
“สมศักดิ์-สุริยะ”ความบิดเบี้ยวของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง
“สมศักดิ์-สุริยะ”ความบิดเบี้ยวของประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง : บทความ โดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต
KEY
POINTS
- พฤติกรรมการย้ายขั้วการเมือง และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องของ สมศักดิ์ และ สุริยะ โดยไม่ยึดหลักการ สะท้อนถึงความบิดเบี้ยวของระบบการเมืองไทย
- ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอของสถาบันพรรคการเมือง ที่ทำหน้าที่เป็นเพียงพาหนะเข้าสู่อำนาจมากกว่าองค์กรที่มีอุดมการณ์ยึดโยงกับประชาชน
- ระบบการเมืองไทยขาดกลไกความรับผิดชอบ (accountability) และ การลงโทษนักการเมืองที่ผิดคำมั่นสัญญา ทำให้การเมืองถูกลดทอนเหลือเพียงการแข่งขันเพื่อตำแหน่งและทรัพยากรของรัฐ
กรณีของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” มิใช่เพียงเรื่องราวของนักการเมืองอาวุโสสองคน หากแต่เป็นภาพสะท้อนเชิงโครงสร้างของระบบพรรคการเมือง และคุณภาพของประชาธิปไตยในระดับสถาบัน การดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ภายใต้รัฐบาลต่างขั้วได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งที่ไม่ปรากฎ “ผลงาน” ใด ๆ ให้จดจำ
การเคลื่อนย้ายจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ต้องมีเหตุผลอธิบายเชิงหลักการ การ “ผิด” คำพูดอันเหมือน “สัญญาทางศีลธรรม” ที่ให้ไว้แก่สาธารณะว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ กลับถูก “ถ่มทิ้ง” อย่างไม่อีนังขังขอบ รวมถึงการเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองเป็นว่าเล่น โดยไม่ต้องแยแส หรือ แบกรับต้นทุนใด ๆ ล้วนเป็นสัญญาณของความ “บิดเบี้ยว” และ “สกปรก” ในระบบความรับผิดทางการเมือง
ในระบอบประชาธิปไตยที่มีการสถาปนาพรรคการเมืองอย่างมั่นคง การสังกัดพรรคมิใช่เพียงการเข้าร่วมองค์กรทางเทคนิค หากเป็นการผูกพันตนเองกับกรอบอุดมการณ์ นโยบาย และฐานเสียงเฉพาะกลุ่ม การย้ายพรรค หรือเปลี่ยนจุดยืนจึงต้องมี “ต้นทุน” ทางการเมืองที่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้ และอาจถูกลงโทษผ่านกลไกเลือกตั้ง
แต่ในบริบทการเมืองไทย ปรากฏการณ์ที่นักการเมืองสามารถเคลื่อนย้ายข้ามขั้วอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่สูญเสียอำนาจหรือฐานเสียง สะท้อนว่า พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยยังทำหน้าที่เป็น “พาหะเข้าสู่อำนาจ” มากกว่าจะเป็นสถาบันที่มีความผูกพันกับประชาชนเชิงหลักการ
เมื่อการเมืองถูกลดทอนเหลือเพียงการแข่งขันเพื่อเข้าถึง “ตำแหน่ง” และ “ทรัพยากรของรัฐ” ความแตกต่างระหว่าง “ขั้ว” ย่อมพร่าเลือน การย้ายข้างจึงมิใช่การ “ทรยศ” ต่ออุดมการณ์ หากเป็นการเคลื่อนตัวในตลาดอำนาจที่เปิดกว้างสำหรับผู้ที่สามารถรักษาสถานะของตนได้เสมอ ในโครงสร้างเช่นนี้ ความยืดหยุ่นมิได้เป็นคุณธรรม หากเป็นกลไกเอาตัวรอด ภายใต้ระบบที่ไม่ให้รางวัลแก่ความสม่ำเสมอทางหลักการ
ปัญหาจึงมิใช่ว่า นักการเมืองบางคน “ไร้อุดมการณ์” หากแต่อยู่ที่ระบบไม่สร้างแรงจูงใจ ให้การยึดมั่นในอุดมการณ์มีคุณค่าและได้รับการยอมรับ ระบบเลือกตั้งที่ไม่ลงโทษพฤติกรรมผิดคำมั่นสัญญา ระบบพรรคที่ขาดความยึดโยงกับสมาชิก และวัฒนธรรมทางการเมืองที่ให้รางวัลแก่การอยู่ใกล้อำนาจมากกว่าการยืนหยัดในคำพูด ล้วนร่วมกันผลิตและทำให้พฤติกรรมเช่นนี้ดำรงอยู่ได้อย่างเป็นปกติ
ในทางทฤษฎี ความยืดหยุ่นทางการเมืองจะชอบธรรมได้ ก็ต่อเมื่อยังคงกรอบหลักการพื้นฐานไว้ แต่หากความยืดหยุ่นขยายตัวจนไร้จุดยืน ทั้ง “ด้านหน้า” ในตำแหน่งได้โดยไม่ต้องอธิบายต่อสาธารณะ การเมืองย่อมเปลี่ยนจากเวทีถกเถียงเชิงนโยบาย ไปสู่ระบบจัดสรรตำแหน่ง ซึ่งผลลัพธ์คือ การลดทอนความหมายของการเลือกตั้ง ให้เหลือเพียงกลไกเปลี่ยนตัวผู้บริหารทรัพยากรของรัฐ มิใช่การกำหนดทิศทางของประเทศ บนฐานของความเชื่อ หรือวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างแท้จริง
เมื่อสังคมคุ้นชินกับการ “ละเมิด” คำมั่นสัญญา คุ้นชินกับการย้ายขั้ว และคุ้นชินกับการไม่มีต้นทุนทางจริยธรรม ประชาธิปไตยย่อมมิได้เสื่อม เพราะเหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียว หากเสื่อมจากการกัดกร่อนภายในอย่างต่อเนื่อง ความรับผิด (accountability) ถูกแทนที่ด้วยความ “อยู่รอด” ความสม่ำเสมอทางหลักการถูกแทนที่ด้วยความสามารถในการ “เปลี่ยนสี” และปรับตัวเข้าหาศูนย์กลางอำนาจ
ปรากฏการณ์ “สมศักดิ์-สุริยะ” จึงไม่ควรถูกอ่านในฐานะคำพิพากษาต่อบุคคล หากควรถูกอ่านในฐานะดัชนีวัดระดับการพัฒนาของระบบพรรคการเมือง ตราบใดที่ระบบยังไม่สร้างต้นทุนต่อการผิดคำมั่นสัญญา ไม่สร้างแรงจูงใจให้การยึดมั่นในหลักการมีคุณค่า และไม่ทำให้การเลือกตั้งทำหน้าที่ลงโทษพฤติกรรม ที่ขัดต่อความคาดหวังของประชาชน ความบิดเบี้ยวก็จะไม่เพียงดำรงอยู่ แต่จะถูก “ผลิตซ้ำ” อย่างเป็นระบบ
คำถามจึงมิใช่ว่า นักการเมืองสองคนนี้ควรถูก “ลอยแพ” หรือไม่ หากแต่อยู่ที่ว่า ระบบการเมืองไทยจะสามารถพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยที่ให้รางวัลแก่ความรับผิด และลงโทษความไม่สม่ำเสมอทางหลักการได้หรือไม่ หากคำตอบยังไม่ชัดเจน ปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็จะมิใช่ข้อยกเว้น หากแต่เป็น “กฎปกติ” ของการเมืองไทยที่ประชาชนจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนกันต่อไป
บทความ โดย...รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต






