thansettakij
thansettakij
“ส้ม-แดง”เดือด! “ขายวิญญาณ” ละทิ้งอุดมการณ์

“ส้ม-แดง”เดือด! “ขายวิญญาณ” ละทิ้งอุดมการณ์

09 เม.ย. 69 | 08:39 น.
อัปเดตล่าสุด :09 เม.ย. 69 | 10:33 น.

“ส้ม-แดง”เดือด! “ขายวิญญาณ” ละทิ้งอุดมการณ์ : รายงานพิเศษ โดย... พรานบุญ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ฝ่ายส้ม) กล่าวหาพรรคเพื่อไทย (ฝ่ายแดง) ในสภาฯ ว่า "ยอมขายวิญญาณตัวเอง" เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล
  • คำกล่าวหาดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จนเกิดการประท้วง และขอให้ถอนคำพูด เนื่องจากมองว่าเป็นการใส่ร้ายและสร้างความเสียหาย
  • หลังประธานสภาฯ วินิจฉัย ในที่สุด นายณัฐพงษ์ ได้ยอมเปลี่ยนคำพูดจาก "ขายวิญญาณ" เป็น "ละทิ้งจุดยืนเดิม" เพื่อให้การประชุมดำเนินต่อไปได้
  • นักวิชาการวิเคราะห์ว่า วลี "ขายวิญญาณ" เป็นการตีตราพรรคเพื่อไทยว่า ได้ละทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย จากการหันไปจับมือกับขั้วอนุรักษ์นิยม

เวทีแถลงนโยบายของรัฐบาลในสภาเดือดหนัก หลังจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงภาพรวมของนโยบายและที่มาของรัฐบาลว่า เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้ง “สภาบน สภาล่าง มุ้งการเมือง พรรคร่วม องค์กรอิสระ” เรียกได้ว่าบูรณาการ 5 คลัสเตอร์  รวมขั้วตั้งรัฐบาล แบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์กันลงตัว

5 คลัสเตอร์รวมขั้วตั้งรัฐบาล

ครัสเตอร์แรก มุ้งการเมืองที่อดีตเคยสังกัดอยู่พรรคอื่น ย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย จนภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง ที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน สส. มากที่สุด แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งที่ สส. ย้ายพรรคแล้วชนะการเลือกตั้งมากที่สุด การจัดตั้งรัฐบาลผ่านวิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่างๆ เข้ามา ทำให้เกิดโฉมหน้าของ ครม. เกิดจากบ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี  

คลัสเตอร์ที่สอง พรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ยอมขายวิญญาณตัวเอง” ไม่สามารถต่อรองอะไรกับพรรคภูมิใจไทยได้ 

สมมติว่าวันหนึ่งพรรคการเมืองอันดับสองขู่ว่า จะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยไม่ต้องมีข้อกังวลใจใดทั้งสิ้น จากที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากกว่า 290 เสียง สามารถดึงพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันที ก็ยังเป็นเสียงข้างมากในสภา

คลัสเตอร์ที่สาม พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ได้ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคอันดับสองไปอย่างสิ้นเชิง กลุ่มนี้มีเสียงร่วมรัฐบาลอยู่กว่า 20 เสียง ถ้าขาดเสียงเหล่านี้ไป พรรคภูมิใจไทย จะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาลสลับได้ตลอดเวลา 

คลัสเตอร์ที่สี่ บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่อาจได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาเหล่านั้น เป็น “ไพ่โจ๊กเกอร์” ที่รัฐบาลซึ่งนำโดย พรรคภูมิใจไทย จะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ เพื่อใช้คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามที่อยากเห็น หรือ ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามแบบที่พวกตนกำลังโดนอยู่ในส่วนของคดี 44 สส.

หรือใช้ปกป้องพวกพ้องตัวเอง เช่น กรณี กกต. ที่รับรองผลการเลือกตั้งสุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่ยังมีข้อกล่าวหาอยู่เต็มกระดาน นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ไม่ตรงกับวันเลือกตั้ง ยังไม่ทันได้ตรวจสอบ ก็รับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ

ไพ่ใบนี้เป็น “ดุลอำนาจสำคัญ” ในการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลชุดนี้ ที่พรรคการเมืองอื่นไม่มี

คลัสเตอร์ที่ห้า บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ ที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ “ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาล” คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆ ว่า ขอให้มาอยู่ฝั่งนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด

“คนๆ นี้คือ คนที่ถือใบอนุญาตที่สอง และให้สัญญาณแก่ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย ในคืนก่อนวันเลือกตั้ง”

“ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกรัฐมนตรีมีอยู่ในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด ก็สามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ” หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปราย

                                    “ส้ม-แดง”เดือด! “ขายวิญญาณ” ละทิ้งอุดมการณ์

จี้ถอนคำพูด“ขายวิญญาณ”

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ยกมือขึ้นประท้วงและขอให้ถอนคำพูด ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา กรณี นายณัฐพงษ์ ที่ได้อภิปรายใช้คำว่า “พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับสอง และขายวิญญาณ”

คำพูดของ นายณัฐพงษ์ พาดพิงมายังพรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะใช้คำว่าพรรคอันสอง แต่หมายความถึงพรรคเพื่อไทย การระบุว่า “ขายวิญญาณ” ถือว่าเป็นคำที่สร้างความเสียหาย จึงขอให้ถอนคำพูด เพราะกระบวนการเข้าร่วมรัฐบาล เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกลไกการเมืองในระบบอบรัฐสภา เมื่อพรรคอันดับหนึ่งเชิญ พรรคอันดับสาม คือ พรรคเพื่อไทยเข้าร่วม จึงได้หารือถึงการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน พรรคเพื่อไทยจึงตอบตกลง 

“นี่เป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ผมเข้าใจท่าน แต่การอภิปราย ลีลามาก ใช้คำพูดไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดความเสียหาย จึงขอให้นายณัฐพงษ์ ถอนคำพูด” นายจุลพันธ์ ยืนยัน

ในช่วงแรก นายณัฐพงษ์ ไม่ยอมถอนคำพูด แต่ขอให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัย 

นายโสภณ วินิจฉัยว่า คำว่า ขายวิญญาณประชาธิปไตย เป็นการกล่าวหา เหมือนใส่ร้าย ซึ่งไม่เหมาะจะกล่าวร้าย จึงขอให้เปลี่ยนคำพูด เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

บรรดา สส.พรรคประชาชน ได้แก่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒนสกุล, นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ประท้วงคำวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่า เป็นการใช้บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง มิใช่กล่าวหาเล็กน้อย ต้องให้ถอนทุกคน คำที่อภิปรายหากไม่เห็นด้วย ก็ใช้สิทธิชี้แจง การประท้วงจึงเกิดขึ้นเป็นระยะ

พลิกเป็น“ละทิ้งจุดยืนเดิม”

นายจุลพันธ์ ประท้วงอีกครั้ง โดยยกข้อบังคับการประชุมข้อ 69 วรรคสอง ว่า “ข้อบังคับกำหนดไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้ใส่ร้าย ผิดระเบียบการประชุม ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมาใส่ร้ายคนอื่น และพวกท่านยอมรับแล้วว่า ใส่ร้ายพวกผม จึงถือว่า ผิดข้อบังคับ ขอให้ถอนคำพูด”

ทำให้ นายโสภณ ประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยว่า ได้วินิจฉัยไปแล้วว่า การขายวิญญาณ ไปจากประชาธิปไตย เป็นการกล่าวหา ดังนั้นการกล่าวหา เหมือนใส่ร้าย จึงไม่เหมาะที่จะใช้ในการกล่าวหาคนอื่น ขอให้นายณัฐพงษ์ เปลี่ยนคําพูด

นายณัฐพงษ์ จึงปฏิบัติตามคําวินิจฉัยของประธานรัฐสภา แต่ขอเปลี่ยนคำพูด จากคำว่า “ขายวิญญาณ เป็น ละทิ้งจุดยืนเดิม” เพื่อทำให้การประชุมจะเดินหน้าต่อไป  

หลายคนสงสัยว่า คำว่า ขายวิญญาณประชาธิปไตยร้ายแรงแค่ไหน ทำไมคนระดับหัวหน้าพรรคฝ่ายแดง จึงทนคำอภิปรายของหัวหน้าพรรคฝ่ายส้มไม่ได้ จึงออกมาใส่หมัดกันในเวทีแถลงนโยบาย

วิเคราะห์คำว่าขายวิญญาณ

นักวิชาการด้านการเมืองของสถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่า “คำว่าขายวิญญาณประชาธิปไตย” ที่ นายณัฐพงษ์ ประณามนั้น เสมือนเป็นการสาดสีดำไปยังพรรคเพื่อไทย ที่เคยเป็นธงนำในฝ่ายเสรีประชาธิไตยก้าวหน้าที่พรรคฝ่ายแดงเป็นผู้นำ แต่นับจากการที่พรรคเพื่อไทย สลัดทิ้งพรรคก้าวไกล จนพรรคอันดับ 1 ไม่สามารถจับมือกับพรรคอันดับ 2 ขึ้นเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ เพราะฝ่ายแดงหันไปจับมือกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม กลายเป็น “ตราบาป” ในสมาชิกพรรคจนปัจจุบัน

“การตีตราขายวิญญาณประชาธิปไตย จึงร้ายแรงในเชิงสัญลักษณ์แก่พรรคเพื่อไทยมาก และเป็นการยกระดับพรรคก้าวไกลให้สูงขึ้นเป็นผู้นำในฝ่ายเสรีประชาธิไตยที่ต้องการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบไร้คู่เทียบ” นักวิชาการอธิบายนัยทางการเมือง

นักการศาสนาขยายความให้ฟังว่า คำว่า “ขายวิญญาณ” กร่อนมาจากประโยคเต็มคือ "ขายวิญญาณให้ซาตาน" หรือ "การเซ็นสัญญากับปีศาจ" จนเกิดเป็น “รอยมารสีแดง” ติดตัวไปตลอดกาล และผู้ที่ขายวิญญาณมักจะพบความวิบัติชั่วกัลปาวสาน ตามความเชื่อจากทางฝั่งตะวันตก และมีรากฐานมาจากคำสอนในศาสนาคริสต์

ตามคำสอนในคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ได้เล่าถึงเรื่องราวที่ซาตาน พยายามชักชวนให้พระเยซูกราบ และแสดงความเคารพตนเอง เพื่อแลกกับอาณาจักรคริสต์ที่เจริญรุ่งเรืองทุกแห่งบนโลก แต่พระเยซูปฏิเสธไม่ยอมมาร เพราะยึดมั่นในคำสอนของพระเจ้าที่จะต้องกราบสักการะแก่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ซาตานเหล่านั้นโกรธแค้นแช่งด่าแล้วจากไป แต่เทวดาก็ได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์

ขณะตามความเชื่อดั้งเดิมในแม่มดของชาวคริสต์ สัญญากับมาร เป็นสัญญาระหว่างมนุษย์ ซึ่งเรียก "ผู้ขันต่อ" (wagerer) ฝ่ายหนึ่ง กับซาตาน (Satan) หรือมารอื่น ๆ อีกฝ่ายหนึ่ง 

ฝ่ายมนุษย์เสนอจะยกวิญญาณของตนให้แก่มาร เพื่อแลกกับการที่ “มาร” จะกระทำบางสิ่งบางอย่างให้ เช่น ความเยาว์วัย ความมั่งมี ความรู้  อำนาจวาสนา บารมี ผลประโยชน์

การขายวิญญาณให้ซาตานได้เข้าไปอยู่ในบทละคร ที่มีชื่อว่า Doctor Faustus ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดย คริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ (Christopher Marlowe) ในเนื้อเรื่องตัวเอกได้เลือกที่จะขายวิญญาณให้ตัวแทนของซาตาน เพื่อแลกกับองค์ความรู้และชีวิตที่สุขสบายเป็นเวลา 24 ปี 

ขณะที่ตำนานพื้นบ้านเยอรมันเรื่อง Faust อธิบายความหมายว่า การทำข้อตกลงกับผู้มีอำนาจ ที่ผู้ทำรู้อยู่เต็มอกว่าผิดศีลธรรม หรืออันตราย และในท้ายที่สุดมักจะตามมาด้วยผลลัพธ์ที่ได้ไม่คุ้มเสีย   

ในโลกวรรณกรรมมีการเล่าถึงการขายวิญญาณให้ซาตานหลายเรื่อง  เช่น เรื่องสั้นแนวแฟนตาซีที่ชื่อว่า The Devil and Daniel Webster เขียนโดย สตีเฟ่น วินเซนต์ เบเนต์: Stephen Vincent Benét เนื้อหาเป็นการเล่าถึง ชาวนายากจนคนหนึ่งที่ขายวิญญาณให้ซาตาน เพื่อแลกกับความมั่งคั่งเป็นเวลา 7 ปี แต่เมื่อถึงเวลาที่ซาตานจะมาเอาวิญญาณไปตามนัด ชาวนาคนนี้ได้เกิดการต่อรอง และจ้างทนายเพื่อสู้คดีกับซาตาน เพื่อยกเลิกสัญญาที่เคยทำไว้ แต่มีรอยมารติดตัว

อีกหนึ่งคนที่มีความเชื่อมโยงกับการขายวิญญาณให้ซาตาน คือ “โรเบิร์ต จอห์นสัน” (Robert Johnson) นักแต่งเพลงและนักดนตรีบลูส์ ชาวอเมริกัน ที่มีเรื่องเล่าว่าเขาขายวิญญาณให้ซาตาน เพื่อแลกกับความสามารถทางดนตรีบลูส์ที่เก่งกาจ ต่อมาโรเบิร์ตก็เสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 27 ปีเท่านั้น

แนวความคิด "ขายวิญญาณของเจ้า เพื่อความรุ่งโรจน์หรือความเป็นเลิศทางดนตรีของเจ้า" บังเกิดขึ้นหลายครั้งในวงการเพลงของโลก โดยเฉพาะในวงการแนวเพลงกีตาร์นำ และ วงการแนวเพลงบลูส์ลูกทุ่ง ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  ว่ากันว่า แพร่งบลูส์แมนส์ (Bluesmans' crossroads) ในแยกชิวลา รัฐมิสซิสซิปปี เป็นแหล่งชุมนุมหลักสำหรับทำสัญญากับมาร

ผู้ที่อ้างว่าได้ทำสัญญากับมารแลกความสามารถทางดนตรี เช่น นิกโกเลาะ ปากานีนี (Niccolò Paganini) นักไวโอลินชาวอิตาลี, จูเซปเป ตาร์ตีนี (Giuseppe Tartini) นักไวโอลินและนักแต่งเพลงซึ่งเคยเป็นทหารผ่านศึก ซึ่งประพันธ์เพลง  Devil's Trill Sonata ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมารที่ปรากฏในความฝัน  

การขายวิญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่จะทำให้เรามีอำนาจมากขึ้น เก่งขึ้น รวยขึ้น หรือ มีความสามารถมากขึ้น  เป็นความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ ที่สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการต่อรองผลประโยชน์ ที่อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่านั่นเอง!!!

 รายงานพิเศษ โดย...พรานบุญ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์