thansettakij
thansettakij
'ทรัมป์' เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

'ทรัมป์' เปิดฉากสงครามเศรษฐกิจ บีบอิหร่าน ขู่ประเทศช่วยเหลือเจอผลกระทบรุนแรง

20 ส.ค. 69 | 05:04 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ส.ค. 69 | 05:04 น.

Trump ประกาศเปิดเกม ‘ECONOMIC D-DAY’ กดดันอิหร่านครั้งใหญ่ ขู่ประเทศที่เป็นช่องทางการเงิน น้ำมัน และการขนส่ง อาจตกเป็นเป้าหมายโดยตรง

KEY

POINTS

  • ทรัมป์ประกาศเปิดฉาก "สงครามเศรษฐกิจ" (Economic Warfare) ครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน โดยใช้มาตรการกดดันที่รุนแรงที่สุดเพื่อโดดเดี่ยวอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลก
  • ขู่ว่าประเทศ สถาบันการเงิน หรือธุรกิจใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
  • มาตรการมุ่งเป้าตัดช่องทางรายได้สำคัญของอิหร่าน เช่น การส่งออกน้ำมัน ธุรกรรมทางการเงิน และการขนส่งทางเรือ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกระดับแรงกดดันต่ออิหร่าน เปิดฉาก “Economic Warfare and Isolation” ครั้งใหญ่ พร้อมขู่ประเทศ สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน และหน่วยงานรัฐที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ชี้ต้องตัดทุกช่องทางการเงิน น้ำมัน และธุรกรรมที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอิหร่าน พร้อมย้ำ “Iran will never have a nuclear weapon”

เปิดฉาก “Economic Warfare” ตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์กดดันอิหร่านครั้งใหม่ โดยยกระดับมาตรการทางเศรษฐกิจไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Economic Warfare and Isolation” หรือ สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่ทรัมป์ระบุว่า “รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง”

พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า การดำเนินมาตรการครั้งนี้จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเล่นงานอิหร่าน แต่จะขยายผลไปยังประเทศและหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นช่องทางช่วยเหลืออิหร่านด้วย

ทรัมป์ระบุว่า ไม่มีใครเคยมอบโอกาสให้อิหร่านในการบรรลุข้อตกลงมากเท่ากับสหรัฐฯ แต่รัฐบาลอิหร่านล้มเหลวในการคว้าโอกาสดังกล่าว ส่งผลให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเดินหน้ามาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเป้าหมายคือการตัดความสามารถของอิหร่านในการเข้าถึงเงินทุน ตลาด และช่องทางทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สาระสำคัญของถ้อยแถลงอยู่ที่การประกาศ “Economic Warfare” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนระดับของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ จากการคว่ำบาตรเฉพาะเป้าหมาย ไปสู่การกดดันในวงกว้างเพื่อทำให้อิหร่านถูกโดดเดี่ยวจากระบบเศรษฐกิจโลกมากที่สุด

ทรัมป์ระบุว่า มาตรการครั้งนี้จะเป็น “Economic D-Day” พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ร่วมมือกันตัดช่องทางที่ทำให้อิหร่านยังสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนศักยภาพทางทหารและการดำเนินงานในต่างประเทศ

โดยสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับช่องทางที่ถูกมองว่าเป็น “เส้นเลือด” ของเศรษฐกิจอิหร่าน ทั้งการลักลอบส่งออกน้ำมัน การทำธุรกรรมผ่านระบบแลกเปลี่ยนเงิน การโอนเงินสด การใช้บริษัทตัวกลางหรือบริษัทนอมินี ตลอดจนการใช้ทะเบียนเรือเพื่ออำพรางแหล่งที่มาและปลายทางของธุรกรรม

ขู่ประเทศที่ช่วยอิหร่าน เจอผลกระทบทางเศรษฐกิจ

จุดที่ตลาดโลกต้องจับตาเป็นพิเศษ คือคำประกาศของทรัมป์ที่ไม่ได้พุ่งเป้าเฉพาะรัฐบาลอิหร่าน แต่ครอบคลุมไปถึง ประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน ภาคธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้ามามีส่วนในการให้ “lifeline” หรือช่องทางช่วยเหลืออิหร่าน จะต้องเผชิญกับ “TREMENDOUS Economic Consequences” หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ถ้อยแถลงดังกล่าวจึงมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมาตรการที่ถูกประกาศไม่ได้จำกัดความเสี่ยงไว้ที่บริษัทหรือสถาบันการเงินของอิหร่าน แต่มีโอกาสขยายไปถึงผู้ให้บริการและคู่ค้าจากประเทศที่สาม ซึ่งอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หากถูกมองว่ามีส่วนช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

น้ำมัน-การเงิน-เดินเรือ จุดเสี่ยงสำคัญ

ทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนถึงกิจกรรมที่ต้องยุติ ไม่ว่าจะเป็น Oil smuggling, swap lines, cash transfers, exchange houses, ship registries และ front companies ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การลักลอบขนน้ำมัน การโอนเงินและธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน ไปจนถึงเครือข่ายบริษัทและการเดินเรือที่อาจถูกใช้เป็นช่องทางหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

ดังนั้น หากมาตรการดังกล่าวถูกนำไปบังคับใช้อย่างเข้มข้น ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคการเงินของอิหร่าน แต่สามารถส่งผ่านมายัง ตลาดน้ำมัน การขนส่งทางเรือ การประกันภัย การชำระเงินระหว่างประเทศ และต้นทุนการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับคู่ค้าหรือเส้นทางการค้าของอิหร่าน

สำหรับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การประเมินความเสี่ยงของธุรกรรมและคู่ค้า เพราะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านอาจถูกตรวจสอบเข้มข้นขึ้น หากสหรัฐฯ เดินหน้าขยายมาตรการไปยังผู้ที่ถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยให้อิหร่านเข้าถึงระบบเศรษฐกิจโลก

ย้ำเป้าหมายสกัดอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

นอกจากเป้าหมายด้านเศรษฐกิจแล้ว ทรัมป์ยังเชื่อมโยงมาตรการครั้งใหม่นี้กับเป้าหมายด้านความมั่นคง โดยระบุว่าอิหร่านจะต้องไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการฉายอำนาจหรือสนับสนุนกิจกรรมที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยคุกคามในระดับโลก

ทรัมป์ยังย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “IRAN WILL NEVER HAVE A NUCLEAR WEAPON” หรือ “อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” ซึ่งสะท้อนว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจครั้งนี้ถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน