
“ล้ง”มะพร้าว นอมินี กับโครงสร้างการค้าผลไม้ไทย
“ล้ง”มะพร้าว นอมินี กับโครงสร้างการค้าผลไม้ไทย : บทความ โดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต
KEY
POINTS
- มีการเข้าตรวจค้น “ล้ง” มะพร้าวในราชบุรี พบว่า มีกลุ่มทุนต่างชาติใช้ “นอมินี” คนไทยในการถือหุ้นเพื่อควบคุมธุรกิจการเกษตร ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย
- ล้งเหล่านี้เข้าควบคุมห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรับซื้อจนถึงส่งออก ทำให้สามารถกดราคารับซื้อจากชาวสวนให้ต่ำมาก สวนทางกับราคาขายในต่างประเทศที่สูงลิ่ว
- ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มะพร้าว แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการค้าผลไม้ไทยโดยรวม เช่น ทุเรียน และลำไย ที่เกษตรกรมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ซื้อรายใหญ่
การเข้าตรวจค้น “ล้ง” มะพร้าวในจังหวัดราชบุรี 8 แห่ง เมื่อหลายวันที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นสะท้อนปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจเกษตรไทยอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่พบว่าบริษัทจำนวนหนึ่งมีลักษณะเข้าข่ายใช้ “นอมินี” คือให้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อให้ทุนต่างชาติสามารถดำเนินธุรกิจในกิจการที่กฎหมาย “จำกัด” ไว้ได้ ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลว่าบริษัทเหล่านี้ควบคุมการรับซื้อและการส่งออกมะพร้าวอย่างเป็นระบบ จนกำหนดราคารับซื้อจากสวนได้
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ คือ ความจริงที่ชาวสวนมะพร้าวจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ ราคามะพร้าวหน้าสวนในบางช่วงเหลือเพียงลูกละ 2-5 บาท ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมของไทยเมื่อส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน กลับมีราคา 35-50 บาท ต่อลูก ความแตกต่างอย่างมากระหว่างราคาหน้าสวน กับ ราคาปลายทาง ทำให้เกิดคำถามว่า ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนการค้า หรืออยู่ที่โครงสร้างของตลาดที่ถูกควบคุมโดยผู้ซื้อรายใหญ่
ปรากฏการณ์เช่นนี้มักถูกอธิบายว่า เป็นการครอบงำ “ห่วงโซ่อุปทาน” (supply chain) ของสินค้าเกษตร เมื่อผู้ประกอบการกลุ่มหนึ่งสามารถควบคุมกระบวนการสำคัญได้ ตั้งแต่จุดรับซื้อ การคัดแยกและบรรจุสินค้า การขนส่ง ตลอดจนช่องทางการส่งออกไปยังตลาดปลายทางได้ทั้งหมด พวกเขาย่อมมีอำนาจในการกำหนดราคาอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจึงเป็นเกษตรกร ซึ่งอยู่ปลายสุดของระบบการผลิตและมีอำนาจต่อรองต่ำที่สุด
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ “มะพร้าว” เพียงอย่างเดียว ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผลไม้ไทยหลายชนิด เช่น ทุเรียน ลำไย และ มังคุด ต่างก็มีโครงสร้างตลาดที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ การรับซื้อจำนวนมากอยู่ในมือของ “ล้ง” หรือศูนย์รวบรวมผลไม้ไม่กี่ราย เมื่อผู้ซื้อมีจำนวนน้อย ขณะที่ผู้ขายเป็นเกษตรกรมีจำนวนมาก การกำหนดราคาจึงมักเอนเอียงไปในทางที่ผู้ซื้อได้เปรียบ
ปัญหาอีกชั้นหนึ่งที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ คือเรื่อง “นอมินี” ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ถูกพูดถึงกันมานานในระบบธุรกิจของไทย กฎหมายไทย “จำกัด” ไม่ให้คนต่างชาติทำธุรกิจบางประเภท เช่น การค้าผลผลิตทางการเกษตร แต่ในทางปฏิบัติสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยให้คนไทยถือหุ้นในสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ขณะที่ทุนจริง ๆ และการตัดสินใจทางธุรกิจเป็นของต่างชาติ เมื่อโครงสร้างเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย การกำกับดูแลของรัฐก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การมองปัญหานี้เพียงว่า เป็นเรื่องของ “นอมินี” อาจยังไม่เพียงพอ หากพิจารณาในภาพใหญ่จะพบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความต้องการบริโภคผลไม้เขตร้อนในประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเติบโตของชนชั้นกลางจีนหลายร้อยล้านคน ทำให้ผลไม้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง บริษัทการค้าจีนจำนวนมากจึงพยายามเข้าไปควบคุมแหล่งผลิตตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ
วิธีการหนึ่งที่ใช้กันคือการตั้ง “ล้ง” หรือ ศูนย์รวบรวมผลไม้ในประเทศผู้ผลิต เช่น ไทย เวียดนาม หรือ มาเลเซีย เพื่อควบคุมกระบวนการตั้งแต่การรับซื้อ การคัดคุณภาพ ไปจนถึงการส่งออก เมื่อบริษัทเหล่านี้สามารถควบคุม “ห่วงโซ่อุปทาน” ได้ทั้งระบบ พวกเขาย่อมมีอำนาจต่อรองเหนือเกษตรกรมากขึ้น
ในกรณีของไทย โครงสร้างการผลิตที่เป็นสวนขนาดเล็กและการค้าผลไม้ที่กระจัดกระจาย ทำให้ทุนที่มีเงินทุนสูงและเครือข่ายตลาดขนาดใหญ่สามารถเข้ามามีบทบาทได้อย่างรวดเร็ว ล้งท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง จึงกลายเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ หรือในบางกรณีก็กลายเป็นเพียงตัวแทนถือหุ้นแทนทุนต่างชาติ
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่ปรากฏผ่านข่าวการตรวจค้นล้งมะพร้าว จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีเศรษฐกิจธรรมดา แต่สะท้อนคำถามสำคัญต่อโครงสร้างการค้าผลไม้ของไทยทั้งหมด และคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การจับกุมบริษัทที่กระทำผิดเพียงไม่กี่แห่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างระบบตลาดสินค้าเกษตรที่โปร่งใส มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้นได้หรือไม่
หากไม่สามารถทำได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับมะพร้าวในวันนี้ ก็เกิดขึ้นกับพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ในวันข้างหน้าเช่นเดียวกัน
บทความ โดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต











