้เล่นระดับโลกผู้กุมยุทธศาสตร์อันซับซ้อน ท่ามกลางบรรยากาศการปฏิรูปประเทศ ภายใต้การนำของฯพณฯท่านประธานาธิบดีเต็ง เส่ง กระดานการเมืองระหว่างประเทศ ต้นกำเนิดของลุ่มน้ำอิระวดีได้ขยับขับเคลื่อนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ ชนิดที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูมิภาค และกลายเป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดหน้าหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของการทูตสมัยใหม่
เรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของรัฐบาล แต่ยังฝังตัวอยู่ในเหลี่ยมคมทางเศรษฐกิจ ความรู้สึกร่วมของประชาชน และพลังแห่งความรักชาติของคนในท้องถิ่น ที่ลุกขึ้นมาปกป้องมาตุภูมิของตนเองครับ
จุดเปลี่ยนสำคัญและทรงพลังที่สุดในยุคประวัติศาสตร์นั้น เริ่มต้นขึ้นจากกระแสความเคลื่อนไหวทางสังคมของประชาชนเมียนมาทั่วประเทศ ที่พากันออกมารวมพลังคัดค้าน การเกิดขึ้นของโครงการเขื่อนมิตซง (Myit Song Dam) อย่างไม่กลัวเกรงต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
สำหรับคนเมียนมาแล้ว โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าหรือการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่มันคือการทำลาย “จิตวิญญาณและความมั่นคงของชาติ” เนื่องจากจุดก่อสร้างเขื่อนยักษ์นี้ ตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบอันศักดิ์สิทธิ์ของแม่น้ำแม่น้ำสองสาย นั่นคือแม่น้ำมายค่ากับแม่น้ำมาลิค่าในรัฐคะฉิ่น อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำอิระวดี แม่น้ำสายประธานที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ และรากเหง้าทางอารยธรรมที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนทั้งชาติตั้งแต่เหนือจรดใต้ การลุกขึ้นมาต่อต้านของประชาชน นักคิด นักเขียน และศิลปินในเวลานั้น จึงเป็นเสียงสะท้อนของ “ความรักชาติอันบริสุทธิ์” ที่ต้องการปกป้องมรดกทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมให้รอดพ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาไม่ได้เลือกเองครับ
ในห่วงเวลานั้น ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า “พลังอันบริสุทธิ์ของประชาชน” นี้เอง ที่กลายมาเป็นแรงผลักดัน และข้ออ้างอันชอบธรรมให้รัฐบาลสายปฏิรูปอย่างฯพณฯท่านเต็ง เส่ง ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ในการสั่งระงับโครงการเขื่อนมิตซงในที่สุด การประกาศระงับอภิมหาโครงการนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความรู้สึกของพญามังกรจีน ผู้ถือสิทธิ์เป็นผู้ลงทุนรายหลักในเวลานั้น
ในมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ที่เคยแน่นแฟ้นและพึ่งพิงกันมานานนับทศวรรษ กลับเข้าสู่ภาวะเยือกเย็นลงอย่างไม่เคยมีมาก่อนอย่างฉับพลัน ความเป็นไปในเวลานั้น สะท้อนให้เห็นว่า “พลังความรักชาติของภาคประชาชน” สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัฐบาลเมียนมาสามารถส่งสัญญาณต่อสากลโลก ถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระและสมดุลมากขึ้น เพื่อสลัดภาพจำเดิม ๆ และเปิดประตูต้อนรับมิตรประเทศใหม่ ๆ ที่พร้อมจะก้าวเข้ามาสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจในเวลาต่อมานั่นเอง
ในขณะที่เม็ดเงินและการลงทุนจากทิศเหนือเริ่มชะลอตัวลง เพื่อส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์หลังจากเกิดกรณีเขื่อนยักษ์มิตซง พื้นที่ช่องว่างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นบริเวณตอนล่างของประเทศ จึงกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญของมหาอำนาจจากตะวันออกไกลอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น” ซึ่งเข้ามาสวมบทบาทเป็นเสือปืนไว(หรืออีกนัยหนึ่งคือนักฉวยโอกาส) ในจังหวะเวลาที่พรีเมียมที่สุด
เกมการทูตของโตเกียว ผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศหรือไจก้า(JICA) ได้ดำเนินไปอย่างแยบยลและลุ่มลึก ญี่ปุ่นเลือกที่จะเข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน ให้แก่รัฐบาลเนปิดอว์ในเวลานั้น ด้วยการจัดการหนี้สินค้างเก่า(ถ้าผมจำไม่ผิด ประมาณสองพันกว่าล้านเหรียญสหรัฐ) ควบคู่ไปกับการอนุมัติวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษหรือซอฟต์โลนก้อนแรก(ประมาณไม่กี่ร้อยล้านเหกรียญสหรัฐ) ซึ่งเมื่อเทียบกับขนาดของเมกะโปรเจกต์ระดับชาติแล้ว ถือเป็นจำนวนเม็ดเงินอันน้อยนิดที่คุ้มค่าอย่างยิ่งยวด(เสมือนการซื้อตั๋วเด็ก)
สำหรับการปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่ การขยับหมากครั้งนี้ ส่งผลให้ญี่ปุ่นได้รับอนุมัติสิทธิ์ในที่ดินผืนทองชานเมืองย่างกุ้ง เพื่อร่วมทุนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษติลาว่า (THILAWA SEZ) ซึ่งในเวลาต่อมา ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จทางอุตสาหกรรมที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศเมียนมาครับ
ความซับซ้อนทั้งหมดที่เริ่มต้นจากการปกป้องลุ่มแม่น้ำอิระวดี มาจนถึงการกำเนิดของนิคมอุตสาหกรรมเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ ทำให้หลายคนมักเปรียบเปรยสถานการณ์ในเมียนมาว่าเป็นดั่งเรื่องราวของ “สามก๊ก” แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว หากต้องการอ่านกลยุทธ์ในดินแดนแห่งนี้ให้แตกฉาน อาจจะต้องอ่านให้ลึกซึ้งถึง “ห้าจบห้าชั้น” เพราะผมเชื่อว่าโครงสร้างทางอำนาจในประเทศเมียนมา ไม่ได้มีเพียงสามขั้วที่ต่อสู้กันอย่างตรงไปตรงมา แต่ประกอบไปด้วยกลุ่มพลังงานที่ซับซ้อนทับกันอยู่
ไม่ว่าจะเป็นกองทัพส่วนกลางที่มีกลไกอำนาจรัฐ ฝ่ายที่ใช้ข้ออ้างว่ามีอุดมการณ์ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเขตอิทธิพลและความต้องการในระดับท้องถิ่นที่เหนียวแน่น ตลอดจนมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอบทิศทาง ทั้งหมดนี้ทำให้คำสัจพจน์ที่ว่า “ศัตรูของศัตรูอาจไม่ได้เป็นมิตรถาวรเสมอไป” กลายเป็นหลักการที่ถูกนำมาใช้จริงในทุกสมรภูมิและทุกโต๊ะเจรจาในประเทศเมียนมาครับ
เมื่อมองจากทัศนะของผู้คน(ผมเอง) และชุมชนต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในย่างกุ้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกคนต่างเข้าใจดีว่า “ประเทศเมียนมาเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” ในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นดินแดนที่ผสมผสานเอาความละเมียดละไมและจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของประชาชน เข้ากับความจำเป็นในการรักษาดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจได้อย่างน่าทึ่ง
แม้ว่าในปัจจุบันกาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน และวงล้อประวัติศาสตร์อาจจะนำพาความท้าทายใหม่ ๆ กลับมาสู่ลุ่มแม่น้ำอิระวดีอีกครั้ง แต่ความทรงจำและบทเรียนจากยุคเปลี่ยนผ่าน ที่เริ่มต้นด้วยพลังความรักชาติในการปกป้องเขื่อนยักษ์มิตซงนั้น ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า “บนกระดานการเมืองโลกที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” การทำความเข้าใจในความรู้สึก ความต้องการ และเหลี่ยมคมของผู้เล่นทุกฝ่าย ด้วยความสุขุมและเป็นกลาง คือกุญแจสำคัญที่สุด ในการรักษาความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างประเทศ และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคแห่งนี้สืบต่อไปครับ







