

KEY
POINTS
รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต้องมีเสถียรภาพและเสียงสนับสนุนเพียงพอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังนายกรัฐมนตรีที่สามารถประสานประโยชน์ทุกฝ่ายและเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วนใน 3 เดือนแรกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนต่างประเทศกลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งหลังผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งครั้งสำคัญนี้
“คุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะต้องเป็นผู้ที่สามารถทำหน้าที่ในการสานประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีความแตกต่างทางความคิดและแยกกันเป็นขั้วอย่างชัดเจน การที่แต่ละฝ่ายมีจุดยืนที่แตกต่างกัน บางส่วนอาจจะไปด้วยกันได้ แต่บางส่วนกลับอยู่คนละขั้วอย่างสิ้นเชิง
ทำให้นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเป็นผู้ที่หาจุดร่วมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เหล่านั้นให้ได้ นอกเหนือจากการประสานประโยชน์ระหว่างขั้วการเมืองที่อาจมีความเห็นไม่สอดคล้องกันแล้ว นายกรัฐมนตรียังต้องมีบทบาทสำคัญในการสานประโยชน์ระหว่างมิติด้านการเมืองกับประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญด้วย”
ผู้นำประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องมองเห็นผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเทศไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องมีผู้นำที่สามารถเข้ามาจัดการและแก้ไขปัญหาที่ยังคงติดขัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความสัมพันธ์และปัญหาที่ค้างคากับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาสำคัญอย่างสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวและถดถอย ตลอดจนปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้นำจะต้องมองเห็นและตระหนักถึงปัญหาประเภทนี้ด้วย
จากการสังเกตการณ์การเมืองที่ผ่านมา รัฐบาลมักประสบกับปัญหาเรื่องของ “การขาดเสถียรภาพ” ส่งผลให้สิ่งที่ต้องการเห็นในรัฐบาลชุดใหม่คือ “รัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสนับสนุนที่พอสมควร” เนื่องจากการมีเสียงสนับสนุนที่ก้ำกึ่งหรือมีจำนวนน้อยเกินไป จะทำให้เกิดความกังวลและต้องคอยลุ้นอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ทำให้ความมั่นคงของฝ่ายบริหารดูลดน้อยลง และกลายเป็น “อุปสรรค” สำคัญในการดำเนินโครงการหรือนโยบายในระยะยาวที่ทำได้ยากลำบาก รัฐบาลชุดใหม่จึงควรมีเสียงที่มากพอเพื่อให้การทำงานและการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ โดยไม่มีอุปสรรคทางการเมืองเข้ามาขัดขวางในระหว่างที่กำลังดำเนินนโยบาย เสถียรภาพของรัฐบาลจึงเป็นปัจจัยหลักที่ภาคส่วนต่างๆ อยากจะเห็นมากที่สุด
นอกเหนือจากเสถียรภาพแล้ว องค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนคณะรัฐมนตรีในฐานะตัวแทนรัฐบาลควรเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถอย่างแท้จริง บุคคลเหล่านี้จะต้องเข้ามาช่วยนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นมิติด้านเศรษฐกิจ ปัญหาระหว่างประเทศ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่เป็นฐานรากของประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมและภาคส่วนอื่นๆ รัฐบาลจึงต้องการผู้ที่มีฝีมือเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ
สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการหลังจากเข้ารับตำแหน่ง ลำดับแรก คือ “การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ” เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนโดยทั่วไป
ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากจนเกินไป และสามารถใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายรูปแบบเข้ามาจัดการได้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เร็ว จะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน รวมถึงเป็นผลดีต่อประเทศในระยะสั้นด้วย
“การปล่อยให้ปัญหาเศรษฐกิจยืดเยื้อจะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังจะทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการลงทุน โดยนักลงทุนอาจตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน ดังนั้นการได้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่มีความสามารถเข้ามาจัดการปัญหาในช่วงแรก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยไม่ให้สถานการณ์เศรษฐกิจถดถอยไปมากกว่านี้”