thansettakij
thansettakij
เวเนซุเอลาหวนคืนเวที IMF ย้อนปมระงับสัมพันธ์ ก่อนเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ

เวเนซุเอลาหวนคืนเวที IMF ย้อนปมระงับสัมพันธ์ ก่อนเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ

15 ต.ค. 69 | 03:57 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 03:57 น.

เวเนซุเอลาฟื้นความสัมพันธ์กับ IMF ในเดือนเมษายน 2569 หลังระงับการติดต่อมาตั้งแต่ปี 2562 จากปัญหาการรับรองสถานะรัฐบาล การรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ก่อนหวนคืนเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ

KEY

POINTS

  • เวเนซุเอลากลับมาฟื้นความสัมพันธ์กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากระงับไปตั้งแต่ปี 2562 จากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ
  • การกลับเข้าร่วมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเดินหน้าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 ด้าน และเตรียมการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะต่างประเทศมูลค่ากว่า 2.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • แม้ยังไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้ในทันที แต่การฟื้นความสัมพันธ์ช่วยให้เวเนซุเอลาสามารถเข้าถึงสินทรัพย์สำรองใน IMF และปูทางสู่การสร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุน

เวเนซุเอลากลับมาฟื้นความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในเดือนเมษายน 2569 หลังระงับความสัมพันธ์ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 จากข้อขัดแย้งเรื่องการรับรองสถานะรัฐบาล ท่ามกลางปัญหาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ก่อนกลับเข้าร่วมการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม 2569 พร้อมเปิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 ด้าน และเตรียมรับมือภาระหนี้สาธารณะต่างประเทศที่มีมูลค่ากว่า 2.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ย้อนปมเวเนซุเอลาหยุดสัมพันธ์ IMF ก่อนหวนคืนเวทีการเงินโลก

ความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลากับ IMF เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2489 ซึ่งเป็นวันที่เวเนซุเอลาเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจมหภาคค่อย ๆ หยุดชะงัก โดยเวเนซุเอลาไม่ได้เข้ารับการประเมินภาวะเศรษฐกิจประจำปีตามมาตรา 4 (Article IV Consultation) ของ IMF ตั้งแต่ปี 2547

การประเมินตามมาตรา 4 เป็นกลไกสำคัญที่ IMF ใช้ติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ครอบคลุมข้อมูลสถิติการเงิน ดุลการชำระเงิน และนโยบายการคลัง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงทศวรรษ 2550 จนคณะกรรมการบริหาร IMF ออกแถลงการณ์ตักเตือนอย่างเป็นทางการ (Statement of Censure) ในปี 2561 หลังเวเนซุเอลาไม่สามารถส่งมอบข้อมูลเศรษฐกิจที่จำเป็นตามข้อตกลงขององค์กรได้

ความแตกต่างของข้อมูลเงินเฟ้อสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา

โดยในปี 2561 ธนาคารกลางเวเนซุเอลารายงานอัตราเงินเฟ้อต่อ IMF ที่ประมาณ 860% ขณะที่ฝ่ายวิชาการของ IMF ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจริงสูงถึง 2,818% ทำให้การติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูล

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2562 ความสัมพันธ์ระหว่างเวเนซุเอลากับ IMF หยุดชะงักลงอย่างเป็นทางการ หลังเกิดวิกฤตการเมืองภายในประเทศและความเห็นแตกต่างในประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับการรับรองความชอบธรรมของรัฐบาลนิโกลาส มาดูโร (Nicolás Maduro) และฝ่ายค้าน ส่งผลให้ IMF ระงับธุรกรรมและการติดต่อกับเวเนซุเอลา

ข้อมูลประวัติความสัมพันธ์ของ IMF ระบุว่า เวเนซุเอลาเป็นสมาชิกของกองทุนมาตั้งแต่ปี 2489 แต่ความสัมพันธ์ถูกระงับในปี 2562 ก่อนที่ IMF จะประกาศกลับมาดำเนินความสัมพันธ์อีกครั้งในเดือนเมษายน 2569

การกลับมาครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลรักษาการของเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) โดย IMF ระบุว่า ประเทศสมาชิกที่มีพลังโหวตรวมกันเกินกว่า 50% ได้ให้การรับรองหรือทำธุรกรรมทวิภาคีกับรัฐบาลรักษาการ ซึ่งเปิดทางให้ฟื้นความสัมพันธ์ทางสถาบันได้อีกครั้ง

นอกจากปัจจัยทางการเมืองแล้ว การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ในภาคพลังงานและเหมืองแร่ยังเป็นอีกปัจจัยที่เอื้อต่อการกลับมาทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะใบอนุญาตทั่วไป General License 58 ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งอนุญาตให้เวเนซุเอลาว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเตรียมปรับโครงสร้างหนี้

ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลาต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังผลผลิตสะสมลดลงถึงสองในสาม และเผชิญภาวะผิดนัดชำระหนี้สาธารณะต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2560 การกลับเข้าสู่กรอบความร่วมมือกับ IMF จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ และเตรียมเจรจาปรับโครงสร้างหนี้

คืนความสัมพันธ์ IMF ปลดล็อกสินทรัพย์สำรอง 4.9 พันล้านดอลลาร์

การฟื้นความสัมพันธ์กับ IMF ไม่ได้หมายความว่าเวเนซุเอลาจะได้รับอนุมัติโครงการเงินกู้หรือความช่วยเหลือทางการเงินในทันที แต่เป็นการกลับเข้าสู่กรอบความร่วมมือทางสถาบัน และเริ่มดำเนินการตามพันธะของประเทศสมาชิกอีกครั้ง

ข้อมูลในรายงานระบุว่า เวเนซุเอลากลับเข้าถึงสินทรัพย์สำรองระหว่างประเทศที่ถือครองไว้กับ IMF ทั้งสิทธิถอนเงินพิเศษ (Special Drawing Rights: SDRs) และสิทธิในส่วนสำรอง (Reserve Tranche) รวมมูลค่าประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 พันล้าน SDR

สินทรัพย์ดังกล่าวสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินต่างประเทศหลักกับประเทศสมาชิกอื่นโดยสมัครใจ หรือใช้ทำธุรกรรมทางการเงินตามหลักเกณฑ์ของ IMF ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ฐานะการคลังของเวเนซุเอลา

ในเดือนมิถุนายน 2569 IMF แต่งตั้ง อัลวาโร พีริส ชาวาร์รี (Álvaro Piris Chávarri) ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการวิกฤตการเงินและอดีตหัวหน้าคณะทำงานประจำประเทศเอธิโอเปีย เป็นหัวหน้าคณะทำงาน IMF ประจำเวเนซุเอลา เพื่อเริ่มทำงานด้านเทคนิคและเตรียมความพร้อมสำหรับการประเมินเศรษฐกิจตามมาตรา 4 ในอนาคต

คณะทำงานดังกล่าวได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวเนซุเอลา รวมถึงไนเจล ชอล์ก (Nigel Chalk) ผู้อำนวยการฝ่ายซีกโลกตะวันตกของ IMF เพื่อวางแนวทางปรับปรุงระบบสถิติเศรษฐกิจมหภาค การบริหารจัดการการคลัง และการเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเวเนซุเอลาในระยะแรกยังเน้นการขอรับคำแนะนำทางเทคนิคมากกว่าการขอเงินกู้ เนื่องจากการอนุมัติสินเชื่อจำเป็นต้องผ่านกระบวนการยื่นคำขออย่างเป็นทางการ มีข้อผูกพันด้านนโยบายการคลัง และต้องผ่านการประเมินความพร้อมของข้อมูลสถิติ

เวเนซุเอลาเปิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 ด้าน

ในการประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ เดือนตุลาคม 2569 คาลิกซ์โต ออร์เตกา ซานเชซ (Calixto Ortega Sánchez) รองประธานาธิบดีฝ่ายเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา นำเสนอแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ เร่งขยายการผลิตน้ำมันและแร่ธาตุ เพื่อเพิ่มรายได้จากเงินตราต่างประเทศ ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและน้ำประปาที่เสื่อมโทรม รักษาเสถียรภาพทางการเงิน ผ่านการลดอัตราเงินเฟ้อ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยน และการเชื่อมต่อระบบธนาคารพาณิชย์กับเครือข่ายการเงินระหว่างประเทศ ปฏิรูปสถาบันภาครัฐและระบบภาษี พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การลงทุน

ออร์เตกา ซานเชซระบุว่า บทเรียนจากอดีตที่เวเนซุเอลาพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้กระจายความเสี่ยง ทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งใจนำรายได้ใหม่ไปลงทุนต่อยอดในอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าอย่างยั่งยืน

ด้านนโยบายการเงิน รัฐบาลเวเนซุเอลายืนยันว่าไม่มีแผนเปลี่ยนไปใช้เงินดอลลาร์สหรัฐแทนเงินโบลิวาร์อย่างเต็มรูปแบบ แม้ประชาชนและภาคธุรกิจจะใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อขายภายในประเทศอย่างแพร่หลายเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ โดยรัฐบาลต้องการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเงินโบลิวาร์ให้กลับมาเป็นสื่อกลางหลักในการทำธุรกรรมภายในประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังทำข้อตกลงกับผู้ผลิตทองคำในประเทศ เพื่อนำทองคำมาสะสมเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ ธนาคารกลาง

หนี้สาธารณะ 2.38 แสนล้านดอลลาร์ ความท้าทายสำคัญของเวเนซุเอลา

ข้อมูลในรายงานเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า หนี้สาธารณะรวมของเวเนซุเอลาตามขอบเขตการประเมิน (Gross Perimeter) มีมูลค่าประมาณ 2.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหนี้ระหว่างหน่วยงานของรัฐประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่หนี้พันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรของบริษัทน้ำมันแห่งรัฐ PDVSA ที่ผิดนัดชำระ รวมดอกเบี้ยค้างชำระและคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ มีมูลค่าเกิน 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนหนี้เกือบ 180% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

เพื่อเตรียมเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ รัฐบาลเวเนซุเอลาแต่งตั้ง Centerview Partners เป็นที่ปรึกษาทางการเงินฝ่ายลูกหนี้ ส่วนกลุ่มเจ้าหนี้พันธบัตรหลัก Venezuela Creditor Committee ว่าจ้าง Houlihan Lokey เป็นที่ปรึกษา นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้ Ad Hoc ซึ่งรวมถึง GMO และ T. Rowe Price ถือครองพันธบัตรรวมกันอย่างน้อย 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จำเป็นต้องอาศัยการประเมินความยั่งยืนของหนี้ (Debt Sustainability Analysis: DSA) จาก IMF เพื่อใช้เป็นกรอบประกอบการเจรจากับเจ้าหนี้

ด้าน Citigroup ประเมินว่า การทำให้หนี้ของเวเนซุเอลากลับมามีความยั่งยืนอาจต้องลดมูลค่าเงินต้นไม่น้อยกว่า 50% หรืออาจทำให้มูลค่าฟื้นตัว (Recovery Value) เหลือเพียง 30% เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ซ้ำในอนาคต

IMF ประเมินเศรษฐกิจเวเนซุเอลาปี 2569 โต 4-5% แต่เงินเฟ้อยังสูง

ข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในรายงาน World Economic Outlook (WEO) ปี 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจเวเนซุเอลามีแนวโน้มขยายตัว แต่ยังเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยมีตัวเลขสำคัญดังนี้

GDP ที่แท้จริง: ขยายตัว 4% ตามประมาณการ WEO และ 5% ในฉบับปรับปรุงเดือนตุลาคม

GDP ณ ราคาปัจจุบัน: 12.418 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย: 387.4%

อัตราเงินเฟ้อ ณ ปลายงวด: 336.7%

ดุลบัญชีเดินสะพัด: ขาดดุล 1% ของ GDP หรือ 1.251 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ดุลการคลังรวม: ขาดดุล 5.8% ของ GDP

หนี้สาธารณะต่อ GDP: ประมาณ 180%

ประชากร: 26.89 ล้านคน

แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่การผลักดันให้เงินโบลิวาร์กลับมาเป็นสกุลเงินหลักภายในประเทศยังเผชิญความท้าทาย จากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่สูงถึง 387.4% และความแตกต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนทางการกับตลาดขนาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเก็งกำไรและการหลีกเลี่ยงภาษี

หากรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพราคาได้ การใช้เงินโบลิวาร์อาจทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจเคลื่อนเข้าสู่นอกระบบมากขึ้น ซึ่งจะขัดแย้งกับเป้าหมายการปฏิรูประบบภาษีของรัฐบาล

หวนคืน IMF เปิดทางเจรจาหนี้ แต่ยังไม่ใช่หลักประกันฟื้นเศรษฐกิจ

การกลับเข้าสู่กรอบความร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลกเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา โดยเฉพาะการปรับปรุงข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค การเตรียมประเมินความยั่งยืนของหนี้ และการสร้างกรอบเจรจากับเจ้าหนี้ต่างประเทศ

รายงานยังกล่าวถึงกรอบนโยบายการให้กู้ยืมของ IMF ในกรณีที่ประเทศยังค้างชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ภาครัฐ (Lending Into Official Arrears: LIOA) ซึ่งอาจช่วยให้ IMF สามารถอนุมัติโครงการช่วยเหลือและรับรองแผนปรับโครงสร้างหนี้ได้ แม้เจ้าหนี้ทวิภาคีรายใหญ่ เช่น จีน จะพยายามชะลอหรือยับยั้งข้อตกลงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การกลับมามีความสัมพันธ์กับ IMF ไม่ได้หมายความว่าเวเนซุเอลาจะได้รับเงินกู้ทันที หรือสามารถแก้ปัญหาหนี้ได้สำเร็จโดยอัตโนมัติ ประเทศยังต้องเดินหน้าปรับปรุงระบบสถิติ เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจตามมาตรฐานสากล จัดทำการประเมินความยั่งยืนของหนี้ และรักษาวินัยทางการเงินการคลัง ควบคู่กับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเงินโบลิวาร์และการควบคุมเงินเฟ้อ

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทความนี้เรียบเรียงจากต้นฉบับที่ได้รับ โดยระบุแหล่งข้อมูลตามที่ต้นฉบับกล่าวถึง ได้แก่ IMF, รายงาน WEO ปี 2569 และ Citigroup ทั้งนี้ ควรตรวจสอบตัวเลข GDP ที่ระบุว่า “12.418 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ” และรายละเอียดการเข้าถึงสินทรัพย์สำรอง 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐกับเอกสารต้นทางก่อนเผยแพร่ เนื่องจากต้นฉบับที่ได้รับไม่ได้แนบรายการอ้างอิงฉบับเต็มมาด้วย