

KEY
POINTS
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การแข่งขันทางการเมืองที่ควรตั้งอยู่บนการนำเสนอนโยบาย วิสัยทัศน์ และ การถกเถียงเชิงเหตุผล ได้แปรเปลี่ยนไปสู่การต่อสู้ในสนามของข้อมูลข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ ปรากฎการณ์ “ขบวนการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” หรือ Information Operations (IO) มิได้เป็นเพียงเทคนิคการสื่อสารใหม่ แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใช้ “การรับรู้” เป็นสมรภูมิหลักเพื่อแย่งชิงชัยชนะทางอำนาจ
เดิมที การสื่อสารทางการเมืองมีเป้าหมายสำคัญเพื่ออธิบายนโยบายและสร้างความเข้าใจ แต่ในบริบทปัจจุบัน IO กลับถูกยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม ผ่านกระบวนการบิดเบือน ตัดตอน หรือ การจัดวางข้อมูลอย่างมีอคติ จนทำให้สนามการเมืองค่อย ๆ เลื่อนไหลออกจากพื้นที่ของเหตุผล ไปสู่ดินแดนของอารมณ์ และความเกลียดชัง
โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการขยายตัวของ IO ด้วยคุณลักษณะเฉพาะที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์อย่างรวดเร็ว ต้นทุนในการผลิตและเผยแพร่ต่ำ ขณะที่อัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม มักให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมมากกว่าความถูกต้องของเนื้อหา ส่งผลให้ข้อมูลที่บิดเบือน หรือกล่าวเกินจริงสามารถแพร่กระจายได้ในวงกว้างภายในเวลาอันสั้น
ปัญหาที่น่ากังวล คือ การที่พรรคการเมืองเริ่มยอมรับโดยปริยายว่า IO เป็น “ความจำเป็น” เมื่อทุกฝ่ายยึดถือสมมติฐานเดียวกันว่า การไม่ใช้ IO เท่ากับ “เสียเปรียบ” ระบบการเมืองทั้งระบบย่อมถูกดึงเข้าสู่ตรรกะของการแข่งขันด้านการป้ายสี มากกว่าการแข่งขันด้านนโยบาย
ในบริบทนี้ กรณีของ “พรรคประชาชน” ที่มีภาพลักษณ์ว่า เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ มีอุดมการณ์ก้าวหน้า และต่อต้านการเมืองรูปแบบเก่า ถูกตั้งคำถามหรือ “เปิดโปง” ว่ามีการจัดทำ IO อย่างเป็นระบบ หากข้อกล่าวหาเหล่านี้มีมูลความจริง ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบทางหลักการที่รุนแรงยิ่งกว่าพรรคการเมืองทั่วไป เพราะความ “ย้อนแย้ง” ระหว่างวาทกรรมกับการปฏิบัติ ไม่เพียงบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคเท่านั้น หากยังบ่อนทำลายความเชื่อที่ว่า การเมืองรูปแบบใหม่สามารถดำรงอยู่ได้จริง
ปัญหา IO เป็นปัญหาของวัฒนธรรมการเมืองโดยรวม เมื่อสังคมเริ่มคุ้นชินกับการด่าทอ การใส่ร้าย และการปั่นกระแส จนกลายเป็นเรื่องปกติ พื้นที่ของการถกเถียงเชิงเหตุผลย่อมหดแคบลงเรื่อย ๆ และการเมืองจะค่อย ๆ สูญเสียสถานะของการเป็นพื้นที่สำหรับการแสวงหาทางออกเชิงนโยบาย แต่กลายเป็นเพียงสนามต่อสู้ทางอารมณ์ที่ไม่มีฝ่ายใดไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น ความเสื่อมถอยดังกล่าวยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อสถาบันการเมืองและกระบวนการเลือกตั้ง ทำให้สถาบันซึ่งควรเป็นกลไกแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ ถูกมองว่าไร้ความหมายและไร้พลังในการจัดการปัญหาของสังคม
การจะหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้ จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งในเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม โดยต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มงวดจากหน่วยงานอิสระในการควบคุมดูแลการหาเสียงออนไลน์และที่มาของงบประมาณ ควบคู่ไปกับการสร้าง “ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ให้กับภาคประชาสังคมเพื่อให้เท่าทันต่อเล่ห์เหลี่ยมของการปั่นกระแสข้อมูล
พรรคการเมืองทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนตนเองว่า การได้มาซึ่งอำนาจผ่านสมรภูมิข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนนั้นคุ้มค่าหรือไม่ กับความพินาศของศรัทธาประชาชนที่มีต่อระบบการเมือง เพราะหากปราศจากความจริงและเหตุผลเป็นเครื่องนำทาง การเมืองไทยก็คงไม่อาจก้าวพ้นจากความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้จริง
บทความโดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต ฐานเศรษฐกิจออนไลน์