
บีโออีไม่ปรับมาตรการกระตุ้น รับสถานการณ์ดีกว่าที่คาดไว้
สภาวะเศรษฐกิจที่ดีกว่าความคาดหมายภายหลังการทำประชามติของสหราชอาณาจักร ทำให้ธนาคารกลางอังกฤษตัดสินใจคงนโยบายการเงินไว้เช่นเดิม พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ขึ้นเล็กน้อย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมประจำเดือนกันยายนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 กันยายน) ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% หลังจากปรับลดลงมาจาก 0.5% เมื่อเดือนสิงหาคม พร้อมกับคงขนาดของมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไว้ที่ 6 หมื่นล้านปอนด์ต่อเดือน และซื้อหุ้นกู้เอกชนที่ 1 หมื่นล้านปอนด์ต่อเดือนเช่นเดิม
การตัดสินใจคงนโยบายทางการเงินอย่างเป็นเอกฉันท์ของบีโออีนับว่าเป็นไปตามความคาดหมายของนักวิเคราะห์ หลังจากเมื่อเดือนก่อนบีโออีอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการทำประชามติออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิทอย่างหนัก และข้อมูลทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาล้วนแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอังกฤษรับมือกับผลพวงจากการลงประชามติได้ดีกว่าความคาดหมาย
แม้ว่าการตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกอียูจะสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างหนักภายหลังการทำประชามติ แต่เศรษฐกิจที่แท้จริงยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจดังกล่าว โดยยอดขายค้าปลีก ราคาอสังหาริมทรัพย์ และการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ปรับตัวลดลง
บันทึกการประชุมระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของบีโออียอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจดีกว่าการคาดการณ์ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนสิงหาคม "นับตั้งแต่รายงานข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนสิงหาคม ดัชนีบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นหลายตัวมีความแข็งแกร่งกว่าที่คาดหมาย เวลานี้คณะกรรมการคาดหมายว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2559" บีโออีระบุในรายงานการประชุม
ทั้งนี้ เวลานี้เจ้าหน้าที่ทางการของบีโออีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะเติบโตได้ 0.3% เทียบกับเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 0.1% ในเดือนสิงหาคม พร้อมกับกล่าวว่ายังไม่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากเบร็กซิท
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของบีโออียังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจจากการประชุมเมื่อเดือนก่อน โดยคาดหมายว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะชะลอตัว เนื่องจากความไม่ชัดเจนของอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอียูจะส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคเอกชน ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่า
บันทึกการประชุมแสดงให้เห็นด้วยว่า คณะกรรมการนโยบายส่วนใหญ่คาดหมายว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งภายในปีนี้ ถ้าตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะออกมาในเดือนพฤศจิกายนเป็นไปในทิศทางเดียวกับตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม โดยหนึ่งในปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ย คืออัตราเงินเฟ้อ หลังจากการอ่อนค่าของเงินปอนด์กดดันให้ราคาสินค้านำเข้าขยับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมยังคงที่อยู่ในระดับ 0.6% และบีโออีคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นถึงเป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมประจำเดือนกันยายนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (15 กันยายน) ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% หลังจากปรับลดลงมาจาก 0.5% เมื่อเดือนสิงหาคม พร้อมกับคงขนาดของมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไว้ที่ 6 หมื่นล้านปอนด์ต่อเดือน และซื้อหุ้นกู้เอกชนที่ 1 หมื่นล้านปอนด์ต่อเดือนเช่นเดิม
การตัดสินใจคงนโยบายทางการเงินอย่างเป็นเอกฉันท์ของบีโออีนับว่าเป็นไปตามความคาดหมายของนักวิเคราะห์ หลังจากเมื่อเดือนก่อนบีโออีอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการทำประชามติออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิทอย่างหนัก และข้อมูลทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาล้วนแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจอังกฤษรับมือกับผลพวงจากการลงประชามติได้ดีกว่าความคาดหมาย
แม้ว่าการตัดสินใจออกจากการเป็นสมาชิกอียูจะสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างหนักภายหลังการทำประชามติ แต่เศรษฐกิจที่แท้จริงยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจดังกล่าว โดยยอดขายค้าปลีก ราคาอสังหาริมทรัพย์ และการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ปรับตัวลดลง
บันทึกการประชุมระบุว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินของบีโออียอมรับว่าตัวเลขเศรษฐกิจดีกว่าการคาดการณ์ที่ประเมินไว้เมื่อเดือนสิงหาคม "นับตั้งแต่รายงานข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนสิงหาคม ดัชนีบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจระยะสั้นหลายตัวมีความแข็งแกร่งกว่าที่คาดหมาย เวลานี้คณะกรรมการคาดหมายว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2559" บีโออีระบุในรายงานการประชุม
ทั้งนี้ เวลานี้เจ้าหน้าที่ทางการของบีโออีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จะเติบโตได้ 0.3% เทียบกับเดิมที่คาดการณ์ไว้เพียง 0.1% ในเดือนสิงหาคม พร้อมกับกล่าวว่ายังไม่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากเบร็กซิท
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ของบีโออียังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจจากการประชุมเมื่อเดือนก่อน โดยคาดหมายว่าการลงทุนของภาคเอกชนจะชะลอตัว เนื่องจากความไม่ชัดเจนของอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอียูจะส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคเอกชน ขณะที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่า
บันทึกการประชุมแสดงให้เห็นด้วยว่า คณะกรรมการนโยบายส่วนใหญ่คาดหมายว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งภายในปีนี้ ถ้าตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะออกมาในเดือนพฤศจิกายนเป็นไปในทิศทางเดียวกับตัวเลขคาดการณ์เมื่อเดือนสิงหาคม โดยหนึ่งในปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ย คืออัตราเงินเฟ้อ หลังจากการอ่อนค่าของเงินปอนด์กดดันให้ราคาสินค้านำเข้าขยับสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราเงินเฟ้อล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมยังคงที่อยู่ในระดับ 0.6% และบีโออีคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นถึงเป้าหมาย 2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,193 วันที่ 18 - 21 กันยายน พ.ศ. 2559






