thansettakij
thansettakij
คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เปิดประชุมฉุกเฉิน กรณีสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เปิดประชุมฉุกเฉิน กรณีสหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน

01 มี.ค. 2569 | 08:17 น.
อัปเดตล่าสุด :01 มี.ค. 2569 | 08:23 น.

UNSC ได้เปิดประชุมฉุกเฉินว่าด้วยเรื่องอิหร่านเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลทำการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ในช่วงก่อนหน้าของวันเดียวกัน

KEY

POINTS

  • คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉินภายหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน
  • เลขาธิการสหประชาชาติประณามการโจมตี โดยเตือนว่าอาจจุดชนวนความขัดแย้งในภูมิภาค และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจาโดยสันติ
  • ผู้แทนจากหลายชาติ เช่น อิหร่าน จีน และรัสเซีย ได้ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการรุกรานที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยอย่างชัดเจน

สหประชาชาติ, 1 มี.ค. 2569 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้เปิดประชุมฉุกเฉินว่าด้วยเรื่องอิหร่านเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลทำการโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ในช่วงก่อนหน้าของวันเดียวกัน

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวแถลงประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รวมถึงการโจมตีโต้กลับของอิหร่านในเวลาต่อมา โดยระบุว่าเป็นการละเมิด "อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของบาห์เรน อิรัก จอร์แดน คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์"

กูเตอร์เรส เตือนว่า ปฏิบัติการทางทหารนี้เสี่ยงที่จะจุดชนวนให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดของโลก พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเสมอ

 

"ไม่มีทางเลือกอื่นใดที่สามารถทำได้ นอกจากการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ" กูเตอร์เรสกล่าว พร้อมเสริมว่าสันติภาพที่ยั่งยืนนั้นจะเกิดขึ้นได้ด้วยแนวทางอันสันติเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการเจรจาและการสื่อสารอย่างจริงใจ

กูเตอร์เรส กล่าวว่า การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาทางอ้อมรอบที่ 3 ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีโอมานเป็นคนกลาง ซึ่งมีการเตรียมการสำหรับการเจรจาทางเทคนิค ณ กรุงเวียนนาในสัปดาห์หน้าไว้แล้ว ตามด้วยการเจรจาทางการเมืองรอบใหม่ "ผมรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่โอกาสทางการทูตนี้ถูกทำให้สูญเปล่า" เลขาธิการสหประชาชาติกล่าว

พร้อมเรียกร้องให้มีการลดระดับความตึงเครียดและยุติการสู้รบทันที ทั้งยังเตือนด้วยว่า "ทางเลือกอื่นที่เหลือคือความขัดแย้งที่อาจขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือนและความมั่นคงในภูมิภาค"

(แฟ้มภาพซินหัว : คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉิน กรณีการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ-อิสราเอล ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์กของสหรัฐฯ วันที่ 28 ก.พ. 2026)

 

กูเตอร์เรสกล่าวว่า เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมกระตุ้นให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อามีร์-ซาอีด อิราวานี (Amir-Saeid Iravani) เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติ เรียกการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็น "การรุกรานโดยที่ไม่ได้ถูกยั่วยุก่อน และมีการเตรียมการมาล่วงหน้า" และเป็นการโจมตีอิหร่านครั้งที่สองในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขากล่าวด้วยว่าการโจมตีดังกล่าว "จงใจ" พุ่งเป้าไปที่เขตที่อยู่อาศัยของพลเรือนที่หนาแน่นในหลายเมืองใหญ่ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยราย

เขายังประณามว่าการโจมตีทางทหารครั้งนี้เป็น "การรุกรานที่โจ่งแจ้งและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ" พร้อมระบุว่า "ไม่มีเหตุผลรับรอง คำกล่าวหา หรือการสร้างเรื่องบิดเบือนใดๆ ที่จะสามารถสร้างความชอบธรรมหรือใช้เป็นข้ออ้างให้กับการก่ออาชญากรรมและการรุกรานที่ประจักษ์ชัดนี้ได้" ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีดังกล่าวถือเป็น "การก่อสงครามต่อระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ ที่สหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงได้สร้างขึ้นมากว่าแปดทศวรรษที่ผ่านมา"

ด้านฟู่ชง ผู้แทนถาวรของจีนประจำสหประชาชาติ ระบุว่า จีน แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อการยกระดับความตึงเครียดอย่างฉับพลันในภูมิภาค หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อเป้าหมายในอิหร่านอย่างอุกอาจ

ฟู่ชง ระบุว่า จีนเชื่อเสมอว่าทุกฝ่ายควรปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยจีนคัดค้านและประณามการใช้กำลังหรือการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมเสริมว่าอธิปไตย ความมั่นคง และบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านรวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต้องได้รับการเคารพ

ขณะที่ วาสซิลี เนเบนเซีย (Vasily Nebenzya) เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็น "การรุกรานด้วยอาวุธที่จงใจ มีการเตรียมการล่วงหน้า และไม่ได้ถูกยั่วยุ ซึ่งกระทำต่อรัฐสมาชิกสหประชาชาติที่มีอำนาจอธิปไตยและเป็นอิสระ อันเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานและบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง"

เขากล่าวว่า การดำเนินการที่ขาดความรับผิดชอบของสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ทำลายสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงในตะวันออกกลาง พร้อมสำทับว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้คือ "การทรยศต่อการทูต".