
ดัชนีกักตุนแร่โลกพุ่ง 5 เท่า ทุบซัพพลายเชน ‘EV-ไฮเทค’ อ่วม
OECD เผยดัชนีกักตุนแร่ต้นน้ำพุ่งประวัติการณ์ 5 เท่าตัวนับจากปี 2009 พบ ‘โคบอลต์-แมงกานีส’ โดนกักส่งออกสูงสุด 70% สะเทือนต้นทุนผลิตรถอีวีและดิจิทัลโลก
KEY
POINTS
- มาตรการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น 5 เท่า นับตั้งแต่ปี 2009 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน
- อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากแร่สำหรับผลิตแบตเตอรี่ เช่น โคบอลต์ กราไฟต์ และแร่หายาก ถูกจำกัดการส่งออกในสัดส่วนสูง
- ประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น จีน อินเดีย และเมียนมา เป็นผู้ควบคุมการส่งออก ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญภาวะขาดแคลน
รายงานฉบับล่าสุด "OECD Inventory of Export Restrictions on Critical Raw Materials 2026" จากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) เปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลต่อภาคอุตสาหกรรมโลก โดยระบุว่ามาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบวิกฤต (CRMs) มีปริมาณสะสมพุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่า นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา
แม้ในปี 2024 อัตราการเพิ่มขึ้นของมาตรการใหม่จะเริ่มชะลอตัวลงเหลือ 0.6% แต่ปริมาณมาตรการที่มีผลบังคับใช้อยู่ยังคงอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลพวงจากความพยายามของประเทศผู้ผลิตในการควบคุมทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่นคงภายใน
เจาะลึก ‘แร่แบตเตอรี่’ ถูกกักส่งออกสูงสุด
- โคบอลต์และแมงกานีส: กว่า 70% ของการส่งออกทั่วโลกเผชิญมาตรการจำกัดอย่างน้อย 1 รายการ
- กราไฟต์: ถูกควบคุมการส่งออกคิดเป็น 47% ของปริมาณการค้าโลก
- แร่หายาก (Rare Earths): มีมาตรการคุมเข้มครอบคลุมถึง 45% ของการส่งออก
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องพึ่งพาแร่ธาตุเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลัก
สงครามทรัพยากร: 5 มหาอำนาจคุมเกม
ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา (2009-2024) ประเทศที่มีการออกมาตรการจำกัดการส่งออกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อินเดีย, จีน, อาร์เจนตินา, เวียดนาม และบุรุนดี ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของมาตรการทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวละครหลัก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เมียนมา ที่ขยับขึ้นมาเป็นผู้ประกาศใช้มาตรการใหม่มากที่สุดในปี 2024 (21.7% ของมาตรการใหม่ทั้งหมด) ครอบคลุมทั้งแมงกานีส นิกเกิล ดีบุก และแร่หายาก เพื่อหวังดึงดูดการลงทุนโรงงานแปรรูปในประเทศ
ผู้นำเข้าอ่วม! ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เสี่ยงสุด
OECD เตือนว่ามาตรการเหล่านี้กำลังสร้างความผันผวนด้านราคาและทำลายกลไกตลาดเสรี โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่าง ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าแร่ CRM จากกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกในสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
การกักตุนทรัพยากรในระดับสากลนี้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Transition) ของหลายประเทศล่าช้าออกไป หากไม่มีความร่วมมือในระดับพหุภาคีเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความโปร่งใสและหลากหลายมากขึ้นในอนาคต
เรียบเรียงจาก OECD







