บทสรุปธนาคารไทย ไม่ตาย...แค่คางเหลือง!

22 ม.ค. 2569 | 23:00 น.

บทสรุปธนาคารไทย ไม่ตาย...แค่คางเหลือง! : คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • ผลประกอบการกลุ่มธนาคารไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิรวม 5.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 6.4% จากปีก่อน และลดลง 23% จากไตรมาสก่อนหน้า
  • ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อกำไรคือภาวะ "ดอกเบี้ยขาลง" ซึ่งเป็นผลมาจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของไทย
  • ภาวะดอกเบี้ยขาลงส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) แคบลง ประกอบกับสินเชื่อเติบโตชะลอตัว และความเสี่ยงหนี้เสีย (NPLs) ที่สูงขึ้น

*** หลังจากที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ได้แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 4/68 พบว่า ทั้งกลุ่มมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 56,003 ล้านบาท ปรับลดลง 6.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 59,834 ล้านบาท และลดลง 23.0% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 72,697 ล้านบาท ซึ่งแต่ละธนาคารมีผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/68 ดังนี้

• BBL มีกำไรสุทธิ 7.76 พันล้านบาท ลดลง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 44% จากไตรมาสที่ผ่านมา

• SCB มีกำไรสุทธิ 10,144 ล้านบาท ลดลง 13.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลง 15.9% จากไตรมาสจากไตรมาสที่ผ่านมา

• KBANK มีกำไรสุทธิ 1.0 หมื่นล้านบาท แม้จะเพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 21% จากไตรมาสที่ผ่านมา

• KTB มีกำไรสุทธิ 10,773 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และลดลง 26.3% จากไตรมาสก่อน

• TTB มีกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 1.1% จากไตรมาสที่ผ่านมา

• TISCO มีกำไรสุทธิ 1,642 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 5.1% จากไตรมาสที่ผ่านมา

• KKP มีกำไรสุทธิ 1,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสที่ผ่านมา

• CIMBT มีกำไรสุทธิ 427 ล้านบาท ลดลง 55.6% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน และลดลง 47.8% จากไตรมาสก่อน

จากตัวเลขทางสถิติยังพบว่า KTB เป็นธนาคารมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/68 มากที่สุดกลุ่มธนาคาร ขณะที่ทาง CIMBT กลายเป็นธนาคารมีกำไรสุทธิน้อยที่สุดในไตรมาสนี้ ขณะที่ทาง KBANK กลายเป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดในปี 2568 มากที่สุดในกลุ่มธนาคาร ซึ่งแม้จะลดลง 0.1% จากงวดเดียวกันปีก่อน แต่ก็มีกำไรทั้งปีอยู่ถึง 49,565 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานของธนาคารที่ออกมาโดยรวม ทำให้เห็นชัดเจนว่าธนาคาร คือ กลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบทางตรงด้านลบจาก “ดอกเบี้ยขาลง” อย่างหนัก...ชนิดที่ถึงแม้ว่าคิดที่จะอยากหนีไปอย่างไรก็หนีไม่พ้น 

ทั้งนี้กระแสดอกเบี้ยขาลงเริ่มชัดเจนขึ้น ภายหลังจากที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถชนะการเลือกตั้ง และได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง นอกจากนโยบาย America First ซึ่งถูกผลักดันออกมาจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างต่อเนื่อง ก็ยังมีเรื่องของการกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องลดดอกเบี้ย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ในปี 2568 ที่ผ่านมาเฟดได้ประกาศลดดอกเบี้ยลงทั้งหมดรวม 3 ครั้ง จนดอกเบี้ยสหรัฐฯ ลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 3.50–3.75% 

ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยของเฟดนี้ ก็ได้สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ จนส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยตามลงมาด้วย...นัยว่าต้องการช่วยเหลือในการลดความต่างของอัตราดอกเบี้ย เพื่อช่วยลดการไหลออกของเงินทุน โดยที่ในปี 2568 มีการลดดอกเบี้ยรวมทั้งหมด 4 ครั้ง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดจาก 2.25% ในปี 2567 ลดลงมาเหลือ 1.25% ในปัจจุบัน

ว่าแต่ทำไมธนาคาร จึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลงมากที่สุด...

อย่างแรก การที่ธนาคารมีรายได้หลักมาจากการนำเงินฝาก ไปปล่อยกู้ (ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก) เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลดลง ธนาคารจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและลงทุน แต่ธนาคารก็ต้องลดดอกเบี้ยเงินฝากตามไปด้วย ทำให้ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากแคบลง ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin : NIM) หรือกำไรส่วนนี้ลดลงตามไปด้วย

อย่างที่สอง ปัญหาการเติบโตของสินเชื่อชะลอตัว ซึ่งแม้ดอกเบี้ยต่ำจะจูงใจให้กู้ แต่หากเศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี ความต้องการสินเชื่อ (โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจและรายย่อย) ก็อาจไม่เพิ่มขึ้นตามที่คาด ทำให้ปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ไม่มากพอที่จะชดเชยส่วนต่าง NIM ที่ลดลงได้ 

อย่างที่สาม ความเสี่ยงด้านหนี้เสีย (NPLs) ทั้งนี้ในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ลูกหนี้อาจมีกำลังซื้อลดลง และแบกรับภาระหนี้ได้ยากขึ้น แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ แต่หนี้เสียในกลุ่มลูกค้าเปราะบาง (SME, รายย่อย) ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้การธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้เสียที่สูงขึ้น จนกดดันกำไรของธนาคารโดยตรง 

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ เนื่องจากกังวลต่อปัญหาหนี้เสีย จนทำให้เกิดปัญหาภาวะสภาพคล่อง (Liquidity) และปัญหาสภาพคล่องที่ว่านี้ ก็ส่งผลให้เกิดภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นปัญหา “งูกินหาง” อย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับเจ๊เมาธ์แล้วถึงตอนนี้ยังหาทางออกไม่เห็น...คงได้แต่ฝากความหวังว่า ในการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ดีสำหรับประเทศไทยและเศรษฐกิจไทย 

ภาวนาว่าอย่าให้เกิดอุบัติเหตุตามนิทานเรื่อง “กบเลือกนาย” จนสร้างความเสียหายต่อประเทศและประชาชนส่วนใหญ่เลยเจ้าค่ะ

คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย...เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์