
เพื่อไทยไม่เข็ด “จำนำข้าว” ฟื้นศักดิ์ศรีชาวนาหรือการเมือง?
คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา โดย...บากบั่น บุญเลิศ
สะดุ้งสุดตัวกันยกแผง เมื่อ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส.ส.จังหวัดน่าน ที่ควงแขน นายนพ ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา, นายจิรทัศ ไกรเดชา ส.ส.พระนครศรีอยุธยา, น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส. กทม., น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรค ลงพื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครอยุธยา เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวนาที่ขายข้าวได้เพียงตันละ 2,300 บาท ทั้งที่โดยทั่วไปได้ราคา 5,000-6,000-7,000 บาท/ตัน
ก่อนที่จะประกาศว่า “โครงการประกันรายได้ไม่ส่งเสริมการลดต้นทุน ไม่ส่งเสริมการผลิต และไม่ส่งเสริมการตลาด เป็นเพียงการชดเชยส่วนต่าง ซึ่งแตกต่างกับโครงการรับจำนำข้าว ที่เป็นการเข้าจัดการกลไกราคาตลาด ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น ชาวนาขายข้าวได้มากขึ้น”
“เราจะนำสิ่งที่ได้รับฟังไปพัฒนาเป็นนโยบายแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวนาไทยอยู่ดีกินดี มีชีวิตที่ดีกว่าวันนี้ พรรคเพื่อไทย จะฟื้นศักดิ์ศรีให้ชาวนาไทยกลับมายืนตรง มองฟ้าได้อย่างองอาจอีกครั้ง” นพ.ชลน่าน ประกาศ
หลายคนตั้งคำถามว่า โครงการจำนำข้าวในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เกิดความเสียหายและทุจริตกันก้อนโตกว่า 8.5-9 แสนล้านบาท จะหวนกลับมาอีกครั้งหรือไม่
เราได้เรียนรู้อะไรจากโครงการรับจำนำข้าว 5 ฤดูกาล มีการรับจำนำข้าวเปลือก 54.35 ล้านตัน มีค่าใช้จ่ายรวม 9.85 แสนล้าน เป็นเงินซื้อข้าว 8.57 แสนล้านบาท เงินที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเงินนอกงบประมาณที่กู้จากสถาบันการเงินของรัฐ โดยรัฐบาลไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา เมื่อสิ้นเดือนเมษายน 2557 โครงการมีการขาดทุนทางการคลังสูงถึง 5.39 แสนล้านบาท หรือเกือบ 53% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด
แต่ถ้าหากรัฐบาลต้องใช้เวลาอีก 5-10 ปี ในการระบายข้าวในสต๊อก 17.8 ล้านตันออกไป คาดว่าภาระขาดทุนที่รัฐจะแบกรับจากการรับจำนำเพื่อชี้นำราคาจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นราว 6.78 แสนล้านบาท และ 9.10 แสนล้านบาท ตามลำดับ
แน่นอนว่า ตัวเลขขาดทุนจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก เพราะรายงานผลการตรวจสต๊อกข้าวเมื่อกลางตุลาคม 2557 พบว่า มีข้าวที่ผ่านมาตรฐานเพียง 2.36 ล้านตัน ในจำนวนนี้ปรากฏว่ามีข้าวหายไปถึง 1.2 แสนตัน แถมข้าวในสต๊อกกว่าร้อยละ 85 กลับมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งในการคำนวณเบื้องต้นพบว่า ผลขาดทุนจะเพิ่มเป็น 6.6 แสนล้านบาท....นี่คือผลผลิตจากการดำเนินนโยบายการรับจำนำข้าว
เพราะอะไรนะหรือครับ เพราะต้นตอของการขาดทุนจำนวนมหาศาลเกิดจากการรับจำนำในราคาสูง แต่ขายข้าวในราคาต่ำ เพื่อมิให้ผู้บริโภคซื้อข้าวราคาแพง แถมเกิดการทุจริตมโหฬารจากการที่รัฐบาลขายข้าวให้บริษัทของพรรคพวกในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดมาก....เมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศจะนำนโยบายการรับจำนำข้าวขึ้นทดแทนโครงการประกันรายได้ จึงเกิดคำถามว่า ประเทศนี้จะเดินหน้าโครงการดูแลพืชผลทางการเกษตรที่ครอบคลุมเกษตรกรจำนวนมหาศาลราว 4-8 ล้านครัวเรือกันอย่างไร
ผมขอพามาดูผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การทุจริตกรณีศึกษา โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด” ของทีดีอาร์ไอ ที่มี นิพนธ์ พัวพงศกร กัมพล ปั้นตะกั่วกันต่อไปในเรื่องนี้เป็นตอนที่ 2 นะครับ...มาดูกัน
สาระสําคัญของโครงการรับจํานําข้าว โครงการรับจํานําสินค้าเกษตรเป็นหนึ่งในมาตรการแทรกแซงตลาดสินค้าเกษตรของรัฐบาลชุดต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ไปจากเดิม โครงการจํานําข้าวเกิดขึ้นครั้งแรก ในช่วงปี 2525 วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ การจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ชาวนาชะลอการขายข้าวเปลือก นาปีในตอนต้นฤดู ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาข้าวตกต่ำ
หลังจากนั้นเกษตรจึงมาไถ่ถอนนําผลผลิตไปขายในตลาด รัฐบาลกําหนดราคารับจํานําต่ำกว่าราคาตลาด คือร้อยละ 80-90 ของราคาตลาด และรับจํานํา ในปริมาณที่จํากัด แม้จะมีการเพิ่มราคาเป้าหมายของการรับจํานําในเวลาต่อมา แต่ราคายังไม่สูงเกิน กว่าระดับราคาตลาด
จนกระทั่งในปี 2543 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายปรับราคา รับจํานําโดยขยับราคารับจํานําสูงขึ้นเท่ากับราคาตลาด ต่อมาในปี 2546 ได้ยกระดับราคารับจํานําให้ สูงกว่าราคาตลาดเป็นครั้งแรก โดยให้ราคาสูงกว่าตลาดร้อยละ 35-43 ตามชนิดข้าว แต่รัฐบาลยังคงใช้ชื่อ “โครงการรับจํานําข้าว” ทั้งๆ ที่โครงการนี้เป็นการรับซื้อข้าวในราคาขั้นต่ำที่สูงกว่าตลาด (price Support policy) อีกทั้งรัฐบาลยังเพิ่มวงเงินต่อรายจากเดิมที่ไม่เกิน 1 แสนบาท เป็น 3.5 แสนบาท และเพิ่มปริมาณรับจํานําจากเดิม 2.5 ล้านตัน เป็น 9 ล้านตัน
การที่ราคารับจํานําสูงกว่าราคาตลาด ทําให้เกษตรกรไม่สนใจมาไถ่ถอนคืน จึงมีข้าวหลุดจํานําตกเป็นของรัฐเป็นจํานวนมาก กลายเป็นภาระ ของรัฐในการระบายข้าว และจะก่อให้เกิดปัญหาทุจริตอย่างกว้างขวาง
นโยบายรับจํานําข้าว “ทุกเม็ด” ในราคา 15,000 บาท เป็นหนึ่งในนโยบายสําคัญของการหา เสียงที่ช่วยให้พรรคเพื่อไทย และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาเล่นการเมืองไม่ถึงหนึ่งเดือน ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น นอกจากถ้อยคําหาเสียงที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายกว่าโปสเตอร์หาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ นโยบายรับจํานําในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดถึง 50% ยังโดนใจชาวนาทั่ว ประเทศว่า ตนคงก้าวพ้นจากความจนได้
วัตถุประสงค์ของโครงการรับจํานําข้าว
(1) เพื่อยกระดับรายได้ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นของชาวนา
(2) เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และความมีเสถียรภาพ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศด้วยการขยายตัวของการบริโภคภายใน เพราะเมื่อชาวนามีรายได้สูงขึ้นก็จะจับจ่ายมากขึ้น มี เงินหมุนเวียนภายในประเทศมากขึ้น
(3) เพื่อดึงอุปทานข้าวเข้ามาอยู่ในความควบคุม ทําให้สามารถ สร้างเสถียรภาพของราคาข้าวได้
(4) เพื่อยกระดับราคาข้าวไทยให้สูงขึ้นทั้งระบบ เนื่องจากข้าวไทย เป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ จึงควรจะขายได้ราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศผู้ ส่งออกรายอื่น
จะเห็นว่าวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ มี 2 ประการ คือ
(ก) วัตถุประสงค์ด้านการเมือง คือ รัฐบาลต้องการได้เสียงสนับสนุนจากชาวนา ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ที่สุด
และ (ข) รัฐบาลต้องการผูกขาดตลาดข้าว โดยเฉพาะการซื้อข้าวเปลือกจากชาวนา และจํากัดปริมาณการ ส่งออกข้าวเพื่อยกระดับราคาส่งออก
ผู้วิจัยจะวิเคราะห์ปัญหาพื้นฐานของวัตถุประสงค์ทั้งสองข้อนี้ว่า เป็นต้นตอของนโยบายที่ล้มเหลวในบทสุดท้าย นอกจากนั้นนักวิจัยจะบรรยายปัญหาความล้มเหลว ของการบริหารจัดการนโยบายที่ปล่อยให้เกิดการทุจริตอย่างกว้างขวาง มิหนําซ้ำรัฐบาลอาจมีส่วนรู้ เห็นเป็นใจปล่อยให้พรรคพวกทุจริตในการระบายข้าว
โครงการรับจํานําข้าวทุกเม็ดในราคาที่สูงลิบเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายอย่างมโหฬาร ผู้วิจัยคาดว่ารัฐบาลคงไม่เคยประมาณการภาระค่าใช้จ่าย รายรับ และสภาพคล่องของโครงการฯ ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นโครงการ หรือรัฐบาลอาจเชื่อว่าตนสามารถขายข้าวส่งออกได้ในราคาสูง ทําให้สามารถควบคุมภาระขาดทุนให้อยู่ในระดับต่ำได้
เพราะในระยะต้นของการดําเนินโครงการ (ปลายปี 2554) รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจะขายข้าวส่งออกในราคาอย่างน้อย เท่ากับต้นทุนการซื้อข้าวเปลือก (Cost plus) แต่ปรากฏว่า หลังจากที่มีการดําเนินนโยบาย “โครงการรับจํานําทุกเม็ด” เพียง 2 โครงการแรก ข้อจํากัดด้านการเงินทําให้รัฐบาลต้องปรับลดวงเงินรับจํานํามาเหลือไม่เกินรายละ 5 แสนบาท ในฤดูนาปี 2555/56 และลดลงเหลือ 3.5 แสนบาท ในฤดูนาปี 2556/57 ปริมาณและวงเงินที่ใช้ในการรับจํานําของแต่ละโครงการ
ก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติยึดอํานาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลสามารถดําเนินโครงการ รับจํานําข้าวได้ 5 รอบ (หรือ 5 โครงการ) โดยรัฐบาลมีค่าใช้จ่ายทั้งตัวเงินและข้าวสารรวม 8.57 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.4 ของงบประมาณรายจ่ายในปี 2555/56-2556/57 ปริมาณข้าวเปลือกที่รับซื้อ 5 โครงการ ราว 54.21 ล้านตัน หรือร้อยละ 52.2 ของผลผลิตข้าวเปลือกตลอดฤดูการผลิต
ผลการดําเนินงานโครงการจํานํามีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 1.778 ล้านราย โรงสี 826 ราย โกดัง 1,685 แห่ง ผู้ตรวจสอบคุณภาพ 20 บริษัท และใช้บุคคลากรใน หน่วยงานรัฐอีกเป็นจํานวนมาก อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการค้าภายใน กรมการค้า ต่างประเทศ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร องค์การคลังสินค้า องค์การตลาดเพื่อ เกษตรกร รวมทั้งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ






