

KEY
POINTS
*** ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเลือกตั้ง 2569 ที่ พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สปอตไลท์ไม่ได้ส่องไปที่ตัวนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว เพราะหลังพรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้งประกาศว่า จะรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจ การทหาร และ การต่างประเทศ ภายหลังชนะการเลือกตั้ง ทำให้การขับเคลื่อนประเทศด้วยมืออาชีพที่ประกอบด้วย อนุทิน สีหศักดิ์ เอกนิติ และ ศุภจี ซึ่งเวลานี้ถูกจับตามองในฐานะ “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ต้องแบกความหวังในการฟื้นประเทศไทยเอาไว้เต็มตัว
โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก...โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดสื่อเศรษฐกิจระดับโลก อย่าง The Financial Times ถึงกับขนานนามไทยว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ท่ามกลางสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนพุ่งใกล้ 90% ของ GDP และความไม่แน่นอนทางการเมือง
แม้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะรายงานว่า GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่ากรอบเดิมที่ 2.0–2.2% แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า “ดรีมทีม” จะแบ่งบทบาทและกำหนดเป้าหมายการทำงานอย่างไรให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
เริ่มจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในบทบาท “The Decider” ผู้กุมบังเหียนภาพรวมความมั่นคงและเศรษฐกิจ ในฐานะหัวหน้าพรรคและแกนนำรัฐบาล ที่ประกาศดูแล “กระทรวงความมั่นคงและเศรษฐกิจทั้งระบบ” ทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลาง เชื่อมมิติความมั่นคงเข้ากับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เป้าหมายหลักคือ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ภายใต้แนวคิด “การเมืองนิ่ง-นโยบายไหลลื่น” พร้อมลดอุปสรรคทางกฎหมาย เปิดทางให้เงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ไหลเข้าไทยได้รวดเร็วขึ้น ตามสไตล์ “พูดแล้วทำ”
ถัดมาคือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ในบทบาท “The Diplomat” ขุนพลด้านการต่างประเทศ ที่จะยกระดับการทูตเชิงเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “Ally to All” หรือเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ เพื่อพาไทยกลับเข้าสู่เรดาร์เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรี เร่งปิดดีล FTA ที่ค้างคา สร้าง “รั้ว 3 ชั้น” คุ้มครองผลประโยชน์ของชาติ และผลักดันให้ไทยเป็น Heart of Asia หรือพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับการลงทุน ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
คนที่สาม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในบทบาท “The Strategist” จะเข้ามาคุมวินัยการคลังและกระตุ้นการลงทุน วางโครงสร้างการเงินการคลังที่ยั่งยืน หลีกเลี่ยงประชานิยมที่ใช้เงินเกินตัว แต่เน้นนโยบาย “ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก” ตั้งเป้าดัน GDP ปี 2569 ให้โตระดับ 3% Plus ผ่านกลไก BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเงินลงทุนที่ค้างท่อกว่า 4.8 แสนล้านบาท ให้ไหลสู่กลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve
ปิดท้ายด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในบทบาท “The Marketer” ผู้บริหารหญิงแกร่งจากภาคเอกชน ที่จะเข้ามาดูแลด้านพาณิชย์ อุตสาหกรรม และ การท่องเที่ยว นำแนวคิดธุรกิจระดับโลกมาปรับใช้กับภาครัฐ ผสานการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์และเกษตรฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย พร้อมรุกตลาดส่งออกใหม่ ๆ และใช้ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารแบรนด์ ผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็น “สินค้าพรีเมียม” ในสายตาชาวโลก
คำถามคือ จะทำได้จริงหรือไม่...
ในมุมของเจ๊เมาธ์ คำถามนี้คือ ความท้าทายว่าเป็น “ของจริง” หรือเป็นเพียง “เทคนิคการขาย”
ประเด็นแรก หากมองให้ลึก จะเห็นว่า นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ “คลัง–พาณิชย์–ต่างประเทศ” เดินไปในทิศทางเดียวกัน เกิด Synergy ที่ทำให้การใช้งบประมาณสอดคล้องกับการกระตุ้นภาคการค้า และ การท่องเที่ยว
ประเด็นที่สอง Fund Flow เริ่มไหลกลับเข้าไทยช่วงต้นปี 2569 แม้ยังไม่สะท้อนความเชื่อมั่นเต็มร้อย แต่การดึงมืออาชีพอย่างศุภจี และ ดร.เอกนิติ เข้ามา ก็ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนต่างชาติและตลาดหุ้นได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะต่อการเบิกจ่ายงบประมาณซึ่งเป็น “น้ำเลี้ยง” หลักของเศรษฐกิจ
ส่วนคำตอบสุดท้ายว่าจะสำเร็จหรือไม่…คงยังเร็วเกินไปจะฟันธง
แต่หากพิจารณาองค์ประกอบของทีม ก็ต้องยอมรับว่า นี่อาจเป็นจังหวะที่มีโอกาสมากที่สุดในรอบหลายปี เพราะมีทั้งคนคุมเงิน (คลัง) คนหาเงิน (พาณิชย์) และ คนเชื่อมโลก (ต่างประเทศ) หากการเมืองภายในไม่สะดุดเสียก่อน การพาไทยพ้นภาพ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
เจ๊เมาธ์ขอย้ำอีกครั้งว่า...นาทีนี้ต้องให้กำลังใจคนทำงาน
ถ้าคนไทยไม่ช่วยกัน…ก็คงไม่มีใครมาช่วยเราอีกแล้วเจ้าค่ะ
คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์