
ทรัมป์เปิดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ ชูนโยบายลดภาษี-จ้างงานสร้างการเติบโตทดแทนรายได้
โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน โชว์นโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างงานให้ชาวอเมริกัน พร้อมเสนอแผนลดภาษี ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ของนโยบายดังกล่าว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งนิวยอร์ก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งประกอบไปด้วยการปรับลดภาษี ลดความยุ่งยากเชิงกฎหมาย และการใช้จ่ายใหม่ ที่คาดหมายว่าจะช่วยลดภาระภาษีของชาวอเมิกันได้ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และสร้างงานใหม่ได้ 25 ล้านตำแหน่ง
นายทรัมป์และทีมที่ปรึกษากล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจของตนจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากถึง 4% ต่อปี ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับดังกล่าว ประกอบกับรายได้ใหม่จากการค้า พลังงาน และการปฏิรูปกฎระเบียบ คาดว่าจะเข้ามาทดแทนรายได้ส่วนใหญ่ที่สูญเสียไปจากการลดภาษี ขณะที่ส่วนที่เหลือจะมาจากการปรับลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้า
ในด้านนโยบายภาษี นายทรัมป์เสนอแผนลดความซับซ้อนของข้อกำหนดการจัดเก็บภาษีจากการแบ่งรายได้เป็น 7 ระดับเหลือ 3 ระดับ คือ 12% 25% และ 33% ของรายได้ พร้อมกับกำหนดให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคู่สมรสที่รายได้ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีไม่ต้องเสียภาษี
นอกจากนี้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันยังให้คำมั่นที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคลลลงจาก 35% เหลือ 15% สร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามารับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายทรัมป์ในครั้งนี้
นายทรัมป์กล่าวอีกว่า มีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงาน และยกเลิกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคบางส่วน อาทิ กฎหมายการปล่อยของเสียงของโรงงานผลิตไฟฟ้า กฎหมายโอโซนระดับพื้นดิน รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างงานและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันนายทรัมป์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่ายในด้านการทหาร โครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการสุขภาพของทหารผ่านศึก และการป้องกันชายแดน ตลอดจนแผนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการทหารลง 1% ต่อปี แต่ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม เมดิแคร์ และเมดิเคด ซึ่งเป็นโครงการสวัสดิการของรัฐที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายราว 2 ใน 3 ของงบประมาณ
อย่างไรก็ดี นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด โดยบางรายตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่เติบโตได้มากพอที่จะเข้ามาทดแทนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้น "นโยบายของทรัมป์ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานทางเศรษฐกิจที่สดใสอย่างมากซึ่งผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น" มาร์ค โกลด์เวน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายของ Committee for a Responsible Federal Budget ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ให้ความเห็น
เป็นที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันจะขยายตัวได้ในระดับประมาณ 2% ต่อปี และนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ข้อเสนอในการจำกัดการเข้าเมืองของคนต่างด้าวของนายทรัมป์ รวมถึงการตั้งกำแพงการค้า และการลดภาษีจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมาย
โกลด์เวนกล่าวว่า ถ้าการเติบโตอยู่ในระดับ 2% ข้อเสนอของทรัมป์จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นโยบายขึ้นภาษีของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะทำให้มีเงินมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายตามนโยบายต่างๆ และนำมาซึ่งการขาดดุลที่น้อยกว่าแผนของนายทรัมป์
ด้านนายแอนดี้ พูซเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีเคอี เรสเตอรองต์ส และที่ปรึกษาของนายทรัมป์ กล่าวว่า การลดภาษีไม่สามารถช่วยได้ในทุกสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในเวลานี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งอ่อนแอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดจากหลายสำนักแสดงให้เห็นว่านายทรัมป์ทำคะแนนขึ้นมาสูสีกับนางคลินตันอย่างมาก โดยการสำรวจโดยนิวยอร์กไทม์ส/ซีบีเอสนิวส์ พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองนายทรัมป์เป็นตัวเลือกที่เสี่ยงกว่านางคลินตัน แต่ขณะเดียวกันกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่านายทรัมป์จะทำผลงานทางเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ดีกว่า ขณะที่กว่าครึ่งเชื่อมั่นนางคลินตันในด้านการต่างประเทศและคนเข้าเมือง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งนิวยอร์ก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน เปิดเผยนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งประกอบไปด้วยการปรับลดภาษี ลดความยุ่งยากเชิงกฎหมาย และการใช้จ่ายใหม่ ที่คาดหมายว่าจะช่วยลดภาระภาษีของชาวอเมิกันได้ประมาณ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า และสร้างงานใหม่ได้ 25 ล้านตำแหน่ง
นายทรัมป์และทีมที่ปรึกษากล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจของตนจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากถึง 4% ต่อปี ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับดังกล่าว ประกอบกับรายได้ใหม่จากการค้า พลังงาน และการปฏิรูปกฎระเบียบ คาดว่าจะเข้ามาทดแทนรายได้ส่วนใหญ่ที่สูญเสียไปจากการลดภาษี ขณะที่ส่วนที่เหลือจะมาจากการปรับลดค่าใช้จ่ายของหน่วยงานรัฐในช่วง 10 ปีข้างหน้า
ในด้านนโยบายภาษี นายทรัมป์เสนอแผนลดความซับซ้อนของข้อกำหนดการจัดเก็บภาษีจากการแบ่งรายได้เป็น 7 ระดับเหลือ 3 ระดับ คือ 12% 25% และ 33% ของรายได้ พร้อมกับกำหนดให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือคู่สมรสที่รายได้ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีไม่ต้องเสียภาษี
นอกจากนี้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันยังให้คำมั่นที่จะลดภาษีเงินได้นิติบุคลลลงจาก 35% เหลือ 15% สร้างความพึงพอใจให้กับกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามารับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายทรัมป์ในครั้งนี้
นายทรัมป์กล่าวอีกว่า มีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงาน และยกเลิกกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคบางส่วน อาทิ กฎหมายการปล่อยของเสียงของโรงงานผลิตไฟฟ้า กฎหมายโอโซนระดับพื้นดิน รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ซึ่งจะช่วยสร้างงานและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันนายทรัมป์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่ายในด้านการทหาร โครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการสุขภาพของทหารผ่านศึก และการป้องกันชายแดน ตลอดจนแผนการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการทหารลง 1% ต่อปี แต่ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านประกันสังคม เมดิแคร์ และเมดิเคด ซึ่งเป็นโครงการสวัสดิการของรัฐที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายราว 2 ใน 3 ของงบประมาณ
อย่างไรก็ดี นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด โดยบางรายตั้งข้อสังเกตว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่เติบโตได้มากพอที่จะเข้ามาทดแทนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการขาดดุลที่เพิ่มสูงขึ้น "นโยบายของทรัมป์ตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานทางเศรษฐกิจที่สดใสอย่างมากซึ่งผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น" มาร์ค โกลด์เวน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายของ Committee for a Responsible Federal Budget ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ให้ความเห็น
เป็นที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันจะขยายตัวได้ในระดับประมาณ 2% ต่อปี และนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ข้อเสนอในการจำกัดการเข้าเมืองของคนต่างด้าวของนายทรัมป์ รวมถึงการตั้งกำแพงการค้า และการลดภาษีจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ตามเป้าหมาย
โกลด์เวนกล่าวว่า ถ้าการเติบโตอยู่ในระดับ 2% ข้อเสนอของทรัมป์จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่นโยบายขึ้นภาษีของนางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จะทำให้มีเงินมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายตามนโยบายต่างๆ และนำมาซึ่งการขาดดุลที่น้อยกว่าแผนของนายทรัมป์
ด้านนายแอนดี้ พูซเดอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีเคอี เรสเตอรองต์ส และที่ปรึกษาของนายทรัมป์ กล่าวว่า การลดภาษีไม่สามารถช่วยได้ในทุกสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลในเวลานี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคธุรกิจ ซึ่งอ่อนแอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดจากหลายสำนักแสดงให้เห็นว่านายทรัมป์ทำคะแนนขึ้นมาสูสีกับนางคลินตันอย่างมาก โดยการสำรวจโดยนิวยอร์กไทม์ส/ซีบีเอสนิวส์ พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองนายทรัมป์เป็นตัวเลือกที่เสี่ยงกว่านางคลินตัน แต่ขณะเดียวกันกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่านายทรัมป์จะทำผลงานทางเศรษฐกิจและการจ้างงานได้ดีกว่า ขณะที่กว่าครึ่งเชื่อมั่นนางคลินตันในด้านการต่างประเทศและคนเข้าเมือง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559






