

KEY
POINTS
การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาในปี 2566 ได้เผยให้เห็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง ในเชิงทฤษฎีและเชิงสถาบัน นั่นคือ การที่พรรคการเมืองไทย “ทุกพรรค-ทุกสี” เสนอ “นโยบายเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น 3,000 บาทต่อเดือน” อย่างพร้อมเพรียงกันในฐานะ “คำมั่นสัญญา” ที่ดูขึงขัง เอาจริงเอาจัง พร้อมตะบันหน้าคนเห็นต่างได้ทุกเมื่อ จนเหมือนเป็น “ฉันทามติร่วม” ของทุกฟากฝั่งการเมือง
แต่เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง นโยบายเดียวกันนี้กลับหายไปจากปากและวาระทางการเมืองอย่างเงียบงัน โดยไม่ปรากฏความพยายามแม้เศษเสี้ยวของการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากพรรคการเมืองใดเลย ไม่ว่าจะส้ม แดง น้ำเงิน ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่อาจอธิบายได้อย่างเพียงพอด้วยเหตุผลเชิงเทคนิค ว่าเป็นเพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือ กระบวนการทางกฎหมาย เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่ควรเกิดขึ้นอย่างน้อยที่สุด ก็คือ การถกเถียง การอธิบาย หรือ การทบทวนเชิงนโยบายในพื้นที่สาธารณะ
แต่ที่ปรากฏมีเพียงการ “ซุกหัวซ่อนหาง” อย่างเป็นระบบ ความเงียบนี้จึงไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับลักษณะของรูปการณ์จิตสำนึกของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบัน
ทางทฤษฎีการเมือง พรรคการเมืองมีความชอบธรรมในฐานะตัวแทนของประชาชน ก็เพราะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างความต้องการของสังคม กับการใช้อำนาจรัฐ กล่าวคือ พรรคการเมืองไม่ได้มีหน้าที่เพียงสะท้อนความต้องการของประชาชนกลับไปในรูปของ “คำมั่นสัญญา” หากแต่ต้องแปลความต้องการเหล่านั้นออกมาเป็น “นโยบาย” ที่มีความเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัดเชิงสถาบัน การคลัง และ กฎหมาย ความชอบธรรมของพรรคการเมือง จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า พรรคการเมืองควรมีความรู้ ความสามารถ และความรับผิดชอบเพียงพอที่จะทำหน้าที่ดังกล่าว
กรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน ที่แย่งกันเสนอออกไป กลับชี้ให้เห็นช่องว่างอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างบทบาทเชิงทฤษฎี กับ การปฏิบัติจริง พรรคการเมืองจำนวนมากสามารถเสนอนโยบายเดียวกันได้ โดยไม่ต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในเชิงโครงสร้างของปัญหา ไม่ต้องอธิบายที่มาของงบประมาณ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น
ความเหมือนกันของนโยบายในลักษณะนี้ จึงไม่ใช่หลักฐานของความคิดร่วม หากแต่เป็นสัญญาณของการลดทอนนโยบาย ให้เป็นเพียงแค่ “เครื่องมือ” ของการหาเสียงเพื่อการแข่งขันทางการเลือกตั้ง
เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่านโยบายดังกล่าว “ดีหรือไม่ดี” หากแต่คือ เหตุใดพรรคการเมืองจึงสามารถเสนอนโยบายที่ตนเองไม่มีความรู้ความเข้าใจ หรือไม่ตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้ โดยไม่กระทบต่อความชอบธรรมของตนเองในสายตาของระบบการเมือง
การที่ทุกพรรคเงียบกริบพร้อมกันหลังการเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่าระบบพรรคการเมืองไทยไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญาเชิงนโยบายอย่างแท้จริง
ในระบบที่มีความเป็นสถาบัน พรรคการเมืองควรถูกตรวจสอบในฐานะผู้เสนอนโยบาย ไม่ใช่เพียงผู้ครองอำนาจ แต่ในบริบทของการเมืองไทย การตรวจสอบกลับมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรมการใช้อำนาจหลังการเลือกตั้ง มากกว่าคุณภาพของคำมั่นสัญญาก่อนการเลือกตั้ง ผลที่ตามมา คือ พรรคการเมืองสามารถผลิตนโยบายที่ขาดการออกแบบเชิงลึกได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนปัญหาด้านความรู้เชิงนโยบายของระบบพรรคการเมืองไทยโดยรวม การออกแบบนโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุ ที่จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในหลายมิติ ตั้งแต่โครงสร้างประชากร ระบบภาษี ไปจนถึงความยั่งยืนทางการคลัง
แต่สิ่งที่ปรากฏในช่วงหาเสียง กลับเป็นการสื่อสารเชิงตัวเลขที่เรียบง่าย มักง่าย และการใช้ภาษาเชิงศีลธรรม ที่ไม่จำเป็นต้องมีการอธิบายเชิงเทคนิคประกอบ การเมืองในลักษณะนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ความ “ไม่รู้” หรือความ “ไม่พร้อม” สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง
เมื่อพรรคการเมืองสามารถเสนอนโยบายได้โดย “ไม่ต้องรู้” ว่านโยบายนั้นจะทำงานอย่างไร และไม่ต้องรับผิดชอบเมื่อมันไม่เกิดขึ้นจริง ความชอบธรรมของระบบพรรคการเมืองย่อมถูกบ่อนเซาะในระยะยาว เพราะความชอบธรรมไม่ได้เกิดจากกระบวนการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความสามารถในการแปลงอำนาจ ที่ได้รับมาให้เป็นการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างมีเหตุมีผล
กรณีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน จากการโฆษณาของพรรคการเมือง ช่วงการหาเสียงปี 2566 จึงควรถูกมองว่า เป็นคำถามเชิงสถาบันต่อระบบพรรคการเมืองไทย มากกว่าจะเป็นเพียงความล้มเหลวของนโยบายหนึ่งนโยบายใด มักตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองไทยในปัจจุบันยังทำหน้าที่เป็นสถาบันนโยบายอยู่หรือไม่ หรือ ได้ลดบทบาทของตนเองลงเหลือเพียง “ตัวตลก” ที่ออก “คำมั่นสัญญา” เพื่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง
หากระบบพรรคการเมืองยังคงอนุญาตให้พรรคการเมืองเสนอสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่คิด และไม่ต้องรับผิดชอบหลังการเลือกตั้งได้อย่างเป็นปกติ ความชอบธรรมของระบบดังกล่าว ย่อมตั้งอยู่บนฐานที่เปราะบาง และในระยะยาวอาจบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ต่อการเมืองแบบเลือกตั้งโดยรวม
คำถามที่ควรถูกตั้งอย่างจริงจัง จึงไม่ใช่เพียงว่าพรรคการเมืองควรเสนอนโยบายประชานิยมหรือไม่ หากแต่คือ ระบบพรรคการเมืองไทยได้สร้างเงื่อนไขให้พรรคการเมืองต้อง “สำนึก” ต่อความหมายของคำว่านโยบายมากพอแล้วหรือยัง
บทความโดย.. รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต