thansettakij
thansettakij
“อนุทิน 2”ได้เวลาเดิมพันประเทศ!

“อนุทิน 2”ได้เวลาเดิมพันประเทศ!

20 ก.พ. 2569 | 04:51 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.พ. 2569 | 07:02 น.

“อนุทิน 2”ได้เวลาเดิมพันประเทศ! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" ด้วยเสียงสนับสนุน 352 ที่นั่ง และสามารถคุมกระทรวงเศรษฐกิจเกรดเอที่สำคัญไว้ได้ทั้งหมด
  • ตลาดทุนและนักวิเคราะห์ขานรับในทิศทางบวกอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่า เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายที่ชัดเจนจะผลักดันดัชนีหุ้นไทย (SET) ให้มีโอกาสแตะระดับ 1,500 จุด
  • รัฐบาลมุ่งเน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเมกะโปรเจกต์ และมาตรการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก, นิคมอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง, พลังงาน และการเงิน

*** เมื่อพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยจำนวน ส.ส. มากถึง 193 ที่นั่ง ผนึกกำลังกับพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 58 ที่นั่ง และพรรคเล็กอื่นๆ จนได้เสียงสนับสนุนเบ็ดเสร็จถึง 352 เสียง นี่ไม่ใช่เพียงแค่การจัดตั้งรัฐบาลธรรมดา แต่คือ การกำเนิดของรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่ทรงพลังที่สุดในรอบหลายสิบปีของไทย
จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายอย่าง พรรคกล้าธรรม เข้ามาทำให้ภาพรวมทางการเมืองสมดุลอย่างพอดิบพอดี ส่งผลให้อำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรมที่มีอยู่ต้องลดน้อยลงจนเข้าสู่สภาวสมดุลและก้ำกึ่ง 

เมื่อจบปัญหาเรื่องของอำนาจและการต่อรองของ “พันธมิตรเฉพาะกาล” ที่มีทั้ง พรรคเพื่อไทย และ พรรคกล้าธรรม ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองสูง พอที่จะกวาดกระทรวงเกรดเอมาไว้ในมือได้แบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่กระทรวงกลาโหม, มหาดไทย, ต่างประเทศ, คลัง, พาณิชย์, พลังงาน, คมนาคม, เกษตรฯ ไปจนถึง กระทรวงอุตสาหกรรม การรวบตึงอำนาจบริหารจัดการทั้งการหาเงิน การใช้เงิน และ การอนุมัติโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ไว้ในทีมเดียวกัน

 

เป้าหมายไม่ใช่แค่การรักษาอำนาจ แต่เป็นการปั้นผลงานเพื่อลบภาพ “คนป่วยแห่งเอเชีย” รวมไปถึงการปูทางเพื่อครองใจประชาชนไปอีกยาวนานถึง 20 ปี 

และหากถามว่าฝั่งตลาดทุนรู้สึกอย่างไร...คำตอบเดียวที่ชัดเจนแบบไม่ต้องแปลคือ “คิดบวกสุดตัว” 

นักวิเคราะห์หลายสำนักที่เคยรอดูท่าที ต่างพากันปรับมุมมองเป็นบวกทันที โดยมองว่า หากรัฐบาลชุดนี้เดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามแผนและไม่มีปัจจัยลบนอกสภามาขวาง ดัชนี SET ที่เคยซึมเศร้ามานานมีสิทธิ์ทะยานแตะ 1,500 จุดได้ไม่ยาก...หลายค่ายถือว่าเป็นจังหวะ “Re-rating” ครั้งสำคัญของหุ้นไทยเลยทีเดียว

มุมมองจาก บล.กรุงศรี ประเมินว่า เสถียรภาพทางการเมืองที่นิ่งจะหนุนดัชนีปี 2569 ให้ขึ้นไปทดสอบระดับ 1,480–1,520 จุด ขณะที่ บล.กสิกรไทย มองว่า การที่พรรคแกนนำคุมกระทรวงเศรษฐกิจครบวงจร จะช่วยลดช่องว่างทางนโยบาย (Policy Gap) ทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแรงและตรงเป้ามากขึ้น ส่วน บล.หยวนต้า ก็มั่นใจว่าโมเมนตัมจะยิ่งชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่เริ่มเร่งเครื่อง

เมื่อทิศทางชัดเจนว่า “เงินต้องมา หุ้นต้องขึ้น” 

กลุ่มแรกที่ได้เฮก่อน คือ กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค นโยบายอย่าง “คนละครึ่งพลัส” และการลดค่าครองชีพผ่านกระทรวงการคลังและพาณิชย์ จะส่งเม็ดเงินถึงมือประชาชนรวดเร็วกว่างานก่อสร้างระยะยาว หุ้นเด่นที่น่าจับตาจึงหนีไม่พ้นพี่ใหญ่อย่าง CPALL, CPAXT, BJC, CRC รวมถึงหุ้นค้าปลีกท้องถิ่นอย่าง TNP และกลุ่มผู้ผลิตสินค้าจำเป็นอย่าง NEO, OSP, CBG, SAPPE, SNNP และ ICHI ที่จะได้รับประโยชน์จากกำลังซื้อที่ฟื้นคืนมา

ขยับมาที่หัวใจของการเติบโตในระยะยาวอย่าง กระทรวงมหาดไทยและ อุตสาหกรรม การเร่งผังเมือง ปลดล็อกขั้นตอนอนุมัติ และการเดินหน้าโครงการ “แลนด์บริดจ์” จะกลายเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) รอบใหม่ หุ้นนิคมอุตสาหกรรม อย่าง WHA และ AMATA จึงกลายเป็นธีมหลักที่ต้องมีติดพอร์ต เช่นเดียวกับหุ้นรับเหมาก่อสร้างอย่าง STECON และ CK ที่เตรียมเห็นยอดงานในมือ (Backlog) พุ่งทะลุสถิติเดิม

ทางด้านพลังงาน การคุมกระทรวงนี้หมายถึงการจัดระเบียบโครงสร้างราคาและไฟฟ้าใหม่ แม้ระยะสั้นอาจมีการกดดันค่าไฟเพื่อลดภาระประชาชน แต่ในระยะยาว จะเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการที่มีพอร์ตพลังงานหมุนเวียนชัดเจนอย่าง EA, GPSC, BCPG, BPP รวมถึง GULF ที่พร้อมที่สุดในการรับงานโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า และ Green Energy ตามเทรนด์โลก 

ไม่เพียงเท่านั้น การผนึกกำลังกับพรรคกล้าธรรม ดูแลกระทรวงเกษตรฯ จะช่วยให้รากเกษตรกรไทยแข็งแรงขึ้น ผ่านการพยุงราคาพืชผล และการบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบ ซึ่งจะส่งผลบวกทางอ้อมให้กลุ่มไฟแนนซ์รายย่อยอย่าง MTC, TIDLOR และ SAWAD เพราะเมื่อลูกหนี้ต่างจังหวัดมีรายได้มั่นคงขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้ก็สูงขึ้น ช่วยลดปัญหาหนี้เสีย (NPL) ที่เคยเป็นโจทย์หินให้คลี่คลายลง

สุดท้ายในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการท่องเที่ยว บล.หยวนต้า มองว่า หากรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติได้ราบรื่น กลุ่มการแพทย์อย่าง BDMS และ BH จะโดดเด่นจากการเป็น Medical Hub ทันที เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไหลเข้า รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติย่อมโตตามอย่างก้าวกระโดด 

โดยภาพรวม เจ๊เมาธ์มองว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังเดินเกม “ประชานิยมสมัยใหม่” ควบคู่ไปกับ “เมกะโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์” หากทำได้จริงตามฝัน ดัชนี 1,500 จุด อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ใครจะรู้...หากไม่ “ฝันหวาน” เกินไป GDP ไทยปี 2569 อาจสามารถขยับแตะระดับ 3% และไม่แน่ว่า “คนป่วยของเอเชีย” อาจฟื้นกลับมายืนได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ถ้าวันนั้นมาถึงจริง…นักลงทุนที่อ่านเกมขาด ก็คงเป็นฝ่ายยิ้มกว้างที่สุดในรอบหลายปีก็เป็นได้เจ้าค่ะ อิอิอิ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์