Tesla ถอยจากไทย: คอร์รัปชันเชิงระบบกับต้นทุนที่คำนวณไม่ได้ของประเทศ

18 ม.ค. 2569 | 23:00 น.

Tesla ถอยจากไทย: คอร์รัปชันเชิงระบบกับต้นทุนที่คำนวณไม่ได้ของประเทศ : บทความโดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

KEY

POINTS

  • การที่ Tesla ไม่เลือกลงทุนในไทยถูกมองว่าเป็นผลมาจากปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบ ซึ่งสร้าง "ต้นทุนที่คำนวณไม่ได้" และทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงในสายตานักลงทุน
  • นักลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูงกังวลต่อระบบที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม และการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาว
  • โครงสร้างที่เอื้อต่อการทุจริตจะคัดกรองนักลงทุนที่เน้นความโปร่งใสและนวัตกรรมออกไป และส่งผลให้ประเทศสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Tesla ปฏิเสธการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน อาจถูกอธิบายด้วยเหตุผลทางธุรกิจได้หลายประการ ตั้งแต่สงครามราคารถ EV การปรับกลยุทธ์ระดับโลก ไปจนถึงโครงสร้างภาษีและนโยบายอุตสาหกรรม 

แต่ไม่ว่าจะอธิบายอย่างสุภาพเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้คือ ภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักลงทุนระดับโลก กำลังถูกจัดวางให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ “เสี่ยง” มากขึ้นเรื่อย ๆ

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Tesla ไม่มาเพราะเหตุผลทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่คือ เหตุใดประเทศไทยจึงไม่ถูก “เลือก” เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่การขาดสิทธิประโยชน์ทางการเงิน แต่อยู่ที่ “ต้นทุนที่คำนวณไม่ได้” ซึ่งแฝงอยู่ในโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐไทยมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “คอร์รัปชันเชิงระบบ” ที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณความเสี่ยง” (Risk Multiplier) ฉุดรั้งศักยภาพการแข่งขันของประเทศให้ต่ำลง 

โลกของการลงทุนทางเทคโนโลยีระดับสูง การ “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่แค่ประเด็นทาง “ศีลธรรม” แต่คือประเด็นด้านความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง สิ่งที่นักลงทุนกลัว ไม่ใช่กฎระเบียบที่เข้มงวด แต่คือระบบที่คาดการณ์ไม่ได้ ระบบที่มี “ดุลพินิจล้นเกิน” ของเจ้าหน้าที่ เปิดช่องให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียมกัน 

เมื่อความโปร่งใสหายไป แผนธุรกิจระยะยาวที่ต้องการความต่อเนื่องของนโยบาย 10-20 ปี ก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  เพราะนักลงทุนต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่นโยบายอาจเปลี่ยนไปตามกลุ่มที่เข้าสู่อำนาจ และจำนวนเงิน “ใต้โต๊ะ” ที่ต้องจ่ายอีกครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อเปลี่ยนผู้ปกครองคนใหม่

คอร์รัปชันในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูป “ซองใต้โต๊ะ” หากแต่อยู่ในโครงสร้างที่เปิดช่องให้กฎหมายถูกบังคับใช้แบบเลือกหน้า ใบอนุญาตหนึ่งใบอาจต้องผ่านการจ่าย “ใต้โต๊ะ” มากกว่ามาตราในตัวบทกฎหมาย ความถูกต้องจึงไม่ได้ขึ้นกับหลักเกณฑ์ หากขึ้นกับว่า “รู้จักใคร” และ “ยอมจ่ายแค่ไหน” 

ความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ได้อยู่ที่ระดับของการคอร์รัปชั่น หากอยู่ที่ “ต้นทุนของการทุจริต” หลายประเทศอาจยังมีคอร์รัปชันอยู่เหมือนไทย แต่คอร์รัปชันนั้นมีต้นทุนสูง เสี่ยง และ มีโอกาสนำไปสู่การถูกลงโทษจริง 

ในขณะที่ประเทศไทยการคอร์รัปชันเป็นเรื่องของความ “คุ้มค่า” และ “ปลอดภัย” สำหรับผู้มีอำนาจ การจัดซื้อจัดจ้างที่กำหนดผู้ชนะได้ล่วงหน้า การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับประชาชนตัวเล็ก แต่ตัวสั่นงันงกกับผู้มีอำนาจ และองค์กรตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามบ่อยอย่างน่าเบื่อ ว่าทำหน้าที่เพื่อใคร ล้วนทำให้การทุจริตไม่ใช่ความเสี่ยง หากแต่กลายเป็นหลักประกันของผู้เล่นบางกลุ่ม

ระบบเช่นนี้จะคัดกรองนักลงทุนที่เน้นความโปร่งใสและนวัตกรรมออกไปอย่างเงียบงัน และดึงดูดเพียงกลุ่มทุนทั้งเทา ทั้งดำ ที่คุ้นเคยกับการใช้สายสัมพันธ์และการต่อรองหลังม่าน ส่งผลให้ประเทศไทยติดกับดักการพัฒนาที่เน้นการสมประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มทุน มากกว่าการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เท่าเทียมและยั่งยืน 

การถอยของ Tesla จึงเป็นมากกว่าความน่าอับอายเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ประเทศไทยกำลังสูญเสีย “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” ในระยะยาว เมื่อชื่อของประเทศถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านการทุจริตระดับสูงและคาดเดาอนาคตไม่ได้ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหาร ก็ต้องเริ่มต้นจากจุดที่ความเชื่อมั่น “ต่ำ” ลงเรื่อย ๆ

ทางออกของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การระดมจัดงานโรดโชว์ สร้างวาทกรรม ยืนแถวกระโดดตัวลอย พร้อมไขว้มือเป็นสัญลักษณ์ต้านคอร์รัปชัน หรือการหยิบยื่นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อดึงดูดใจ แต่คือการปฏิรูปที่ต้นตอ ด้วยการสร้างระบบบังคับใช้กฎหมายที่จริงจังและสม่ำเสมอ 

คำถามสำคัญคือ จะทำลายเครือข่ายผลประโยชน์ที่กัดกินความน่าเชื่อมั่นของประเทศลงได้อย่างไร เพื่อให้การทำงานหนักของทุกภาคส่วนนำไปสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนระดับโลกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายเช่นทุกวันนี้

บทความโดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต