
อังกฤษชงแผนลดภาษีบริษัท ภาคธุรกิจขานรับนโยบายสร้างความเชื่อมั่นหลังผลเบร็กซิท
ภาคธุรกิจขานรับแนวคิดลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 15% ของรัฐมนตรีคลังอังกฤษเพื่อหวังดึงนักลงทุนต่างชาติเข้าประเทศหลังผลโหวต "เบร็กซิท" ขณะที่โออีซีดีเตือนนโยบายดังกล่าวอาจไม่ประสบผลอย่างที่คาดหวัง
นายจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับเดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส เป็นครั้งแรกหลังการทำประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่าต้องการวางแนวทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ พร้อมเปิดเผยแผนการสร้างเศรษฐกิจอังกฤษให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับสูง ด้วยอัตราภาษีนิติบุคคลในระดับต่ำ และให้มาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ทั้งนี้ นายออสบอร์นกล่าวว่า ต้องการลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงสู่ระดับต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ด้วยเป้าหมาย 15% จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 20% เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าอังกฤษยังคงเปิดรับการลงทุนและเข้ามาทำธุรกิจ โดยข้อเสนอล่าสุดของนายออสบอร์นจะทำให้อังกฤษมีอัตราภาษีนิติบุคคลใกล้เคียงกับอัตรา 12.5% ที่ไอร์แลนด์ใช้ดึงดูดนักลงทุน ขณะที่อัตราภาษีนิติบุคคลเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่อยู่ที่ 25%
ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอังกฤษถูกกระทบจากผลการลงประชามติที่ออกมาว่าอังกฤษต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งผู้นำภาคธุรกิจมองว่าการลดภาษีจะช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทในประเทศย้ายฐานออกไป ขณะเดียวกันสามารถดึงบริษัทจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากผลประชามติ
"มันเป็นหนึ่งในมาตรการหลายๆ อย่างที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจที่กังวลต่อผลพวงจากประชามติ" นายสตีเฟน เฮอร์ริง หัวหน้าฝ่ายภาษีของ Institute of Directors กลุ่มธุรกิจของอังกฤษที่มีสมาชิก 34,500 ราย ให้ความเห็น
นอกเหนือจากการลดภาษีแล้ว นายออสบอร์นยังกล่าวถึงแผนการรับมือหลังการทำประชามติ ซึ่งรวมถึงการเดินหน้าดึงเม็ดเงินลงทุนจากจีน รักษาระดับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนรักษาความน่าเชื่อถือทางด้านการคลังของประเทศ นายออสบอร์นกล่าวอีกว่า อังกฤษจะรุกหนักในการเจรจาข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีใหม่ๆ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เดินหน้าแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟ เอชเอส2 (HS2) จากลอนดอนขึ้นเหนือ และการสร้างรันเวย์ใหม่ของสนามบิน แม้ว่าการออกจากอียูจะส่งผลกระทบกับสถานะทางการคลังของประเทศก็ตาม
นายเรน นิวตัน-สมิธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งสหราชอาณาจักร (ซีบีไอ) กล่าวว่า นายออสบอร์นทำถูกต้องในการพิจารณานโยบายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งสัญญาณว่าอังกฤษเปิดรับธุรกิจในเวลาช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ขณะที่นายอดัม มาร์แชล รักษาการผู้อำนวยการหอการค้าสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การลดภาษีนิติบุคคลเป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่การให้ความสำคัญในเรื่องภาษีนิติบุคคลเพียงเรื่องเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้อังกฤษมีขีดความสามารถในการแข่งขันเต็มศักยภาพ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการลดต้นทุนในการทำธุรกิจด้วย
ด้านนายลี ฮอปลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจภาคการผลิต อีอีเอฟ เสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการภาษีอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านการวิจัยและพัฒนาให้แข่งขันได้ และชะลอการเก็บภาษีจากภาคธุรกิจเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำหรับโครงการฝึกอบรมที่มีกำหนดบังคับใช้ปีหน้า "สำคัญอย่างยิ่งที่กระทรวงการคลังต้องทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อระบุอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องแก้ไข"
อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ว่านโยบายลดภาษีของอังกฤษอาจไม่เป็นประโยชน์มากนัก โดยนายปาสคาล แซง-อามองส์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายภาษีของโออีซีดี ให้ความเห็นว่า ผลกระทบด้านลบจากเบร็กซิทต่อความสามารถในการแข่งขันของอังกฤษอาจผลักดันให้อังกฤษรุกหนักเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านภาษี แต่การลดภาษีจะส่งผลต่อรายได้ของประเทศ เนื่องจากบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจอยู่ในอังกฤษมีรายได้ส่วนใหญ่จากภายในประเทศ
นอกจากนี้ นายแซง-อามองส์กล่าวอีกว่า ประเทศที่ใช้นโยบายอัตราภาษีต่ำส่วนใหญ่เป็นประเทศขนาดเล็ก ดังนั้นเงินลงทุนที่เข้ามาจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจซึ่งมีขนาดเล็กชัดเจนกว่าในกรณีของอังกฤษมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศอย่างไอร์แลนด์ หรือลักเซมเบิร์ก อยู่มาก
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ามาตำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังเมื่อปี 2553 นายออสบอร์นปรับลดภาษีนิติบุคคลของอังกฤษไปแล้วครั้งหนึ่งจาก 28% เหลือ 20% ในปัจจุบัน และเดิมวางแผนจะลดลงเหลือ 17% ภายในปี 2563
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
นายจอร์จ ออสบอร์น รัฐมนตรีคลังของอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับเดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส เป็นครั้งแรกหลังการทำประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่าต้องการวางแนวทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ พร้อมเปิดเผยแผนการสร้างเศรษฐกิจอังกฤษให้มีความสามารถในการแข่งขันระดับสูง ด้วยอัตราภาษีนิติบุคคลในระดับต่ำ และให้มาให้ความสำคัญกับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ทั้งนี้ นายออสบอร์นกล่าวว่า ต้องการลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงสู่ระดับต่ำสุดในบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ด้วยเป้าหมาย 15% จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 20% เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าอังกฤษยังคงเปิดรับการลงทุนและเข้ามาทำธุรกิจ โดยข้อเสนอล่าสุดของนายออสบอร์นจะทำให้อังกฤษมีอัตราภาษีนิติบุคคลใกล้เคียงกับอัตรา 12.5% ที่ไอร์แลนด์ใช้ดึงดูดนักลงทุน ขณะที่อัตราภาษีนิติบุคคลเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่อยู่ที่ 25%
ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจอังกฤษถูกกระทบจากผลการลงประชามติที่ออกมาว่าอังกฤษต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งผู้นำภาคธุรกิจมองว่าการลดภาษีจะช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทในประเทศย้ายฐานออกไป ขณะเดียวกันสามารถดึงบริษัทจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากผลประชามติ
"มันเป็นหนึ่งในมาตรการหลายๆ อย่างที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจที่กังวลต่อผลพวงจากประชามติ" นายสตีเฟน เฮอร์ริง หัวหน้าฝ่ายภาษีของ Institute of Directors กลุ่มธุรกิจของอังกฤษที่มีสมาชิก 34,500 ราย ให้ความเห็น
นอกเหนือจากการลดภาษีแล้ว นายออสบอร์นยังกล่าวถึงแผนการรับมือหลังการทำประชามติ ซึ่งรวมถึงการเดินหน้าดึงเม็ดเงินลงทุนจากจีน รักษาระดับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนรักษาความน่าเชื่อถือทางด้านการคลังของประเทศ นายออสบอร์นกล่าวอีกว่า อังกฤษจะรุกหนักในการเจรจาข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีใหม่ๆ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่เดินหน้าแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟ เอชเอส2 (HS2) จากลอนดอนขึ้นเหนือ และการสร้างรันเวย์ใหม่ของสนามบิน แม้ว่าการออกจากอียูจะส่งผลกระทบกับสถานะทางการคลังของประเทศก็ตาม
นายเรน นิวตัน-สมิธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งสหราชอาณาจักร (ซีบีไอ) กล่าวว่า นายออสบอร์นทำถูกต้องในการพิจารณานโยบายสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และส่งสัญญาณว่าอังกฤษเปิดรับธุรกิจในเวลาช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ขณะที่นายอดัม มาร์แชล รักษาการผู้อำนวยการหอการค้าสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การลดภาษีนิติบุคคลเป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่การให้ความสำคัญในเรื่องภาษีนิติบุคคลเพียงเรื่องเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้อังกฤษมีขีดความสามารถในการแข่งขันเต็มศักยภาพ โดยรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการลดต้นทุนในการทำธุรกิจด้วย
ด้านนายลี ฮอปลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มธุรกิจภาคการผลิต อีอีเอฟ เสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการภาษีอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น การรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านการวิจัยและพัฒนาให้แข่งขันได้ และชะลอการเก็บภาษีจากภาคธุรกิจเพื่อนำมาใช้เป็นทุนสำหรับโครงการฝึกอบรมที่มีกำหนดบังคับใช้ปีหน้า "สำคัญอย่างยิ่งที่กระทรวงการคลังต้องทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อระบุอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องแก้ไข"
อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ว่านโยบายลดภาษีของอังกฤษอาจไม่เป็นประโยชน์มากนัก โดยนายปาสคาล แซง-อามองส์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายภาษีของโออีซีดี ให้ความเห็นว่า ผลกระทบด้านลบจากเบร็กซิทต่อความสามารถในการแข่งขันของอังกฤษอาจผลักดันให้อังกฤษรุกหนักเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านภาษี แต่การลดภาษีจะส่งผลต่อรายได้ของประเทศ เนื่องจากบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจอยู่ในอังกฤษมีรายได้ส่วนใหญ่จากภายในประเทศ
นอกจากนี้ นายแซง-อามองส์กล่าวอีกว่า ประเทศที่ใช้นโยบายอัตราภาษีต่ำส่วนใหญ่เป็นประเทศขนาดเล็ก ดังนั้นเงินลงทุนที่เข้ามาจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจซึ่งมีขนาดเล็กชัดเจนกว่าในกรณีของอังกฤษมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศอย่างไอร์แลนด์ หรือลักเซมเบิร์ก อยู่มาก
ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ามาตำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังเมื่อปี 2553 นายออสบอร์นปรับลดภาษีนิติบุคคลของอังกฤษไปแล้วครั้งหนึ่งจาก 28% เหลือ 20% ในปัจจุบัน และเดิมวางแผนจะลดลงเหลือ 17% ภายในปี 2563
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,172 วันที่ 7 - 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2559






