thansettakij
thansettakij
มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต

มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต

15 มิ.ย. 69 | 04:30 น.
อัปเดตล่าสุด :15 มิ.ย. 69 | 04:43 น.

มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต : บทความ โดย... ผศ.ดร.วัชรพจน์ ทรัพย์สงวนบุญ ศูนย์กลยุทธ์และความสามารถทางการแข่งขันองค์กร มจธ. หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4209

KEY

POINTS

  • รายงานจาก Boston Consulting Group (BCG) นำเสนอ 4 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ของโลกในปี 2050 เพื่อให้องค์กรต่างๆ เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตระยะยาว
  • ฉากทัศน์แรกคือ "AI Abundance" ที่ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ "Battling Blocs" ที่โลกแบ่งเป็นขั้วอำนาจทางการเมือง ทำให้การค้าโลกหดตัวและซัพพลายเชนต้องปรับตัวสู่ระดับภูมิภาค
  • อีกสองฉากทัศน์ประกอบด้วย "Climate Coalition" ที่นานาชาติร่วมมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยเน้นความยั่งยืน และ "Digital Darwinism" ที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ครองอำนาจและเกิดการแข่งขันรุนแรงแบบผู้ชนะกินรวบ

ปัจจุบันมีผู้บริหารองค์กรจำนวนมาก ยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะสั้น รายไตรมาส รายปี หรือ แผน 3 - 5 ปี แต่คำถามสำคัญ คือ “องค์กรของเราจะอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างไรในปี 2050” 

รายงาน Beyond Tomorrow: Four Scenarios for the World of 2050 ของ Boston Consulting Group (BCG) ชี้ให้เห็นว่า การมองอนาคตระยะยาวเป็นการเตรียมพร้อม เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ BCG ได้พัฒนา 4 ฉากทัศน์ของโลกปี 2050 จากการวิเคราะห์ Global Megatrends ด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และ สิ่งแวดล้อม 

เพื่อให้ผู้นำองค์กรเข้าใจว่า อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มีหลายความเป็นไปได้ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารในการเตรียมความพร้อมในการปรับแนวทางการทำงานหรือแม้กระทั่ง Business Model ให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต 

4 ฉากทัศน์โลกปี 2050

1. AI Abundance โลกที่เต็มไปด้วย AI โดย AI จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของโลก เกิดความร่วมมือระดับโลก มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตสูง 

ในฉากทัศน์นี้ AI ทำให้ประมาณการ GDP โลกเติบโตสูงถึงประมาณ 5% ต่อปี และผลิตภาพเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเทคโนโลยีสามารถจัดการข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ผลกระทบต่อธุรกิจที่จะเกิดขึ้น อาทิ เทคโนโลยีอาจจะไม่ใช่ความได้เปรียบอีกต่อไป 

เพราะทุกคนเข้าถึงได้ จะเกิด “AI-only firms” ที่ไม่มีพนักงาน โมเดลธุรกิจต้องเปลี่ยนจาก Asset-heavy ที่มีสินทรัพย์ในมูลค่าสูง เป็น Platform & ecosystem ที่มีสินทรัพย์ถาวรน้อยและคล่องตัว ดังนั้น สิ่งที่องค์กรต้องทำ ได้แก่ เปลี่ยนเป็น AI-first organization ลงทุนใน Data ecosystem และ automation และสร้างความแตกต่างด้วย “Human touch” เช่น การนำผลวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจาก AI มาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และความไว้วางใจโดยใช้ความเป็นมนุษย์สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือกว่า 

2. Battling Blocs โลกแตกเป็นขั้วอำนาจ โลกแบ่งออกเป็นกลุ่มประเทศที่แข่งขันและไม่ไว้วางใจกัน การค้าโลกหดตัว ซัพพลายเชนขาดออกจากกันเป็นส่วนๆ และรัฐมีบทบาทเหนือธุรกิจอย่างมาก การค้าโลกจะลดลงเหลือเพียงประมาณ 35% ของ GDP โลก จาก 57% ในปัจจุบัน 

เมื่อภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวกำหนดธุรกิจ ผลกระทบต่อธุรกิจที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ Globalization สิ้นสุด ซัพพลายเชนต้อง Regionalization เน้นค้าขายกันในภูมิภาคมากขึ้น รัฐมีบทบาทสูง (State capitalism) สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือ การสร้าง Operating model แบบ Multi-local กระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน และบริหารความสัมพันธ์กับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

3. Climate Coalition โลกที่ร่วมมือแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศรุนแรง เศรษฐกิจเติบโตช้าลงแต่มีความยั่งยืนสูง การลงทุนมุ่งไปที่พลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานฟอสซิลอย่างมาก 

เมื่อความยั่งยืนมาก่อนการเติบโต รวมไปถึงต้นทุนสูงขึ้นจาก Carbon pricing การลงทุนเน้น ESG และ Green innovation และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือ การบูรณาการ ESG เข้าในกลยุทธ์หลักขององค์กร ลงทุนใน Green supply chain และสร้าง Business model ที่ยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate risk) 

4. Digital Darwinism โลกที่ธุรกิจครองอำนาจ บริษัทเทคโนโลยีมีอำนาจสูง ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น และการแข่งขันรุนแรงแบบ “ผู้ชนะกินรวบ” โลกนี้มีการแข่งขันสูง บริษัทใหญ่ครองตลาด และความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ชนะกินรวบผลกระทบต่อธุรกิจที่จะเกิดขึ้น

ได้แก่ Platform dominance และ Winner-takes-all economy 
จะเห็นได้ Platform รายใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปอย่างขาดไม่ได้ ตลอดจน Talent เป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด สิ่งที่องค์กรต้องทำ คือ การสร้าง Scale และ Network effect การลงทุนใน Talent และ Innovation และแข่งขันด้วย Speed มากกว่า Efficiency เป็นช่วงเวลาของผู้ที่เร็วกว่าเป็นผู้ได้เปรียบ 

BCG ย้ำชัดว่า การวางแผนโดยคิดว่า อนาคตจะมีเพียงแบบเดียวเป็นความเสี่ยง ดังนั้น องค์กรที่ประสบความสำเร็จในอนาคต คือ องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วและยืดหยุ่น กลยุทธ์สำหรับองค์กรไทยสู่ปี 2050 จากการวิเคราะห์ของ BCG ผู้บริหารควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ใน 5 ด้านหลัก ได้แก่

1. สร้างองค์กรที่ยืดหยุ่นสูง (Adaptive Organization) โดยการใช้ Modular structure โครงสร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่เป็นอิสระต่อกัน สามารถนำมาเชื่อมโยง หรือประกอบกันเพื่อทำงานให้บรรลุเป้าหมายได้ เปรียบเสมือนตัวต่อที่เลือกส่วนประกอบที่จำเป็นมาประกอบเข้าด้วยกันตามสถานการณ์ ลงทุนใน Digital infrastructure รองรับหลาย Scenario ได้พร้อมกัน 

2. ปรับโครงสร้างธุรกิจสู่ Ecosystem จากการแข่งขันเดี่ยวสู่ความร่วมมือเป็นเครือข่าย สร้าง Partnership ทั้งในและต่างประเทศ เปิด Platform ให้ Third-party เข้ามาสร้าง Value เช่น AIS ปรับตัวจากผู้ให้บริการมือถือ (Telecom Operator) สู่ Cognitive Tech-Co 

โดยสร้าง Ecosystem ผ่าน 5 Solutions ใหม่ที่ร่วมมือกับพันธมิตร Bridge Alliance เพื่อสร้างแพลตฟอร์มสื่อสาร (AIS CPaaS) ที่ครอบคลุมระดับสากล Open Platform เปิดให้ Third-party พัฒนาโซลูชันบนโครงข่าย AIS เช่น บริการส่ง SMS วีดีโอ หรือแอปพลิเคชันเฉพาะด้าน เชื่อมต่อธุรกิจกับลูกค้าผ่านระบบดิจิทัล ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้น 

                        มองโลกปี 2050 กับ 4 ฉากทัศน์โลกอนาคต

3. ลงทุนในคนและเทคโนโลยีพร้อมกัน การลงทุนในการ Upskill/Reskill Workforce ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับบริบทขององค์กรที่ต้องยืดหยุ่นและปรับตัวอยู่ตลอดเวลา สามารถผสมผสาน Human + Machine advantage ควบคู่กับการลงทุน AI Automation และ Data analytics 

4. บริหารความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี องค์กรต้องมี Early warning system เพื่อจับสัญญาณล่วงหน้าและเตรียมแนวทางในการรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ

5. สร้างความเชื่อมั่น (Trust) เป็นสินทรัพย์หลัก ในโลกอนาคตที่ซับซ้อน Trust คือ Competitive Advantage ใหม่ ประกอบด้วย ความโปร่งใส ความปลอดภัยข้อมูล และความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” โดยเน้นยกระดับธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนต่างชาติและรายย่อย

ในปี 2050 อาจเป็นโลกที่เทคโนโลยีรุ่งเรือง หรือโลกที่แบ่งขั้วรุนแรง หรือ โลกที่ต้องเสียสละเพื่อความยั่งยืน องค์กรที่ประสบความสำเร็จ คือ องค์กรที่ “พร้อมรับทุกความเป็นไปได้” การวางกลยุทธ์ในวันนี้ จึงไม่ใช่การเลือกอนาคตแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตได้ ไม่ว่าอนาคตจะเป็นแบบไหนก็ตาม