

KEY
POINTS
พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดบนเวทีการเมือง หลังคว้าชัยชนะการเลือกตั้ง ด้วยจำนวน ส.ส. สูงถึง 193 ที่นั่ง (แม้ยังไม่รับรองผลอย่างเป็นทางการ) มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
ทว่าด้วยจำนวนที่ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 500 ที่นั่ง ทำให้ภูมิใจไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องจับมือกับพรรคการเมืองอื่น เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และผลักดัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ อย่างเต็มภาคภูมิ
แน่นอนว่า การตั้งรัฐบาลผสมย่อมมาพร้อมการแบ่งปันทรัพยากร ทั้งเก้าอี้รัฐมนตรีและตำแหน่งกรรมาธิการ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นโยบายบางส่วนจะต้องถูกปรับ หรือ ประนีประนอมตามสมดุลของพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น “ใครจะได้ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย” จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นโจทย์สำคัญ ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเจ๊เมาธ์ขอหยิบมาชวนวิเคราะห์กันแบบไม่แรง แต่เน้นมุมตลาดทุน
ก่อนจะไปดูสูตรต่างๆ ขอปูพื้นด้วยข้อจำกัดสำคัญ ที่ทำให้ตัวเลือกในการตั้งรัฐบาลแคบลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้อแรก พรรคกล้าธรรม ถือเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่แทบจะ “ล็อกตัว” ด้วยจำนวน ส.ส. 58 ที่นั่ง และความสัมพันธ์ทางการเมืองที่เคยร่วมงานกันมา
ข้อสอง พรรคประชาชน ซึ่งได้ ส.ส. อันดับสอง 118 ที่นั่ง ประกาศชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาล และ ไม่ตั้งรัฐบาลแข่งกับภูมิใจไทย
ข้อสาม พรรคเพื่อไทย ที่มี ส.ส. มากถึง 74 ที่นั่ง หากดึงเข้าร่วม ย่อมต้องแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีและอำนาจเชิงนโยบายในสัดส่วนสูง
และ ข้อสี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี 22 ที่นั่ง เคยส่งสัญญาณไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรมอยู่ด้วย ทำให้สูตรนี้มีเงื่อนไขพิเศษตามมา
จากนั้น ลองมาดู สูตรการจัดตั้งรัฐบาล และผลต่อเศรษฐกิจ–ตลาดหุ้นกันทีละแบบ
สูตรที่ 1 : ภูมิใจไทย + กล้าธรรม + เพื่อไทย
สูตรนี้ให้ภาพรัฐบาลขนาดใหญ่ ฐานเสียงกว้าง และนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกันชัดเจน คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มกำลังซื้อ และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตรและแรงงาน
ในมุมตลาดหุ้น กลุ่มที่ได้ประโยชน์ตรงตัว ได้แก่ หุ้นค้าปลีกและบริโภคในประเทศ เช่น CPALL, BJC, CRC รวมถึงกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ KBANK, BBL, SCB, KTB, TTB จากการหมุนของเงินและการปล่อยสินเชื่อ ส่วนกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างอย่าง STECON, CK, SCC ก็มีโอกาสกลับมาอยู่ในเรดาร์ หากการลงทุนภาครัฐเดินหน้าเต็มที่
อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังต้องจับตาเรื่อง วินัยการคลัง เพราะมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ แม้ดีในระยะสั้น แต่ต้องแลกกับภาระระยะยาว
สูตรที่ 2 : ภูมิใจไทย + กล้าธรรม + ประชาธิปัตย์
สูตรนี้ให้ภาพรัฐบาลที่เน้นความรอบคอบมากขึ้น นโยบายของประชาธิปัตย์ให้น้ำหนักกับภาคเกษตร การประกันรายได้ และการใช้งบอย่างระมัดระวัง เมื่อรวมกับแนวทางของภูมิใจไทย ภาพรวมจึงออกมาในโทน “ค่อยเป็นค่อยไป แต่เน้นเสถียรภาพ”
กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ เกษตรและอาหาร เช่น STA, NER, CPF รวมถึงหุ้นท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภูมิภาคอย่าง AOT, AAV, ERW ขณะที่กลุ่มธนาคารยังได้ประโยชน์เชิงคุณภาพจากความเสี่ยงหนี้ที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม สูตรนี้อาจมีข้อจำกัดจากจุดยืนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ต้องการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับบทบาททางการเมืองในตำแหน่งอื่นแทน
สูตรที่ 3 : ภูมิใจไทย + กล้าธรรม + พรรคเล็ก และ ส.ส. ย้ายค่าย
สูตรนี้อาจไม่หวือหวาเชิงนโยบายใหญ่ แต่มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นและการต่อรองเชิงพื้นที่ โครงการที่ผลักดันได้จริงมักเป็นระดับจังหวัดหรือชุมชน
ผลต่อหุ้นจึงออกมาแบบกระจายตัว กลุ่มก่อสร้างขนาดกลาง วัสดุท้องถิ่น โลจิสติกส์ และ สาธารณูปโภคในภูมิภาค อาจได้อานิสงส์เป็นจุดๆ ขณะที่ตลาดโดยรวมอาจตอบรับไม่แรงนัก เพราะความไม่แน่นอนด้านเสถียรภาพเสียงในสภา
อย่างไรก็ดี จุดที่ตลาดให้ความสำคัญไม่น้อย คือ การที่พรรคภูมิใจไทยประกาศจะดูแลเศรษฐกิจด้วยตัวเอง โดยวาง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกฯ และ รมว.คลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ พร้อมนโยบายเศรษฐกิจอย่าง คนละครึ่งพลัส เฟส 2, เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส, การเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs, กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และการดึงการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจากต่างประเทศ ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 3% ภายใน 4 ปี
จากภาพนี้ กลุ่มหุ้นที่คาดว่า จะได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่ CPALL, CPAXT, BJC, CBG, CP, CENTEL, ERW, กลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, SCB, KTB, กลุ่มการเงิน SAWAD, MTC, กลุ่มพลังงาน–ก่อสร้าง CK, STEC, AMATA, WHA, EA, BCPG และกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง TRUE, ADVANC, BE8
ก็เอาเป็นว่า อีกไม่นานเราคงได้เห็นชัดว่า รัฐบาลใหม่จะออกมาในสูตรไหน และใครจะได้ร่วมวงบ้าง ถึงวันนั้น…เจ๊เมาธ์จะกลับมาสรุปให้ชัดอีกครั้งเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์