thansettakij
thansettakij
สตาร์ตอัพในอาเซียน น่าสนใจกว่า จีน/อินเดีย

สตาร์ตอัพในอาเซียน น่าสนใจกว่า จีน/อินเดีย

16 ก.ย. 59 | 10:00 น.
กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นตลาดที่ผสมผสานกันระหว่างคนหลายภาษา สกุลเงิน วัฒนธรรม และไม่มีการควบรวมกิจการข้ามพรมแดนมากนัก ทำให้บรรดากองทุนเพื่อการลงทุนหรือเวนเจอร์แคปิตอล ไม่สนใจลงทุนในสตาร์ตอัพที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้เท่าที่ควร

หนังสือพิมพ์สเตรตไทม์ส รายงานอ้างคำสัมภาษณ์ผู้บริหารบริษัท จังเกิ้ลเวนเจอร์สฯ (Jungle Ventures) ระบุว่าบริษัทกองทุนร่วมทุนส่วนใหญ่มองศักยภาพการขยายตัวของ สตาร์ตอัพในอาเซียน ต่ำกว่าสตาร์ตอัพ ในอินเดียหรือจีน เนื่องจากคิดว่าขนาดของตลาดจีนและอินเดียใหญ่กว่า ขณะที่อาเซียนมีหลายประเทศรวมกันตลาดแตกเป็นส่วนๆ ซึ่งเป็นการมองที่ผิดจากข้อเท็จจริง

นาง อลิซ เบโซมี (Alice Besomi) นักวิเคราะห์การลงทุนจาก จังเกิ้ลเวนเจอร์ส กล่าวว่าในปีที่แล้วกองทุนเพื่อการลงทุน มีการลงทุนในสตาร์ตอัพของภูมิภาคอาเซียนรวม 1,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 57,600 ล้านบาท) ขณะที่ในช่วงเดียวกัน มีการลงทุนในสตาร์ตอัพของอินเดียรวม 6,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 230,400 ล้านบาท) ทั้งที่อาเซียนมีโครงสร้างพื้นฐานหนุนการทำงานของสตาร์ตอัพที่ดีกว่าทั้งอินเดียและจีน

นาง เบโซมี กล่าวว่าภูมิภาคอาเซียน มีระบบนิเวศน์สำหรับการทำธุรกิจสตาร์ตอัพซึ่งรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และโซเชียลมีเดีย การใช้บัตรเครดิตและเดบิตที่ดีกว่าอินเดีย

นอกจากนี้อันดับในเรื่องการความง่ายในการทำธุรกิจก็ปรากฏว่าอาเซียนอยู่ในอันดับที่ดีกว่าอินเดียและในหัวข้อย่อยบางหัวข้อ อาเซียนมีอันดับที่ดีกว่าจีนด้วยซ้ำ

นาง เบโซมี กล่าวว่าในเรื่องที่เป็นจุดอ่อนของอาเซียน ในแง่ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน ระบบนิเวศน์ของตลาดที่แยกเป็นหลายตลาด การเข้าถึงบัตรเครดิตน้อย น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับกิจการท้องถิ่น ที่สร้างบริการเพื่อแก้ปัญหานี้
บริษัทจังเกิ้ลเวนเจอร์สฯ ระบุว่า ภาคธุรกิจที่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนในสตาร์ตอัพที่อยู่ในภูมิภาคนี้ก็คือ การท่องเที่ยว ค้าปลีก บริการทางการเงิน การค้าระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ

นายอมิต อนันด์ ผู้ก่อตั้งและหุ้นส่วนกรรมการจังเกิ้ลเวนเจอร์ส กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์มีบทบาทช่วยให้ภูมิภาคอาเซียน มองเห็นศักยภาพของตัวเอง “มีคนเก่งระดับโลกที่สนใจเอเชียและพบว่าสิงคโปร์เป็นฐานการลงทุนที่น่าสนใจ”

นาย ไกออร์กี้ ลัจไท กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Lynx Analytics กล่าวว่า “ตอนเราตั้งบริษัทเมื่อ 5 ปี ก่อนการวิเคราะห์เริ้องบิ๊กดาต้า เพิ่งเริ่มต้นในภูมิภาคนี้ ปัจจุบันธุรกิจและนักลงทุนเริ่มเข้าใจเรื่องการวิเคราะห์บิ๊กดาต้าและกราฟอย่างกว้างขวาง เรารู้สึกถึงการขยายตัวของธุรกิจ และคิดว่าเรามาถูกทางและถูกเวลา”

สำนักข่าวเอเอฟพี ขณะเดียวกัน รายงานว่าสตาร์ตอัพของเวียดนามขยายตัวอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านโดยเริ่มต้นได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจาก ซิลลิคัลวัลเลย์ ในแคลิฟอร์เนีย แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ของเวียดนามสร้างเทคโนโลยีตัวเองที่เหมาะกับท้องถิ่น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ที่ทรงพลัง

เอเอฟพี ระบุว่าเทคโนโลยีที่ผลิตขึ้นในท้องถิ่นขณะนี้มีทั้งเกมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่และซอฟต์แวร์อี-คอมเมิร์ซ ที่ออกแบบสำหรับผู้บริโภคในเวียดนาม ซึ่งมีอายุประชากร 90 ล้านคนเฉลี่ยอยู่ที่ 30 ปีมีคนใช้อินเตอร์เน็ต 45 ล้านคนและเป็นเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 30 ล้านคน เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 10 เท่าตัวเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

นาย เอ็ดดี้ ตัง (Eddie Tang) ลูกหลานชาวเวียดนามอพยพเกิดที่ไมอามี่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเดินทางกลับมาเปิดบริษัท 500 Startups กองทุนเพื่อการลงทุนที่มีเงินทุน 10 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 360 ล้านบาท) ที่เวียดนาม กล่าวว่า “ตลาดท้องถิ่นมีขนาดใหญ่ เติบโตเร็ว อยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังมีโอกาสในการขยายตัวอีกมาก”

เอเอฟพี ระบุว่าจุดเด่นของเวียดนามคือมีแรงงานทักษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนหนุ่มสาวที่จบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เฉลี่ยเก่งกว่านักศึกษาสหรัฐอเมริกา อังกฤษและสวีเดน คนกลุ่มนี้มีค่าแรงถูกกว่าจีนหรือสิงคโปร์จนถึงขนาดซีอีโอ ของกูเกิลคือนายซุนดาร์ พิชัย ลดเวลาวันหยุดในเดือนธันวาคมปีที่แล้วเพื่อมาพูดให้นักธุรกิจฟังที่กรุงฮานอย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • World