
UN โหวต “แก้แผนที่โลก” หนุนใช้ Equal Earth คืนสัดส่วนที่เป็นธรรมแก่แอฟริกา
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UN ลงมติ 164 เสียง เห็นชอบแนวทาง “แก้แผนที่โลก” สนับสนุนการใช้แผนที่แบบ Equal Earth ลดความบิดเบือนจากระบบเมอร์เคเตอร์ พร้อมรับรองวาระสำคัญด้านวัฒนธรรม การยุติการสมรสในเด็ก และเลือกไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมด้านภัยพิบัติในปี 2570
KEY
POINTS
- สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) มีมติรับรองการใช้แผนที่โลกแบบ Equal Earth เพื่อแก้ไขปัญหาสัดส่วนขนาดทวีปที่บิดเบือนจากการใช้แผนที่แบบเดิม
- เป้าหมายหลักคือเพื่อคืนขนาดที่เป็นธรรมแก่ทวีปแอฟริกาและภูมิภาคใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งมักปรากฏเล็กกว่าความเป็นจริงในแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ที่ใช้กันแพร่หลาย
- ร่างข้อมติดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุน 164 ประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ลงมติคัดค้าน
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UN General Assembly เดินหน้าแก้ปัญหาการนำเสนอขนาดของทวีปต่าง ๆ บนแผนที่โลกที่คลาดเคลื่อน โดยรับรองร่างข้อมติ “Correct the map” ซึ่งเรียกร้องให้เพิ่มการใช้แผนที่แบบรักษาสัดส่วนพื้นที่ โดยเฉพาะระบบ Equal Earth projection ในกรณีที่จำเป็นต้องเปรียบเทียบขนาดของภูมิภาคและทวีปต่าง ๆ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ไขข้อจำกัดของแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ หรือ Mercator projection ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในตำราเรียน สื่อ แพลตฟอร์มดิจิทัล และเอกสารทางการมาเป็นเวลานาน แต่ทำให้ขนาดของพื้นที่บางส่วนบนโลกผิดไปจากสัดส่วนจริง โดยเฉพาะทวีปแอฟริกาและภูมิภาคใกล้เส้นศูนย์สูตรที่มักปรากฏว่ามีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง
164 ประเทศหนุน “แก้แผนที่โลก”
ร่างข้อมติชื่อ “แก้ไขแผนที่: ปรับสมดุลการนำเสนอโลกทางแผนที่ และส่งเสริมการนำเสนอภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะแอฟริกา” หรือเอกสาร A/80/L.104 ได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 164 ประเทศ
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ลงคะแนนคัดค้าน ขณะที่อีก 6 ประเทศงดออกเสียง ได้แก่ เอสโตเนีย จอร์เจีย ลิทัวเนีย สาธารณรัฐมอลโดวา เซอร์เบีย และยูเครน
สาระสำคัญของข้อมติคือการสนับสนุนให้ใช้แผนที่แบบรักษาสัดส่วนพื้นที่เท่ากัน หรือ Equal-area map projections อย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะแผนที่แบบ Equal Earth ในบริบทที่ต้องการแสดงหรือเปรียบเทียบขนาดที่แท้จริงของทวีปต่าง ๆ
ข้อมติยังวางกรอบให้ปัญหานี้มีความหมายมากกว่าเรื่องเทคนิคการทำแผนที่ เพราะเกี่ยวข้องกับการศึกษา ความเข้าใจของสาธารณชน วัฒนธรรม ภูมิรัฐศาสตร์ แนวคิดด้านการพัฒนา ตลอดจนมุมมองที่ประชาคมโลกมีต่อขนาดและศักยภาพของทวีปแอฟริกา
“แผนที่ที่เป็นธรรม” เปลี่ยนวิธีมองโลก
ผู้แทนโตโก ซึ่งเสนอร่างข้อมติในนามกลุ่มประเทศแอฟริกา ระบุว่า สหประชาชาติได้ดำเนินการแก้ไขความไม่สมดุลที่ตกทอดมาจากอดีตมาอย่างต่อเนื่อง และถึงเวลาที่ประเด็นเรื่องแผนที่ในฐานะเครื่องมือกำหนดการรับรู้จะได้รับความสนใจร่วมกัน
คำถามสำคัญคือ โลกถูกนำเสนออย่างไร ถูกนำไปใช้ในการศึกษาอย่างไร และคนรุ่นต่อไปเรียนรู้ที่จะมองโลกผ่านแผนที่แบบใด
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แผนที่ที่ใช้ในตำราเรียน สื่อ แพลตฟอร์มดิจิทัล และเอกสารทางการ บิดเบือนสัดส่วนเปรียบเทียบของทวีปต่าง ๆ ส่งผลให้แอฟริกาและภูมิภาคบางส่วนดูเล็กลง และสร้างภาพจำต่อภูมิศาสตร์โลกอย่างไม่สมดุล
กลุ่มประเทศผู้สนับสนุนย้ำว่า การแก้ไขแผนที่ไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศ อารยธรรม หรือธรรมเนียมการทำแผนที่ใด แต่ต้องการส่งเสริมรูปแบบแผนที่ที่สามารถรักษาสัดส่วนที่แท้จริงของทวีปต่าง ๆ ได้ดีกว่า รวมถึง Equal Earth ซึ่งเป็นระบบที่สหภาพแอฟริกาให้การสนับสนุน
“แผนที่ที่เป็นธรรมไม่ได้เปลี่ยนภูมิศาสตร์ของโลก แต่เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก” ผู้แทนโตโกระบุ พร้อมชี้ว่า เมื่อมุมมองมีความเป็นธรรมมากขึ้น ย่อมเปิดทางไปสู่ความเข้าใจ ความเคารพ และสันติภาพระหว่างประเทศ
ด้านรัสเซียสนับสนุนร่างข้อมติดังกล่าว โดยมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวข้ามมรดกจากยุคล่าอาณานิคม ฟื้นฟูความเป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ และเสริมสร้างบทบาทของแอฟริกาในฐานะศูนย์กลางสำคัญของโลกหลายขั้ว
สหรัฐคัดค้าน-ยูเครนท้วงปัญหาเขตแดน
ผู้แทนสหรัฐอเมริกาคัดค้านร่างข้อมติ โดยเห็นว่า แม้ข้อเสนอจะถูกนำเสนอในลักษณะของการปรับปรุงระบบแผนที่ แต่ไม่อาจแยกออกจากโครงการทางอุดมการณ์ที่กว้างกว่า ทั้งเรื่องการชดเชยความเสียหายและความเป็นธรรมทางความคิด
สหรัฐยังวิจารณ์ว่า ข้อมติในลักษณะนี้เป็นภาระต่อการทำงานและเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สหประชาชาติสูญเสียความน่าเชื่อถือ
ขณะที่ยูเครนไม่ได้คัดค้านหลักการสำคัญของข้อมติ แต่แสดงความกังวลต่อแผนที่ Equal Earth ที่ถูกกล่าวถึง เนื่องจากแสดงพื้นที่บางส่วนของยูเครนซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองชั่วคราวของรัสเซียในลักษณะที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้
ยูเครน เห็นว่า การแสดงพื้นที่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อมติของสมัชชาใหญ่ฯ ที่ไม่ยอมรับความพยายามผนวกไครเมียอย่างผิดกฎหมายของรัสเซียเมื่อปี 2557
ด้านสหภาพยุโรป หรืออียู สนับสนุนเป้าหมายในการนำเสนอภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะแอฟริกาอย่างถูกต้องและเท่าเทียมมากขึ้น แต่ย้ำว่าขอบเขตของข้อมติจำกัดอยู่ที่การศึกษา การสร้างความตระหนักรู้ และความรู้ด้านภูมิศาสตร์เท่านั้น
ข้อมตินี้จึงไม่มีผลต่อประเด็นอธิปไตย สถานะของดินแดน การกำหนดเขตแดน หรือพรมแดนของรัฐที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
รับรองข้อมติ “พหุภาษา”
นอกจากประเด็นแผนที่โลกแล้ว สมัชชาใหญ่ฯ ยังรับรองร่างข้อมติเรื่อง “พหุภาษา” โดยไม่มีการลงคะแนนเสียง พร้อมแสดงความกังวลว่ามาตรการรับมือปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของสหประชาชาติอาจกระทบต่อการให้บริการด้านภาษา
ที่ประชุมร้องขอให้เลขาธิการสหประชาชาติเพิ่มความพยายามในการดำเนินการตามพันธกิจด้านพหุภาษาอย่างครบถ้วน และรักษาความเท่าเทียมระหว่างภาษาทางการทั้ง 6 ภาษาของสหประชาชาติ รวมถึงสนับสนุนการใช้ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาทางการ
ข้อมติยังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีเกิดใหม่มาใช้แก้ปัญหาข้อจำกัดทางการเงิน แต่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์และมีระบบควบคุมคุณภาพที่เหมาะสม
เปิดทศวรรษวัฒนธรรม-ยุติการสมรสในเด็ก
ที่ประชุมยังรับรองร่างข้อมติเรื่อง “ทศวรรษวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2027–2036” ด้วยคะแนนสนับสนุน 174 ประเทศ ไม่มีประเทศงดออกเสียง และมีสหรัฐอเมริกาคัดค้านเพียงประเทศเดียว
สหรัฐให้เหตุผลว่า ข้อมติดังกล่าวเบี่ยงเบนจากหลักการก่อตั้งสหประชาชาติและทำให้กระบวนการทำงานขยายตัวเกินความจำเป็น โดยหากข้อมติมีผล ในปี 2027 สหประชาชาติจะมีวาระทศวรรษระหว่างประเทศดำเนินอยู่พร้อมกันถึง 19 วาระ
ขณะเดียวกัน สมัชชาใหญ่ฯ รับรองโดยฉันทามติร่างข้อมติเรื่อง “วันสากลเพื่อการยุติการสมรสในเด็ก การสมรสก่อนวัยอันควร และการบังคับสมรส” รวมถึงข้อมติรำลึกครบรอบ 50 ปี สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่ประชุมยังเปิดทางให้องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ประชาชนเชื้อสายแอฟริกัน รวมถึงผู้แทนและสถาบันของชนพื้นเมือง เข้าร่วมการประชุมระดับสูงเพื่อรำลึกครบรอบ 25 ปี การรับรองปฏิญญาเดอร์บันและแผนปฏิบัติการ
ไทยรับเจ้าภาพประชุมด้านภัยพิบัติปี 2570
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญสำหรับประเทศไทย คือ สมัชชาใหญ่ฯ มีมติโดยฉันทามติรับข้อเสนอของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้แทนผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลในกรณีเกิดภัยพิบัติ
การประชุมจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 25 มกราคม-12 กุมภาพันธ์ 2570 สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะพื้นที่กลางสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการรับมือและคุ้มครองประชาชนจากภัยพิบัติ







