thansettakij
thansettakij
เสียงโห่ไล่ AI กับความเงียบของระบบการศึกษา

เสียงโห่ไล่ AI กับความเงียบของระบบการศึกษา

09 มิ.ย. 69 | 23:00 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มิ.ย. 69 | 00:39 น.

เสียงโห่ไล่ AI กับความเงียบของระบบการศึกษา : บทความ โดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4208

KEY

POINTS

  • นักศึกษาในสหรัฐฯ โห่ไล่ผู้บรรยายที่สนับสนุน AI เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแย่งงาน และทำให้ปริญญาที่ได้มาหมดความหมาย
  • ระบบการศึกษายังคงนิ่งเฉย และไม่ปรับเปลี่ยนหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ทำให้บัณฑิตที่จบออกมาไม่พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่
  • ปัญหาหลักไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี AI แต่คือ การที่ระบบสังคมและการศึกษาปรับตัวไม่ทัน ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าอนาคตของพวกเขากำลังถูกคุกคาม

สิ่งที่เกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งของสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมา คือ “เสียงโห่ไล่” จากเหล่านักศึกษา เมื่อวิทยากรผู้เชี่ยวชาญขึ้นเวทีบรรยายด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือ อนาคตอันรุ่งโรจน์ของมนุษยชาติ และคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องยอมรับกระแสธารแห่งการพัฒนานี้อย่างสุดหัวใจ 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สังคมสอนคนหนุ่มสาวว่า ถ้าขยันเรียน ตั้งใจศึกษา และมีวินัย ชีวิตจะมั่นคง มีงานและอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า แต่เมื่อเรียนจบ คนรุ่นใหม่จำนวนมากกลับพบความจริงอีกแบบหนึ่ง ว่าตำแหน่งงานรองรับกำลังหดตัวลง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ต่างมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพและความคุ้มทุน มากกว่าการลงทุนสร้างทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว พร้อมทั้งลดขนาดกำลังคน แล้วแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะในหลายภาคส่วน ใบปริญญาซึ่งเคยเป็นหลักประกันแห่งโอกาสและความมั่นคงทางสังคม จึงไม่ได้การันตีชีวิตอนาคตอีกต่อไป

แม้ว่าก่อนยุค AI โลกก็แทนที่แรงงานมนุษย์ด้วยเครื่องจักรมาตลอดอยู่แล้ว ATM เคยลดบทบาทพนักงานธนาคาร อินเทอร์เน็ตทำให้ธุรกิจดั้งเดิมจำนวนมากล่มสลาย และอีคอมเมิร์ซก็เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

AI ไม่ใช่ “ต้นเหตุ” ของปัญหา แต่คือ “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ความเปราะบางเดิมของระบบเศรษฐกิจและระบบการศึกษารุนแรงมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังหวาดกลัว ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เพราะโลกเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ระบบต่าง ๆ จะปรับตัวทัน

มหาวิทยาลัยจำนวนมากยังคงสอนแบบเดิม วัดผลแบบเดิม และผลิตบัณฑิตเพื่อโลกใบเดิม ทั้งที่โลกเดิมกำลังหายไป หลายหลักสูตรยังถูกออกแบบขึ้นสำหรับตลาดแรงงานในอดีต ดังนั้น เมื่ออีกครั้งหนึ่ง มีคนพูดติดตลกบนเวทีของมหาวิทยาลัยว่า “ภารกิจของคนรุ่นคุณ คือการทำลาย AI ซะ” จึงได้รับเสียง “เฮ” อย่างล้นหลาม 

คำตอบของปัญหา คงไม่ใช่การต่อต้านหรือทำลายเทคโนโลยี เพราะประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วว่า มนุษย์ไม่อาจหยุดความก้าวหน้าได้จริง คำถามจึงอยู่ที่ว่า “จะออกแบบสังคมแบบไหน” เพื่อให้มนุษย์ยังมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีอนาคตอยู่ในโลกที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน 

เพราะถึง AI จะทำอะไรได้มากมาย แต่สิ่งที่ยังแทนมนุษย์ได้ยาก คือความรับผิดชอบทางศีลธรรม จริยธรรม  ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ของผู้อื่น ภาวะผู้นำ ความไว้วางใจ และการตัดสินใจในบริบทซับซ้อนของชีวิตจริง

สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามาหรือไม่ เพราะมันเข้ามาแล้ว แต่หลายหน่วยงานยังมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือใหม่ หรือของทันสมัยที่ต้องซื้อมาใช้ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันกำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน วิธีการเรียนรู้ และการทำงานของทั้งระบบ 

ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ เรายังไม่กล้าพูดกับนักศึกษาอย่างตรงไปตรงมาว่า บางอาชีพกำลังจะเล็กลง บางอย่างกำลังจะตาย บางทักษะกำลังหมดความหมาย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะไม่ใช่แค่คำสวยหรู แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด 

เสียงโห่ไล่ในงานรับปริญญาหลายสถาบันที่อเมริกา จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องขำขัน แต่คือสัญญาณเตือนว่า คนรุ่นใหม่เริ่มไม่เชื่ออีกแล้วว่า “ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี” จะนำไปสู่ “ความก้าวหน้าของมนุษย์” โดยอัตโนมัติ

นี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของยุค AI ไม่ใช่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน และวิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่ว่า เครื่องจักรฉลาดกว่ามนุษย์ แต่คือ วันที่มนุษย์เลิกเชื่อแล้วว่า สังคมยังมีที่ยืนสำหรับพวกเขา

บทความ โดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4208