
ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 116 จุด Nasdaq ดิ่ง 1.33% นักลงทุนผวาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 116 จุด ขณะที่ Nasdaq ดิ่ง 1.33% นักลงทุนผวาน้ำมัน-ดอกเบี้ย หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเฟ้อกลับมากดดัน หุ้นชิปถูกเทขายหนัก
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 116.38 จุด และ Nasdaq ร่วงลง 1.33%
- นักลงทุนกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้พุ่งขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลเรื่องต้นทุนการกู้ยืมและส่งผลกระทบหนักต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (18 ส.ค.) เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นและผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี
ซึ่งทำให้นักลทุนมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมและเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 53,343.40 จุด ลดลง 116.38 จุด หรือ -0.22%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,691.76 จุด ลดลง 53.30 จุด หรือ -0.69%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,289.71 จุด ลดลง 355.20 จุด หรือ -1.33%
ทั้งนี้ สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ได้บั่นทอนความหวังที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงคราม หลังจากอิหร่านระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดต่อไปจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะไม่ขยายข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน
ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568
อย่างไรก็ดี การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีซึ่งใช้อ้างอิงตราสารหนี้ทั่วโลกรวมถึงอัตราดอกเบี้ยจำนองของสหรัฐฯ ด้วยนั้น จะทำให้ผู้บริโภคมีค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินกู้จำนองเพิ่มขึ้น และทำให้บริษัทต่าง ๆ มีต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุนและลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน
หุ้นเทคฯปรับตัวลงมากสุด
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยร่วงลง 1.93% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมร่วงลง 1.46%
ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.8% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 1.6%
ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟีย (PHLX Semiconductor Index) ร่วงลง 5% ท่ามกลางความวิตกกังวลว่า ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์
นักวิเคราะห์จาก NFJ Investment Group ระบุว่า สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบแบบโดมิโน จากการเจรจาที่ล้มเหลว นำไปสู่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งทุกครั้งที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้น มักจะส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรุนแรงมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น
หุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วงลง 2.3% และหุ้น Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ดิ่งลง 7% ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดดัชนี S&P500 มากที่สุด
ส่วนหุ้นบริษัทผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลอย่างหุ้น Sandisk และหุ้น Western Digital ร่วงลง 9% และ 7.4%
หุ้น Home Depot ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านรายใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลง 0.1% แม้บริษัทเปิดเผยยอดขายที่ดีเกินคาดในไตรมาส 2/2569
นักลงทุนจับตารายงานผลประกอบการของบริษัทค้าปลีกรายอื่น ๆ ในสัปดาห์นี้ โดยบริษัท Lowe’s จะรายงานผลประกอบการในวันนี้ (19 ส.ค.) และ Walmart ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.)
นักลงทุนจับตารายงานประชุมเฟดเดือน ก.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ค.ของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) ในวันนี้ตามเวลาสหรัฐฯ เพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุดเมื่อคืนนี้ ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9,500 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 1 ส.ค.
สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) ระบุว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) ลดลง 2.3% สู่ระดับ 71.2 ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 0.1%
ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านลดลง 12.4% สู่ระดับ 1.239 ล้านยูนิตในเดือนก.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.350 ล้านยูนิต จากระดับ 1.415 ล้านยูนิตในเดือนมิ.ย. โดยตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการจำนอง รวมทั้งจำนวนบ้านในสต็อก







