
เส้นทางอำนาจ 'โต เลิม' ปธน.เวียดนาม กับยุทธศาสตร์ 'ต้นไผ่ไร้รั้วกั้น'
เจาะลึกจิ๊กซอว์อำนาจ "โต เลิม" จากมือปราบเตาหลอมสู่ประธานาธิบดีควบเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กับภารกิจเยือนไทย 27-29 พ.ค. 69 ชูยุทธศาสตร์ต้นไผ่ไร้รั้วกั้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนามยุคใหม่ที่โลกต้องจับตามอง
KEY
POINTS
- โต เลิม ก้าวขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในฐานะประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผ่านบทบาทสำคัญในแคมเปญปราบทุจริต "เตาหลอมที่ลุกโชน" ซึ่งนำไปสู่การรวบอำนาจสู่ระบอบผู้นำเดี่ยว
- เปลี่ยนทิศทางนโยบายของประเทศจาก "ปราบทุจริตนำหน้า" มาเป็น "เศรษฐกิจนำหน้า" โดยตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ที่สูง และปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน
- ดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกภายใต้ยุทธศาสตร์ "ต้นไผ่ไร้รั้วกั้น" เพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเดินสายพบปะผู้นำมหาอำนาจทั่วโลกเพื่อยกระดับสถานะของเวียดนาม
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ "พลเอกพิเศษ โต เลิม (Tô Lâm)" ประธานาธิบดีและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการทูตทั่วไปในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
แต่คือการปรากฏตัวของผู้นำสูงสุดของประเทศที่ถูกขนานนามว่าเป็น "ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบหลายทศวรรษ" ของเวียดนาม ผู้เปลี่ยนผ่านระเบียบการปกครองแบบเดิมไปสู่ระบอบ "ผู้นำเดี่ยว" (Strongman) เพื่อขับเคลื่อนชาติสู่สถานะประเทศรายได้สูง
รากฐานจากครอบครัวนักปฏิวัติสู่ "ศาสตราจารย์" สายความมั่นคง
โต เลิม ปัจจุบันมีอายุ 68 ปี เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2500 ณ จังหวัดฮึงเยน ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ท่ามกลางบรรยากาศการปฏิวัติ เขาคือสายเลือดนักปฏิวัติโดยตรง โดยมีบิดาคือ "พันเอก โต เกวี่ยน" วีรบุรุษแห่งกองกำลังติดอาวุธประชาชนผู้มีบทบาทสำคัญในสงครามเวียดนาม
เส้นทางชีวิตของโต เลิม จึงเติบโตมาในสายความมั่นคงอย่างเข้มข้น เริ่มจากการเป็นนักศึกษาโรงเรียนตำรวจกลางในปี 2517
เขาไม่ได้เป็นเพียงนายตำรวจสายปฏิบัติการ แต่ยังเป็น "เทคโนแครตสายกฎหมาย" ที่จบปริญญาเอกด้านนิติศาสตร์ และได้รับการประดับยศทางวิชาการเป็น "ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ความมั่นคง" ในปี 2558
ตลอดเวลากว่า 40 ปีในกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เขาได้ก้าวผ่านตำแหน่งสำคัญตั้งแต่นักสืบสวนคุ้มครองการเมืองจนขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี
สถาปนิก "เตาหลอมที่ลุกโชน" สู่การรวบรวมอำนาจสูงสุด
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งให้ โต เลิม ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดคือบทบาทการเป็น "สถาปนิกและผู้ปฏิบัติการหลัก" ในแคมเปญปราบปรามการทุจริตระดับชาติที่ชื่อว่า "เตาหลอมที่ลุกโชน" (Blazing Furnace) ซึ่งแคมเปญนี้ส่งผลให้นักการเมืองระดับสูงและประธานาธิบดีคนก่อนหน้าต้องพ้นจากตำแหน่งถึง 2 คน
ภายหลังการอสัญกรรมของ เหงียน ฝู จ่อง ในปี 2567 โต เลิม ได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ และต่อมาในวันที่ 7 เมษายน 2569 สภาแห่งชาติได้ลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกให้เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีควบคู่อีกตำแหน่งหนึ่ง
การควบสองตำแหน่งสูงสุด (Double Mandate) นี้ถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ของเวียดนามที่เคยยึดระบบผู้นำร่วมสี่เสาหลัก เพื่อลดความล่าช้าในการบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเชิงนโยบายแบบเบ็ดเสร็จ
ยุทธศาสตร์ "เศรษฐกิจนำหน้า" และการปฏิรูปโครงสร้างรัฐสายฟ้าแลบ
ในยุคของ โต เลิม เข็มทิศนโยบายถูกเปลี่ยนจากการเน้น "ต่อต้านทุจริตนำหน้า" มาเป็น "กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจนำหน้า" (Economic Growth First) โดยตั้งเป้า GDP เติบโตสูงถึง 10% ต่อปีระหว่างปี 2569–2573
นโยบายที่สั่นสะเทือนวงการคือการปฏิรูประบบราชการแบบสายฟ้าแลบด้วยการ ควบรวมหน่วยปกครองจาก 63 จังหวัด เหลือเพียง 34 จังหวัด และยุบกระทรวงสำคัญไปถึง 5 กระทรวง เพื่อขจัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน
เขามุ่งเน้นการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 โดยชูเทคโนโลยี AI, ควอนตัม และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเป็นเครื่องยนต์หลัก พร้อมทั้งให้หลักประกันความปลอดภัยแก่ผู้นำท้องถิ่นที่ภักดีเพื่อเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนต่างชาติ (FDI) ที่เคยหยุดชะงัก
"ต้นไผ่ไร้รั้วกั้น": การทูตเชิงรุกบนกระดานมหาอำนาจ
นโยบายต่างประเทศภายใต้การนำของเขาถูกยกระดับสู่แนวทาง "ต้นไผ่ไร้รั้วกั้น" (Fenceless Bamboo) ซึ่งเป็นการลดข้อจำกัดในการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานกับการค้าเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว
ในช่วงปี 2567-2569 โต เลิม ได้ดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกด้วยการพบปะผู้นำโลกมากมาย อาทิ:
- จีน: พบ สี จิ้นผิง (ส.ค. 67 และ เม.ย. 69) เพื่อเร่งโครงการรถไฟทางกว้างเชื่อมพรมแดน
- สหรัฐฯ: พบ โดนัลด์ ทรัมป์ ณ ทำเนียบขาว (ก.พ. 69) เพื่อคานอำนาจและรักษาเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิก
- รัสเซีย: พบ วลาดิเมียร์ ปูติน ในมอสโก (พ.ค. 68)
- อินเดีย: พบ นเรนทรา โมดี (พ.ค. 69) ในวาระครบรอบ 10 ปีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน
- ผู้นำอื่นๆ: ทั้ง สปป.ลาว, กัมพูชา, สหรัฐฯ, คิวบา, มองโกเลีย, ไอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, คาซัคสถาน, เกาหลีใต้, เกาหลีเหนือ และสหราชอาณาจักร
ในขณะเดียวกัน เขายังได้ให้การต้อนรับผู้นำไทย แพทองธาร ชินวัตร ณ กรุงฮานอย เมื่อปี 2568 เพื่อเตรียมยกระดับความสัมพันธ์สู่ "หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน" (CSP)
อุดมการณ์ของเขาสะท้อนผ่านวาทะสำคัญที่ว่า
"เป้าหมายสูงสุดของยุคแห่งการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของประเทศเวียดนาม คือการสร้างสรรค์ชาติที่รุ่งเรืองและแข็งแกร่ง... เพื่อยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาอำนาจของโลก"







