
ประเทศขาดแคลนกำลังคน : แต่รัฐคิดผลักคนออกจากระบบ
ประเทศขาดแคลนกำลังคน : แต่รัฐคิดผลักคนออกจากระบบ : บทความ โดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4206
KEY
POINTS
- ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ แต่นโยบายรัฐกลับสวนทาง โดยเสนอให้ลดจำนวนข้าราชการและคัดค้านการขยายอายุเกษียณ
- การผลักคนที่มีประสบการณ์ออกจากระบบด้วยเกณฑ์อายุ 60 ปี เป็นการสูญเสียทุนมนุษย์ และมองข้ามปัญหาที่แท้จริง คือ การไม่มีคนรุ่นใหม่เพียงพอจะเข้าระบบในอนาคต
- การคาดหวังว่าเ ทคโนโลยี AI จะเข้ามาทดแทนกำลังคนได้อย่างสมบูรณ์เป็นมุมมองที่เกินจริง และการปฏิรูปที่ถูกต้อง คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร ไม่ใช่เพื่อลดคนออก
ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กลับปรากฏข้อเสนอเชิงนโยบายจากฝ่ายบริหาร โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการลดจำนวนข้าราชการและคัดค้านการขยายอายุเกษียณ โดยเหตุผลว่า การขยายอายุเกษียณเป็นเพียงการประวิงเวลา และอาจปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นใหม่ในการเข้าสู่ระบบราชการ
ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีอัตราการเกิดต่ำกว่า 1.2 คนต่อหญิงหนึ่งคนมาหลายปี ถือเป็นภาวะอัตราต่ำขั้นวิกฤต และกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน แรงงานในอนาคตลดลงอย่างน่ากังวล
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ การรักษากำลังคนที่มีทักษะและประสบการณ์ไว้ในระบบ ไม่ใช่รีบผลักดันบุคลากรที่ยังมีศักยภาพออกไป เพียงเพราะตัวเลขอายุบนบัตรประชาชนเดินมาถึงเกณฑ์ 60 ปี
สมมติฐานที่ว่า “หากคนรุ่นเก่าไม่ยอมออก คนรุ่นใหม่จะไม่มีโอกาสเข้า” ตั้งอยู่บนแนวคิดที่มองตำแหน่งงานภาครัฐเป็น “ทรัพยากรคงที่” ที่คนสองรุ่นจะแย่งกันแบ่งปัน ทั้งที่โครงสร้างราชการสมัยใหม่ มีอยู่เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของประเทศ ไม่ใช่กลไกจัดสรรเก้าอี้ตามรอบอายุ
ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตอันใกล้ ปัญหาที่แท้จริงจะไม่ใช่การที่คนรุ่นเก่าไม่ยอมหลีกทาง แต่คือ ความท้าทายที่ว่า เราจะไม่มีคนรุ่นใหม่ป้อนเข้าสู่ระบบเพียงพอต่อความต้องการ หลายประเทศที่ขยายอายุเกษียณ ต่างดำเนินนโยบายบนข้อเท็จจริงทางประชากรศาสตร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งสิ้น
แน่นอนว่า การขยายอายุเกษียณย่อมมีต้นทุนที่รัฐต้องบริหาร ทั้งเรื่องโครงสร้างตำแหน่ง ความก้าวหน้าของบุคลากรรุ่นใหม่ และภาระงบประมาณระยะยาว แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกแก้ด้วยการใช้ “อายุ 60 ปี” เป็นเส้นตัดแบบเหมารวม หากควรออกแบบระบบที่ยืดหยุ่น โดยพิจารณาจากสมรรถนะ สุขภาพ ความจำเป็นของภารกิจ และสาขาที่ประเทศขาดแคลนจริง
จริงอยู่ที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือนและบำนาญเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเร่งผลักภาระข้าราชการออกจากระบบ ย่อมหมายถึงการเร่งให้รัฐต้องจ่ายงบประมาณบำนาญเร็วขึ้นและยาวนานขึ้น
นอกจากนี้ ความคาดหวังที่ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาทดแทนกำลังคน จนสามารถลดจำนวนข้าราชการลงได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น เป็นการมองเทคโนโลยีผ่านเลนส์ของความคาดหวังที่เกินจริง
แม้ AI จะช่วยลดขั้นตอนงานธุรการและเพิ่มความเร็วได้ แต่ในมิติของการบริหารราชการแผ่นดิน การวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจเชิงนโยบาย และความรับผิดชอบทางจริยธรรมต่อผลของการใช้อำนาจรัฐ ยังคงต้องผูกโยงอยู่กับวิจารณญาณของมนุษย์เสมอ
การปฏิรูปที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเอาเทคโนโลยีมา “ไล่คนออก” แต่คือ การรู้จักใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มขีดความสามารถของคนในระบบมากกว่า
ความย้อนแย้งอีกประการคือ ในขณะที่ฝ่ายนโยบายเสนอให้ตัดงบกำลังคน แต่กลับมีแนวคิดคู่ขนานในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ กลับมาทำงานต่อในรูปแบบใหม่เพื่อสร้างรายได้ คำถามคือ หากยอมรับว่า ผู้สูงอายุยังมีศักยภาพและระบบยังต้องการแรงงาน เหตุใดจึงต้องสร้างขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อนโดยการตัดพวกเขาออกจากระบบเดิม แล้วหาวิธีจัดจ้างใหม่ในภายหลัง
ในยุคที่การสาธารณสุขพัฒนา จนประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้น การใช้เกณฑ์อายุเป็นไม้บรรทัดเส้นเดียวในการตัดสินศักยภาพการทำงาน เป็นวิธีคิดที่ล้าหลังและไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ทิศทางของนโยบายที่ “ปฏิเสธ” และ “ตั้งแง่” เอากับการคงกำลังคนไว้ในระบบ จึงเสี่ยงต่อการนำไปสู่ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียทุนมนุษย์และประสบการณ์อันล้ำค่าไป ในวันที่ประเทศต้องการกำลังแรงงานมากที่สุด
บทความ โดย... รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4206







