

KEY
POINTS
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,173 ระหว่างวันที่ 41-75 ก.พ. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** ตัวเลขคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) ของไทยปี 2569 ที่ธนาคารโลกประเมินไว้เพียง 1.6% ไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง” ว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภายนอก และ ภายในประเทศพร้อมกัน
“ภายนอก” คือ ภาวะการค้าโลกที่ผันผวน สงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางนโยบายของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ “ภายใน” คือหนี้ครัวเรือนเกือบ 90% ต่อ GDP หนี้สาธารณะใกล้ 70% ปัญหาคอร์รัปชันที่ถูกจัดอันดับต่ำลง และความเชื่อมั่นที่สึกกร่อน
คำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” ที่ต่างชาติเริ่มใช้เรียกไทย ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรม แต่สะท้อนภาพการเติบโตที่ต่ำสุดในภูมิภาค ขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลง และความไม่แน่นอนทางนโยบาย โจทย์ของ “รัฐบาลใหม่” จึงไม่ได้มีแค่การจัดตั้งให้สำเร็จ แต่ต้อง “จัดการความเชื่อมั่น” ให้กลับมาโดยเร็ว
*** ภาคเอกชนไทยออกมาส่งสัญญาณตรงกันว่า “90 วันแรก” สำคัญที่สุด เพราะเป็นช่วงกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ สิ่งที่ต้องเห็นทันทีคือ ผ่านงบประมาณปี 2570 ให้ทันเวลา, สื่อสารทิศทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ไม่เปลี่ยนนโยบายรายสัปดาห์, ดูแลปัญหาปากท้องประชาชน และ SMEs แบบ “ตรงจุด ไม่หว่านเงิน” , เร่ง 3 เครื่องยนต์หลักทั่ง ท่องเที่ยว ส่งออก การลงทุน, ควบคุมวินัยการคลัง ไม่สร้างภาระระยะยาวเกินความสามารถประเทศ เพราะความล่าช้าทางการเมือง เพียง 0.3-0.5% ของ GDP อาจหมายถึงความเสียหายระดับ 5-9 หมื่นล้านบาท และที่เสียหนักกว่า คือ ต้นทุนความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายเท่า
*** “ภาคธุรกิจ” ไม่ได้ต้องการผู้นำที่เก่งคนเดียว แต่ต้องการ “ทีมเศรษฐกิจที่พูดภาษาเดียวกัน” ไม่ทำงานแบบไซโลแยกกระทรวง รัฐมนตรีคลังไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองอาวุโส แต่ต้องคุมงบประมาณได้ เจรจากับธนาคารแห่งประเทศไทย ตลาดทุน และ นักลงทุนต่างชาติได้ และกล้าพูดความจริงเรื่องวินัยการคลัง เพราะการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียว อาจช่วยระยะสั้น แต่ทำลายเสถียรภาพระยะยาว
*** ขณะที่ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ได้ออกมาเตือนว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งรับมืออย่างน้อย 5 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย 1.ปากท้องประชาชนและหนี้ครัวเรือน 2.การเจรจาการค้ากับสหรัฐ และการเร่งปิดดีล FTA ใหม่ 3.ภัยพิบัติ-ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่กระทบฐานราก 4.คอร์รัปชัน สแกมเมอร์ ทุนเทา ซึ่งกัดกินความเชื่อมั่น 5.ภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ผันผวนเกินคาดโดยเฉพาะประเด็น “คอร์รัปชัน” ที่ทำให้ไทยร่วงไปอยู่อันดับ 116 ของโลก ดัชนีความทนทานต่อคอร์รัปชันลดฮวบ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และ มาเลเซีย ขยับแซงหน้า หากรัฐบาลใหม่ไม่ประกาศวาระแห่งชาติปราบคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ภาพลักษณ์ “Safe Zone” สำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจะยิ่งเลือนลาง
*** แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้ออกมาเสนอแนวคิด “Quick Big Win” ที่เห็นผลจริง ลดอุปสรรค เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ยกระดับผลิตภาพคน ส่งเสริมนวัตกรรม ดันเข้าสู่ตลาดทุน และสร้าง “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน) หรือ PPP เชิงยุทธศาสตร์ หัวใจคือ ทำให้มาตรการ “ถึงมือจริง” ไม่ค้างอยู่ในระบบราชการ เพราะเศรษฐกิจฐานรากที่อ่อนแรง คือจุดเปราะบางที่สุดของประเทศ
*** วันนี้คำถามไม่ใช่ว่า พรรคใดจะเป็นแกนนำ แต่คือ รัฐบาลชุดใหม่จะนิ่งพอสร้างเสถียรภาพ “เร็วพอ” จัดการวิกฤต และ “น่าเชื่อถือพอ” ดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่ ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดจังหวะ ขาดเอกภาพ และ ขาดความเด็ดขาดในหลายช่วงเวลา ทุกวันที่การเมืองชะงัก คือวันที่โอกาสไหลออกจากประเทศ ทุกวันที่นโยบายไม่ชัด คือวันที่นักลงทุนชะลอการตัดสินใจ รัฐบาลใหม่จึงไม่ได้แบกรับแค่ภารกิจบริหารประเทศ แต่กำลังแบก “ศรัทธาเศรษฐกิจไทย” ทั้งระบบไว้บนบ่า จะพาประเทศพ้นคำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” ได้หรือไม่ อยู่ที่ความกล้าตัดสินใจ มากกว่าคำสัญญาบนเวทีปราศรัย...