
เศรษฐกิจอิตาลีโตตํ่ากว่าคาด อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตา‘เรนซี’
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอิตาลีชะลอตัวลงเหนือความคาดหมายในไตรมาส 2 ส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรี มัตเตโอ เรนซี ที่กำลังพยายามหาเสียงสำหรับการทำประชามติเรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี หรือ อิสแตท เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่มีการขยายตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้ ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 0.3% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การเติบโตในไตรมาสที่ผ่านมาไว้ที่ 0.2%
การเติบโตที่อ่อนแอกว่าความคาดหมายของอิตาลีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เศรษฐกิจยูโรโซนโดยรวมเติบโตชะลอตัวลง โดยจีดีพีของ 19 ประเทศสมาชิกขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
เศรษฐกิจอิตาลีที่เติบโตต่ำกว่าความคาดหมายเป็นผลมาจากความต้องการภายในประเทศที่ชะลอตัว และอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศจัดการกับหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูงเกินไปได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากรัฐบาลอิตาลีเข้าไปให้การช่วยเหลือธนาคารมอนเต เด ปาสชี ดิ เซียนา เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมแล้ว แต่มีความกังวลว่ารัฐบาลอาจจะต้องอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมีโอกาสส่งผลต่อเนื่องมายังสถานการณ์ทางการเมืองของอิตาลี โดยนายมัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เดิมพันอนาคตทางการเมืองไว้กับการทำประชามติเกี่ยวกับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงทั้ง 2 ฝ่ายมีความสูสี และชาวอิตาลีจำนวนมากมองประชามติครั้งนี้ว่าเป็นเหมือนการประเมินผลการทำงานของนายเรนซี ดังนั้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงมีโอกาสส่งผลต่อโอกาสคว้าชัยชนะของนายเรนซี
ดานิเอเล อันโตนุชชี นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แมน สแตนลีย์ กล่าวว่า เวลานี้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจอิตาลีตลอดทั้งปี 2559 ไว้ที่ 0.8% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.2% ขณะที่ในปีหน้าคาดกว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 0.7%
สอดคล้องกับธนาคารกลางอิตาลีและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ต่างปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเหลือต่ำกว่า 1% ในปีนี้ โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการทำประชามติ และสัดส่วนหนี้เสียในระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ เป็นปัจจัยฉุดความต้องการภายในประเทศ ขณะที่การค้าเผชิญอุปสรรคจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอังกฤษหลังการทำประชามติเบร็กซิท
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอาจส่งผลต่อสถานะทางการเงินของอิตาลีที่ยังมีหนี้สาธารณะสะสมในระดับสูง นายเรนซีได้ให้คำมั่นที่จะลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 132.7% ในเวลานี้ลงให้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่อ่อนแอจะทำให้ทำตามเป้าหมายได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการยากสำหรับอิตาลีที่จะปฏิบัติตามกฎงบประมาณของสหภาพยุโรป (อียู) ที่กำหนดให้การขาดดุลงบประมาณต่อจีดีพีต้องไม่เกิน 1.8% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ ทำให้นายเรนซีอาจจะต้องนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่มาใช้
นอกจากอิตาลีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซนแล้ว ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส ประเทศเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของยูโรโซน ต่างก็มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงกว่าเดิมในไตรมาสที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่มีการเติบโตในช่วงไตรมาส 2 ลดลงจากไตรมาสแรกที่เติบโตได้ 0.7% จากอานิสงส์ของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016
ส่วนเยอรมนีมีการเติบโตของจีดีพี 0.4% ในไตรมาส 2 ลดลงจากการเติบโต 0.7% ในไตรมาสแรกของปี โดยการส่งออกและการใช้จ่ายของผู้บริโภคแข็งแกร่งกว่าความคาดหมาย แต่การลงทุนในธุรกิจก่อสร้างและเครื่องจักรชะลอตัวลง ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความกังวลว่าเยอรมนีมีโอกาสได้รับผลกระทบจากเบร็กซิท "อังกฤษเป็นตลาดที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน รวมถึงอุตสาหกรรมเคมีและยา" ยอร์ก ซอยเนอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากเคเอฟดับเบิลยูกล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559
สำนักงานสถิติแห่งชาติของอิตาลี หรือ อิสแตท เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไม่มีการขยายตัวในไตรมาส 2 ของปีนี้ ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 0.3% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์การเติบโตในไตรมาสที่ผ่านมาไว้ที่ 0.2%
การเติบโตที่อ่อนแอกว่าความคาดหมายของอิตาลีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เศรษฐกิจยูโรโซนโดยรวมเติบโตชะลอตัวลง โดยจีดีพีของ 19 ประเทศสมาชิกขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
เศรษฐกิจอิตาลีที่เติบโตต่ำกว่าความคาดหมายเป็นผลมาจากความต้องการภายในประเทศที่ชะลอตัว และอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศจัดการกับหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูงเกินไปได้อย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น โดยหลังจากรัฐบาลอิตาลีเข้าไปให้การช่วยเหลือธนาคารมอนเต เด ปาสชี ดิ เซียนา เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมแล้ว แต่มีความกังวลว่ารัฐบาลอาจจะต้องอัดฉีดเงินเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ประสบปัญหาเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมีโอกาสส่งผลต่อเนื่องมายังสถานการณ์ทางการเมืองของอิตาลี โดยนายมัตเตโอ เรนซี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เดิมพันอนาคตทางการเมืองไว้กับการทำประชามติเกี่ยวกับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงทั้ง 2 ฝ่ายมีความสูสี และชาวอิตาลีจำนวนมากมองประชามติครั้งนี้ว่าเป็นเหมือนการประเมินผลการทำงานของนายเรนซี ดังนั้นเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงมีโอกาสส่งผลต่อโอกาสคว้าชัยชนะของนายเรนซี
ดานิเอเล อันโตนุชชี นักเศรษฐศาสตร์จากมอร์แมน สแตนลีย์ กล่าวว่า เวลานี้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจอิตาลีตลอดทั้งปี 2559 ไว้ที่ 0.8% ซึ่งเป็นการเติบโตที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 1.2% ขณะที่ในปีหน้าคาดกว่าการเติบโตจะอยู่ที่ 0.7%
สอดคล้องกับธนาคารกลางอิตาลีและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ต่างปรับลดคาดการณ์การเติบโตลงเหลือต่ำกว่า 1% ในปีนี้ โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการทำประชามติ และสัดส่วนหนี้เสียในระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ เป็นปัจจัยฉุดความต้องการภายในประเทศ ขณะที่การค้าเผชิญอุปสรรคจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอังกฤษหลังการทำประชามติเบร็กซิท
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอาจส่งผลต่อสถานะทางการเงินของอิตาลีที่ยังมีหนี้สาธารณะสะสมในระดับสูง นายเรนซีได้ให้คำมั่นที่จะลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจาก 132.7% ในเวลานี้ลงให้ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่อ่อนแอจะทำให้ทำตามเป้าหมายได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นการยากสำหรับอิตาลีที่จะปฏิบัติตามกฎงบประมาณของสหภาพยุโรป (อียู) ที่กำหนดให้การขาดดุลงบประมาณต่อจีดีพีต้องไม่เกิน 1.8% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอ ทำให้นายเรนซีอาจจะต้องนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่มาใช้
นอกจากอิตาลีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยูโรโซนแล้ว ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส ประเทศเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ของยูโรโซน ต่างก็มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงกว่าเดิมในไตรมาสที่ผ่านมา โดยเศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่มีการเติบโตในช่วงไตรมาส 2 ลดลงจากไตรมาสแรกที่เติบโตได้ 0.7% จากอานิสงส์ของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร 2016
ส่วนเยอรมนีมีการเติบโตของจีดีพี 0.4% ในไตรมาส 2 ลดลงจากการเติบโต 0.7% ในไตรมาสแรกของปี โดยการส่งออกและการใช้จ่ายของผู้บริโภคแข็งแกร่งกว่าความคาดหมาย แต่การลงทุนในธุรกิจก่อสร้างและเครื่องจักรชะลอตัวลง ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความกังวลว่าเยอรมนีมีโอกาสได้รับผลกระทบจากเบร็กซิท "อังกฤษเป็นตลาดที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน รวมถึงอุตสาหกรรมเคมีและยา" ยอร์ก ซอยเนอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากเคเอฟดับเบิลยูกล่าว
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 - 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559






