
ไทยช่วยไทยพลัส ยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจุดเริ่มต้นฟื้นความเชื่อมั่น
ไทยช่วยไทยพลัส ยากระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น หรือจุดเริ่มต้นฟื้นความเชื่อมั่น : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,205
KEY
POINTS
- มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" เป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วงครึ่งหลังของปี โดยมีประชาชนและร้านค้าเข้าร่วมจำนวนมากเพื่อเพิ่มการจับจ่ายใช้สอย
- แม้จะช่วยสร้างความคึกคัก และกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อยได้รวดเร็ว แต่ถูกมองว่าเป็นเพียง "ยาชูกำลังระยะสั้น" ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างได้
- การฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนและรายได้ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราว
มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” กำลังกลายเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังมีร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการทะลุ 600,000 ราย และประชาชนลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 25 ล้านคน จากเป้าหมาย 30 ล้านคน ก่อนเริ่มใช้สิทธิอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างน้อย 2 มิติสำคัญ คือ ความต้องการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ และความคาดหวังของประชาชน กับผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ค่าครองชีพสูง และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ในช่วงที่ผ่านมา หลายหน่วยงานเศรษฐกิจทยอยปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปีนี้ขึ้นเล็กน้อย หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าคาด ขณะที่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ เริ่มถูกนำมาคำนวณเป็นแรงส่งใหม่ต่อเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน และยั่งยืนเพียงใด
หากมองในเชิงจิตวิทยาเศรษฐกิจ มาตรการนี้มีผลเชิงบวกทันที เพราะช่วยสร้างความคึกคักให้การจับจ่าย โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง การมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวนมาก ยังช่วยกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้รวดเร็ว ต่างจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน
แต่หากมองในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ มาตรการลักษณะนี้ ยังคงเป็นเพียง “ยาชูกำลังระยะสั้น” มากกว่าจะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย
ปัญหาของเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การขาดการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่รายได้ครัวเรือนโตไม่ทันค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันยาก และการลงทุนใหม่ยังกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม เช่น AI, Data Center หรือ ธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ขณะที่เศรษฐกิจฐานรากและภาคการผลิตดั้งเดิมยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งราคานํ้ามันที่อาจพุ่งขึ้น เงินเฟ้อที่มีโอกาสกลับมา และทิศทางดอกเบี้ยโลกที่ยังไม่แน่นอน หากต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจริง ผลของมาตรการกระตุ้นอาจถูก “ดูดกลับ” ผ่านค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นของประชาชนและภาคธุรกิจ
ดังนั้น แม้ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยประคองเศรษฐกิจ และสร้างแรงหมุนระยะสั้นได้จริง แต่คงยากที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรงได้เพียงลำพัง สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำควบคู่กัน คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพิ่มขีดความสามารถ SMEs ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กระจายรายได้ได้จริง ไม่ใช่เติบโตเฉพาะบางกลุ่มทุน
เพราะท้ายที่สุด เศรษฐกิจที่แข็งแรง ไม่ได้วัดจากยอดใช้จ่ายชั่วคราว แต่ต้องวัดจาก “กำลังซื้อที่ยั่งยืน” และ “ความเชื่อมั่น” ที่ประชาชนมีต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ และนี่คือโจทย์ที่ใหญ่กว่ามาตรการแจกเงินใดๆ
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,205 วันที่ 31 พฤษภาคม - 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569






