
AI-ชิป หนุนเศรษฐกิจเอเชียปี 69 โต 4.8% ไทย 2.1% IMF เตือนระเบิดเวลาหนี้สาธารณะ-น้ำมันแพง
IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกปี 2569 เป็น 4.8% จากเดิม 4.4% ชี้ภูมิภาคทนช็อกน้ำมัน-กำแพงภาษีได้ดีกว่าคาด อานิสงส์ดีมานด์เทคโนโลยีจากกระแสเอไอ ยังเป็นเครื่องยนต์หลักของโลกคิดเป็น 2 ใน 3 ของการเติบโต ขณะที่ไทยถูกประเมินโตเพียง 2.1% ไม่ถึงครึ่งของค่าเฉลี่ยอาเซียนที่ 4.9% และทรงตัวระดับนี้ต่อเนื่องถึงปี 2570
KEY
POINTS
- IMF คาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียปี 2569 จะเติบโต 4.8% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแส AI และความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง
- เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอาเซียน (4.9%) อย่างมีนัยสำคัญ
- IMF เตือนถึงความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบเศรษฐกิจในภูมิภาค ได้แก่ ราคาน้ำมันที่ยังมีแนวโน้มสูงและผันผวน และแรงกดดันจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น
15 ตุลาคม 2569 การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) IMF เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Regional Economic Outlook) ฉบับเดือนตุลาคม 2569 โดยปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจภูมิภาคในปีนี้ขึ้นเป็น 4.8% จากที่เคยประเมินไว้ 4.4% เมื่อ 6 เดือนก่อน และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2570 เป็น 4.4% จากเดิม 4.2%
กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิก IMF และ อลาสแดร์ สก็อตต์ รองผู้อำนวยการกรมเอเชียและแปซิฟิก IMF ร่วมกันแถลงข่าว ระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญทั้งภาวะช็อกด้านพลังงาน และมาตรการภาษีกับข้อจำกัดทางการค้าที่สร้างความปั่นป่วนให้ห่วงโซ่อุปทานเมื่อปีที่ผ่านมา นับเป็นความทนทานที่น่าสังเกต เพราะเอเชียเป็นภูมิภาคที่ใช้พลังงานเข้มข้นและพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงสูง โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง
แม้อัตราการเติบโตโดยรวมจะชะลอลงจาก 5% ในปี 2568 แต่ IMF ย้ำว่าเอเชียยังคงเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจโลก สร้างการเติบโตคิดเป็นสัดส่วนราว 2 ใน 3 ของการขยายตัวทั้งโลก โดยประเทศที่ถูกปรับเพิ่มคาดการณ์มากที่สุดคือ อินเดีย เกาหลีใต้ และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้ประโยชน์จากความต้องการที่แข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี
ไทยโต 2.1% สองปีติด ไม่ถึงครึ่งค่าเฉลี่ยอาเซียน
สำหรับประเทศไทย IMF ประเมินการขยายตัวของจีดีพีปี 2569 ที่ 2.1% ชะลอลงจาก 2.4% ในปี 2568 และคาดว่าจะทรงตัวที่ 2.1% ต่อเนื่องในปี 2570 แม้ตัวเลขปีนี้จะถูกปรับขึ้น 0.6 จุด เมื่อเทียบกับรายงาน World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มอาเซียนที่ 4.9% อยู่ 2.8 จุด
ข้อมูลชุดนี้ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนที่ IMF ไม่เห็นการฟื้นตัวเลยในช่วงสองปีข้างหน้า ร่วมกับอินโดนีเซีย สปป.ลาว และเมียนมา แต่ต่างกันตรงที่ไทยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ช่องว่างระหว่างไทยกับค่าเฉลี่ยอาเซียนจะแคบลงเล็กน้อยเหลือ 2.6 จุดในปี 2570 แต่เกิดจากค่าเฉลี่ยอาเซียนชะลอเหลือ 4.7% ไม่ใช่เพราะไทยโตเร็วขึ้น
ตารางเปรียบเทียบเศรษฐกิจอาเซียน
การขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริง หน่วยเป็นร้อยละ เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน เรียงตามคาดการณ์ปี 2569
|
ประเทศ |
2568 |
2569 |
2570 |
ปรับจาก เม.ย. 69 (จุด) |
|
เวียดนาม |
8.0 |
8.4 |
7.5 |
+1.3 |
|
มาเลเซีย |
5.2 |
5.2 |
4.6 |
+0.5 |
|
อินโดนีเซีย |
5.1 |
5.1 |
5.1 |
+0.2 |
|
สิงคโปร์ |
5.0 |
5.0 |
3.0 |
+1.5 |
|
สปป.ลาว |
4.8 |
4.5 |
4.5 |
+0.5 |
|
ฟิลิปปินส์ |
4.4 |
3.4 |
5.1 |
−0.7 |
|
กัมพูชา |
5.3 |
3.0 |
4.0 |
−1.0 |
|
ไทย |
2.4 |
2.1 |
2.1 |
+0.6 |
|
เมียนมา |
−2.0 |
2.0 |
2.0 |
−0.9 |
|
บรูไน |
1.0 |
1.9 |
1.3 |
−0.7 |
|
ค่าเฉลี่ยอาเซียน |
4.9 |
4.9 |
4.7 |
+0.4 |
|
เอเชีย-แปซิฟิก |
5.0 |
4.8 |
4.4 |
+0.4 |
ความแข็งแกร่งไม่ทั่วถึง เศรษฐกิจรูปตัว K
IMF เตือนว่าตัวเลขรวมของภูมิภาคปิดบังความแตกต่างที่รุนแรงระหว่างประเทศ โดยกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและหมู่เกาะแปซิฟิกถูกปรับลดคาดการณ์ลง และในบางกรณีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพที่สะสมมาก่อนหน้าวิกฤตราคาน้ำมันอยู่แล้ว ทั้งน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตไฟฟ้าในประเทศรายได้ต่ำ และน้ำมันเครื่องบินที่จำเป็นต่อการเดินทางทางอากาศของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก
นอกจากนี้ ความแข็งแกร่งยังไม่กระจายตัวแม้ภายในประเทศเดียวกัน โดยหลายประเทศเริ่มแสดงสัญญาณการเติบโตแบบ "รูปตัว K" ที่บางกลุ่มหรือบางภาคส่วนเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
3 เหตุผลที่เอเชียทนช็อกได้
หนึ่ง รับมือวิกฤตราคาน้ำมันได้ดีกว่าคาด จีนสามารถดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้และลดความต้องการลงได้ ส่วนหนึ่งจากการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ขณะที่อินเดียและญี่ปุ่นหาแหล่งอุปทานทางเลือกได้สำเร็จ ประกอบกับรัฐบาลทั่วเอเชียออกมาตรการปกป้องครัวเรือนและภาคธุรกิจ เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิงและการอุดหนุน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงชัดเจนตั้งแต่เดือน มี.ค. 2569 เป็นต้นมา โดยหดตัวลึกสุดในเดือน เม.ย.
สอง แรงหนุนจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ ที่กระตุ้นความต้องการสินค้าและบริการด้านเทคโนโลยีทั่วโลก เห็นได้ชัดที่สุดในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงและชิ้นส่วนอื่นๆ รวมถึงการลงทุนขนาดมหาศาลในศูนย์ข้อมูล
สาม ภาคการค้าที่ยืนระยะได้ดีกว่าที่หวั่นเกรง โดยการส่งออกยังเติบโตแม้ในสินค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเทคโนโลยี และการค้าระหว่างกันภายในเอเชียพุ่งขึ้นสวนทางกับการค้ากับสหรัฐที่ลดลง ขณะที่รัฐบาลในภูมิภาคไม่ตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกัน แต่กลับเดินหน้าทำข้อตกลงการค้าระดับภูมิภาคที่ลึกขึ้น
เตือนความเสี่ยงหนี้สาธารณะ-บอนด์ยีลด์พุ่ง
อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าผู้กำหนดนโยบายยังเผชิญโจทย์หนัก ราคาน้ำมันมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงและผันผวนยาวนานกว่าที่เคยประเมิน ขณะที่ความสามารถในการปรับตัวมีขีดจำกัด เช่น ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่ดึงมาใช้ได้เพียงระยะหนึ่ง ส่วนมาตรการการคลังที่หลายประเทศใช้ยังเป็นแบบหว่านแหและไม่พุ่งเป้า จึงกดดันฐานะการคลังเพิ่มขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับขึ้นแรงทั่วโลกรวมถึงเอเชีย สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความยั่งยืนทางการคลัง โดยหลายประเทศในเอเชียลดการขาดดุลลงได้ แต่บางประเทศเลื่อนการรัดเข็มขัดออกไป ท่ามกลางแรงกดดันด้านรายจ่ายจากสังคมสูงวัย ภาระด้านกลาโหม และดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้น
โจทย์ใหญ่ 150 ล้านตำแหน่งงาน กับคลื่น AI
ในเชิงโครงสร้าง IMF ระบุว่าหลายประเทศในเอเชียยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ทำให้ภูมิภาคจำเป็นต้องสร้างงานใหม่เกือบ 150 ล้านตำแหน่งภายในทศวรรษหน้า ขณะที่ภาคการผลิตซึ่งเคยเป็นแหล่งจ้างงานหลักกำลังใช้ทุนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องหันมาเน้นการสร้างงานที่ใช้ความรู้ในภาคบริการแทน
รายงานฉบับนี้ยังมีบทวิเคราะห์พิเศษเรื่อง "ตลาดแรงงานในเอเชีย: ความท้าทายและโอกาสในยุคเอไอ" ซึ่งศึกษาประกาศรับสมัครงานออนไลน์หลายล้านรายการ นับเป็นหลักฐานชุดแรกๆ ที่สะท้อนผลกระทบของเอไอต่อตลาดแรงงานเอเชีย
ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการแรงงานจากฝั่งนายจ้างลดลงในอาชีพที่เอไอเข้ามาทำแทนได้มาก เมื่อเทียบกับอาชีพที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยลดลงได้มากถึง 10% นับตั้งแต่เอไอเริ่มแพร่หลาย แต่การลดลงดังกล่าวเริ่มทรงตัวแล้ว แม้เอไอจะมีขีดความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันนายจ้างกลับต้องการแรงงานที่ใช้เอไอเป็นมากขึ้น ตั้งแต่การเขียนคำสั่งให้แม่นยำ ไปจนถึงการเชื่อมเอไอเข้ากับข้อมูลและความเชี่ยวชาญเฉพาะในที่ทำงาน
IMF สรุปว่า สิ่งนี้บ่งชี้ว่าเอไอกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมากกว่าจะทำลายงาน เพราะนายจ้างยังต้องการคนสำหรับงานที่ใช้ความรู้ แม้เอไอจะทำงานบางอย่างที่เคยเชื่อว่ามีแต่มนุษย์ทำได้แล้วก็ตาม พร้อมทิ้งคำถามเชิงนโยบายว่า ประเทศต่างๆ จะสร้างงานอย่างไรเมื่อเอไอเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมที่เป็นแหล่งจ้างงาน และเยาวชนควรได้รับการศึกษาแบบใดเพื่อรับมือตลาดแรงงานยุคเอไอ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้กำหนดนโยบายต้องตอบให้ได้ หากต้องการรักษาความแข็งแกร่งของภูมิภาคไว้







