thansettakij
thansettakij
การปรับพฤติกรรมการทานอาหารของผู้สูงวัย

การปรับพฤติกรรมการทานอาหารของผู้สูงวัย

การปรับพฤติกรรมการทานอาหารของผู้สูงวัย คอลัมน์ ชีวิตบั้นปลายของชายชรา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

KEY

POINTS

  • ผู้สูงวัยมักเผชิญภาวะมวลกล้ามเนื้อลดลงจากความเสื่อมและการเจ็บป่วย ทำให้น้ำหนักลด อ่อนแรง และเหนื่อยง่าย ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ใช่ความผิดจากการดูแลตัวเองไม่ดี
  • การรับประทานอาหารของผู้สูงวัยควรเปลี่ยนจากมื้อใหญ่เป็นมื้อเล็กแต่บ่อยครั้ง เน้นอาหารย่อยง่าย พลังงานและโปรตีนสูง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีและลดภาระของระบบย่อยอาหาร
  • อาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์และอาหารที่ผู้สูงวัยชอบ สามารถช่วยเสริมโภชนาการและสร้างความสุขทางใจได้ ซึ่งส่งผลดีต่อกำลังใจและการฟื้นฟูร่างกายโดยรวม

การเดินทางของชีวิตมนุษย์เรานั้น หากจะเปรียบไปก็คงไม่ต่างอะไรกับการเดินทางของสายน้ำอันยาวไกล ในช่วงต้นสายน้ำอาจจะไหลเชี่ยว กราดเกรี้ยว และเต็มไปด้วยพลังงานที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า อย่างไม่ย่อท้อต่อโขดหินหรือสิ่งกีดขวางใดๆ พลังอันมหาศาลนั้น ทำให้เราสามารถบุกบั่นผ่านวันเวลาสร้างเนื้อสร้างตัว และดูแลผู้คนรอบข้างได้อย่างเต็มกำลัง แต่เมื่อสายน้ำไหลผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน จนกระทั่งมาถึงช่วงปลายสายที่ความกว้างของลำน้ำขยายออก ความเร็วในการไหลเริ่มชะลอลง กลายเป็นความเงียบสงบ นิ่ง และเยือกเย็น สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในยามนี้ ไม่ใช่ “ความอ่อนแอ” แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายที่เคยผ่านศึกเหนือเสือใต้มาอย่างยาวนาน กำลังส่งสัญญาณบอกให้เราหันกลับมาดูแลระบบภายในร่างกาย ด้วยความประณีตและละมุนละไมมากกว่าที่เคยเป็นมา

ในวัยที่เราเรียกกันว่า “บั้นปลายชีวิต” ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้น โดยที่หลายคนอาจไม่ได้สังเกตอย่างจริงจังในตอนแรกก็คือ “การที่น้ำหนักตัว”เริ่มลดลงไปเรื่อย ๆทีละน้อย หรือความรู้สึกที่ว่าเรี่ยวแรงที่เคยมีเต็มเปี่ยมในอดีตนั้นเริ่มถดถอยลง ข้าวของที่เคยยกได้สบายๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าหนักขึ้น ทางเดินที่เคยเดินได้คล่องแคล่ว ก็กลับดูยาวไกลกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ในทางการแพทย์สมัยใหม่มีคำอธิบายที่ลึกซึ้งและเรียบง่ายมาก นั่นคือร่างกายของเรากำลังเผชิญกับ “การลดลงของมวลกล้ามเนื้อ” ซึ่งเปรียบเสมือนทุนสำรองหรือเงินฝากในบัญชีธนาคารของร่างกายมนุษย์ ในยามที่เรายังเป็นวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ร่างกายจะมีบัญชีเงินฝากก้อนนี้อยู่หนาแน่นมาก ต่อให้เราทำงานหนัก อดนอนหรือเจ็บป่วยไปบ้าง ร่างกายก็ยังมีทุนสำรองคอยค้ำจุน ทำให้เราฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ประกอบกับการที่ร่างกายอาจจะต้องเผชิญกับการต่อสู้กับโรคภัยภายในร่างกาย กับความไม่สมดุลของระบบเซลล์ หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ร่างกายจะเริ่มดึงเอาทุนสำรองจากกล้ามเนื้อเหล่านี้ออกมา ใช้ในการประคับประคองตัวเองในแต่ละวันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เนื้อหนังที่เคยเต่งตึงเริ่มแปรเปลี่ยนไป และความอ่อนล้าเข้ามาทักทายเราบ่อยขึ้น

สิ่งสำคัญที่ผู้สูงวัยและคนรอบข้าง จำเป็นต้องทำความเข้าใจร่วมกันด้วยความรักและไม่มีความกดดันใดๆ เลย ก็คือ “กระบวนการสลายตัวของกล้ามเนื้อ” ในยามที่ร่างกายมีความเจ็บป่วยภายในนั้น มันเป็นกระบวนการที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบสารเคมี และการอักเสบภายในร่างกายเอง ซึ่งหมายความว่า “อาการผอมลง”หรือความรู้สึกอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่ความผิดพลาดของการไม่ได้ดูแลตัวเอง ไม่ใช่เพราะเรากินน้อยเกินไปจนร่างกายผอม แต่เป็นเพราะร่างกายกำลังทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อไปบริหารจัดการความสมดุลภายในร่างกาย การทำความเข้าใจในจุดนี้ จะช่วยปลดล็อกความเครียด และความกังวลใจออกไปได้อย่างมหาศาล เพราะหลายครั้งที่ความทุกข์ ไม่ได้เกิดจากตัวโรคหรือความเสื่อมถอยของร่างกายโดยตรง แต่เกิดจาก “ความรู้สึกอึดอัดใจ”ที่กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นภาระ หรือกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีเท่าเดิม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ร่างกายในวัยนี้ ต้องการเพียงแค่ความเข้าใจของคนรอบข้าง และการปฏิบัติต่อเขาอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า ร่างกายกำลังต้องการการเติมทุนสำรองอย่างประณีต ศิลปะในการรับประทานอาหาร จึงต้องถูกปรับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เราอาจเคยคุ้นชินกับการรับประทานอาหารเป็นมื้อใหญ่ วันละสามมื้อตรงเวลา มีข้าวเต็มจานและมีกับข้าวมากมาย ในยามที่ร่างกายมีความอ่อนล้า ระบบย่อยอาหารก็จะทำงานช้าลงตามไปด้วย การฝืนรับประทานอาหารมื้อใหญ่ จะกลายเป็นการสร้างภาระให้กระเพาะอาหาร และลำไส้ต้องทำงานหนักจนเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการอึดอัด แน่นท้อง และพาลจะทำให้เบื่ออาหารในมื้อถัดไป ดังนั้น แนวคิดใหม่ที่นุ่มนวลกว่าคือ “การเปลี่ยนมาใช้วิธีทานมื้อเล็กๆ” แต่บ่อยครั้งขึ้น อาจจะแบ่งเป็นวันละห้าถึงหกมื้อ โดยไม่ต้องไปกำหนดกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องกินเวลาไหน หรือต้องกินให้หมดจาน นึกอยากทานตอนไหน มีความรู้สึกว่าลิ้นเริ่มอยากสัมผัสรสชาติเมื่อใด ก็หยิบยกของอร่อยคำเล็กๆ มาทานได้ทันที อาหารในช่วงของยุคนี้ จึงควรจะเป็นอาหารที่มีความหนาแน่นของพลังงานและโปรตีนสูงแต่มีปริมาณน้อย เพื่อให้ร่างกายกลืนง่าย ย่อยง่าย และนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีโดยไม่เหนื่อย เช่น เมนูไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่มที่ผสมเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์บดละเอียดลงไปด้วย ซุปข้นจากฟักทองหรือมันฝรั่งที่เติมครีมสด เพื่อเพิ่มพลังงาน หรือข้าวต้ม, โจ๊กข้าวหอมมะลิที่เคี่ยวจนเหลวข้นละมุนลิ้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหาร เข้าไปพยุงกล้ามเนื้อทีละเล็กทีละน้อยตลอดทั้งวันครับ

นอกเหนือจากอาหารมื้อหลักแล้ว ในปัจจุบันยังมีนวัตกรรมที่ออกแบบมา เพื่อช่วยเหลือร่างกายในภาวะนี้โดยเฉพาะ นั่นคือ “อาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์” ซึ่งถูกปรุงแต่งมาให้มีสารอาหาร วิตามิน และโปรตีนคุณภาพสูง ครบตามที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้ำเพียงหนึ่งแก้ว อาหารเสริมประเภทนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนป่วยหนักที่อยู่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือชั้นดีเยี่ยมสำหรับผู้สูงวัย ที่รู้สึกว่าการเคี้ยวข้าวเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไปในบางวัน การจิบเครื่องดื่มสูตรครบถ้วน ที่มีรสชาติกลมกล่อม แช่เย็นชื่นใจทีละนิดในระหว่างวัน เปรียบเสมือนการเติมน้ำมันหล่อลื่นและส่งเสบียงตรงเข้าสู่กระแสเลือดและกล้ามเนื้อ โดยที่กระเพาะอาหารไม่ต้องทำงานหนัก และสิ่งที่วิเศษที่สุด ก็คือเราสามารถปล่อยวางเรื่องข้อห้ามทางโภชนาการ ที่เข้มงวดเกินไปออกไปได้บ้าง ในระยะนี้อาหารที่ดีที่สุดคือ “อาหารที่ผู้ทานมีความสุข”ที่ได้ทาน ถ้าวันไหนอยากทานขนมหวานโบราณที่เคยชอบ อยากจิบน้ำหวานชื่นใจ หรืออยากทานแกงจืดฝีมือลูกหลานเพียงไม่กี่คำ ก็สามารถทานได้เลย เพราะความสุขที่เกิดขึ้นในสมอง ยามที่ได้ลิ้มรสอาหารที่ชอบ จะหลั่งสารแห่งความสุขออกมาช่วยฟื้นฟูกำลังใจ และระบบการทำงานของร่างกายได้ดียิ่งกว่ายาบำรุงชนิดใดในโลกครับ