จับตา ‘ทรัมป์’ ปี 2 เพิ่มอุณหภูมิเดือด ลุยครองเบอร์ 1 “ทหาร พลังงาน แร่หายาก”สะเทือนทั่วโลก

20 ม.ค. 2569 | 21:25 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ม.ค. 2569 | 01:26 น.

1 ปี “ทรัมป์” รื้อระเบียบโลก เปิดฉากสงครามภาษี ท้าทายกติกาสากล ผู้เชี่ยวชาญเตือนปีที่สองความเสี่ยงส่อพุ่งแรง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง จับตาสงครามการค้าสู่สงครามจริง สหรัฐเปิดหน้ารบ ทั้งด้านทหาร พลังงาน แร่หายาก หวังครองเบอร์ 1 โลก จี้รัฐบาลใหม่เตรียมตั้งวอร์รูมรับมือแรงกระแทก

KEY

POINTS

  • นโยบายในปีที่ 2 ของทรัมป์จะมุ่งเน้นการเป็นผู้นำใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การทหาร, พลังงาน และแร่หายาก ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ (NSS25)
  • มีเป้าหมายเข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์และแหล่งทรัพยากรสำคัญ เช่น เวเนซุเอลา และเกาะกรีนแลนด์ เพื่อสกัดอิทธิพลของจีนและรัสเซีย
  • เพิ่มความพร้อมทางการทหารและสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ ซึ่งอาจเปลี่ยนจากสงครามการค้าไปสู่ความเสี่ยงของสงครามจริงที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
  • นโยบายแข็งกร้าวนี้จะสร้างความผันผวนรุนแรงต่อเศรษฐกิจ การค้า ราคาพลังงาน และตลาดการเงินทั่วโลก โดยภูมิรัฐศาสตร์จะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่ง

 ครบ 1 ปี หลังสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 “โดนัล ทรัมป์” ใช้เวลาเพียง 12 เดือน ชู America First รื้อทิ้งระเบียบโลกเก่าอย่างไม่แยแส ตั้งแต่การสะบั้นสัมพันธ์ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศกว่า 60 แห่ง การเปิดฉากสงครามภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลามจากจีนสู่ประเทศคู่ค้าทั่วโลกในอัตราสูงลิ่ว 10-50% ล่าสุดยังปฏิบัติการเขย่าอธิปไตยด้วยข้อเสนอ ซื้อเกาะกรีนแลนด์ ที่ทำเอาเดนมาร์กและยุโรปต้องรวมพลังสู้ศึกการค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

 ขณะที่ในมิติความมั่นคง ทรัมป์ฉีกตำรา “ตำรวจโลกทิ้ง” แล้วแทนที่ด้วยบทบาท “ผู้คุมดีล” (The Dealmaker) ทั้งการบีบยูเครนสู่โต๊ะเจรจา การถล่มนิวเคลียร์อิหร่าน และล่าสุดกับการสถาปนาตนเองเป็นประธานคณะกรรมการสันติภาพ หรือ “Board of Peace” ตลอดชีพ เพื่อผูกขาดอำนาจการบริหารจัดการพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกที่ต้องแลกมาด้วย “ค่าคุ้มครอง” มหาศาล

จับตา ‘ทรัมป์’ ปี 2 เพิ่มอุณหภูมิเดือด ลุยครองเบอร์ 1 “ทหาร พลังงาน แร่หายาก”สะเทือนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งจากกำแพงภาษี 19% ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก และถูกบีบให้ต้องเปิดตลาดรับสินค้าอเมริกัน และแรงกดดันให้ต้องเลือกข้างในบอร์ดสันติภาพโลก

ภาพลวงตาส่งออกไทยโต

 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า “1 ปีทรัมป์” มีไฮไลต์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อไทยคือการถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งในภาพรวมแม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยไปสหรัฐที่เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 มากนัก (ส่งออกไทยไปสหรัฐ 11 เดือนแรกปี 2568 มีมูลค่า 65,318 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 30%) เป็นผลจาก

1.ผู้นำเข้าในสหรัฐเร่งนำเข้าสินค้าก่อนที่ภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น และ 2.สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์ (Transshipment)ไทยส่งออก ทั้งนี้จะสังเกตได้ว่าแม้ยอดส่งออกไทยไปสหรัฐจะเพิ่มขึ้น แต่การใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อส่งออก ไม่ได้ปรับขึ้นตาม แต่ตัวเลขที่สูงผิดปกติมาจากสองปัจจัยหลักข้างต้น ขณะที่การเจรจาในรายละเอียดการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐหลังรับทราบภาษีที่ 19% ยังหยุดชะงักจากผลกระทบสถานการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชาก่อนหน้านี้

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน

“ในเชิงตัวเลขการส่งออกไทยในภาพรวมไปทั่วโลกคาดจะขยายตัวได้ 10.5-11% (ตัวเลข 11 เดือนแรกขยายตัว 12.5%) แต่ในแง่เศรษฐกิจจริง ๆ เราแทบไม่ได้อะไรเลย ผมมองว่าภาษีทรัมป์ในปีที่แล้วเป็นภาพลวงตาสำหรับจีดีพีของไทย เพราะแม้ส่งออกจะเติบโตเป็นเลขสองหลัก แต่จีดีพีทั้งปีคาดจะโตไม่ถึง 2% แสดงให้เห็นถึงสินค้าที่ส่งออกไม่ใช่การผลิตที่เกิดขึ้นจริงในประเทศทั้งหมด”

1 ปีทรัมป์เขย่าโลก 3 ด้าน

ดร.อัทธ์ กล่าวอีกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทรัมป์เขย่าโลกใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.สงครามการค้า ที่ทรัมป์สั่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเพิ่ม ต่ำสุดที่ 10% และสูงสุดที่ 50% (เช่นบราซิล อินเดีย) จากเดิมภาษีทั่วไปที่สหรัฐเก็บจากทั่วโลกเฉลี่ยเพียง 3-4% 2.ภูมิรัฐศาสตร์ ทรัมป์ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทั่วโลก ทั้งยูเครน-รัสเซีย การสนับสนุนอิสราเอล และการโจมตีอิหร่าน รวมถึงการออกกฎหมายรับประกันไต้หวันที่สร้างความไม่พอใจให้กับจีน

3.การถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่มีความสำคัญต่อโลกมากกว่า 66 องค์กร รวมถึงข้อตกลงปารีสในการลดโลกร้อน องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยทรัมป์ มองว่าองค์กรเหล่านี้มีภารกิจที่ซ้ำซ้อน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่มีความจำเป็น สิ้นเปลืองงบประมาณ และดำเนินงานอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และการผลักดันเป้าหมายต่าง ๆ ร่วมกันของนานาชาติ

จับตาปี 2 เพิ่มอุณหภูมิเดือด

ทั้งหมดนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ที่เรียกว่า NSS25 (National Security Strategy 25) โดยสหรัฐ จะไม่พยายามครอบครองโลกเหมือนเมื่อก่อน เพราะทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ แต่จะเลือก ครอบครองในส่วนที่จำเป็น และเกี่ยวข้องเฉพาะจุดที่ได้ประโยชน์ โดยเน้นความมั่นคง 3 ด้าน คือ ทหาร พลังงาน และแร่หายาก ที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นในปีที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์

โดยมีเป้หมายหลักได้แก่ เวเนซุเอลา หรือในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้ที่สหรัฐต้องการยึดครองทั้งในแง่การทหาร และทรัพยากร เพื่อนำน้ำมันหรือแร่หายากออกมาใช้ และเพื่อสกัดอิทธิพลของจีนที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากเวเนซุเอลาถึง 80% ขณะที่อิหร่าน และการยึดครองเกาะกรีนแลนด์เป็นเป้าหมายในลำดับถัดไป แม้จะได้รับเสียงคัดค้านจากเดนมาร์กและประเทศในยุโรปก็ตาม

ทั้งนี้ทรัมป์ต้องการเกาะกรีนแลนด์ด้านทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นด่านสกัดกั้นขีปนาวุธข้ามทวีป และกองเรือรบจากรัสเซียและจีนที่วนเวียนอยู่แถวนั้นด้วย ขณะเดียวกันทรัมป์กำลังสร้าง “Golden Dome” ซึ่งเหนือกว่า Iron Dome ของอิสราเอล เพื่อสกัดขีปนาวุธครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ยังเน้นเป็นประเทศที่ขายอาวุธ ซึ่งการเตรียมพร้อมทั้งอาวุธและระบบป้องกันนี้ สะท้อนว่าสหรัฐ พร้อมที่จะรบ และมีความสุ่มเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดสงครามในปีนี้ เนื่องจากนโยบายจะเปลี่ยนจากการพูดเป็นการปฏิบัติจริงมากขึ้น

ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจัยเสี่ยงอันดับ1

“นโยบายของทรัมป์ก็เหมือนการสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในบ้านตัวเอง (Golden Dome) พร้อมกับออกไปคุมบ่อน้ำมันและแหล่งทรัพยากรนอกบ้าน (เวเนซุเอลา/กรีนแลนด์) โดยไม่สนว่ากติกาเดิมของ องค์กรระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร เพื่อให้สหรัฐกลับมายิ่งใหญ่ที่สุดคนเดียว ซึ่งทุกเรื่องที่กล่าวมาจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า ราคาพลังงาน ค่าเงิน ราคาทองคำ ตลาดหุ้นและอื่น ๆ ที่จะยังผันผวนมาก ในปีนี้”

โดยสรุปความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ต่อโลกในทุกมิติในปีนี้ แซงหน้าในเรื่องภาษีทรัมป์ และมีโอกาสสูงที่จะเกิดสงครามในหลายจุด ซึ่งอาจทำให้จีดีพีโลกโตต่ำกว่า 3% โดยจุดที่น่าจับตามากที่สุดในเวลานี้คือการต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ หากสหรัฐใช้กำลังยึดครองจะเป็นจุดจบของนาโต้

ทั้งนี้ส่วนตัวคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2569 จะขยายตัวได้เพียง 1.0-1.5% เท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ของไทยที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง ควรตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อประเมินฉากทัศน์ความเสี่ยงเหล่านี้โดยเร่งด่วน และเตรียมแผนรับมือ

 นอกจากนี้ไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์ “ความเป็นกลางที่อยู่รอด” และกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าพลังงาน พร้อมสร้างเสน่ห์ให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความขัดแย้งเพื่อดึงดูดนักลงทุน

กังวลภาษีทรัมป์ยังป่วนโลกต่อ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาและเข้าสู่ปีที่สอง โลกและไทยกำลังเผชิญความผันผวนรุนแรงจากแนวคิด “Make America Great Again” ที่กลับมาด้วยความเข้มข้นมากกว่าเดิม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การค้า และการเมืองระหว่างประเทศ 

หัวใจสำคัญของแรงสั่นสะเทือนคือการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากการค้าโลก ขาดดุลเรื้อรัง เป็นหนี้จำนวนมาก และถูกคู่ค้าเอาเปรียบด้วยการนำสินค้าเข้ามาขาย แย่งงานคนอเมริกัน จนโรงงานต้องปิดหรือย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ มาตรการขึ้นภาษีจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสกัดกั้น ส่งผลให้กว่า 100 ประเทศได้รับผลกระทบโดยตรง ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด และการย้ายฐานการผลิตเกิดขึ้นอย่างสับสน

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังเดินหน้าดึงการลงทุนและโรงงานกลับประเทศ ควบคู่กับนโยบายด้านผู้อพยพ การศึกษา และแรงงานต่างชาติที่เข้มงวดขึ้นอย่างมาก ทั้งการจำกัดนักศึกษาจากประเทศคู่แข่ง การไม่ต่ออายุการทำงาน การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมวีซ่าในอัตราสูง นโยบายเหล่านี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายเกรียงไกรชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้เศรษฐกิจคือท่าทีของทรัมป์ต่อกติกาสากล สหรัฐฯ ตัดงบและถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อระบบความร่วมมือโลก ขณะที่นโยบายสิ่งแวดล้อมกลับทิศจากยุคโจ ไบเดน จากผู้นำลดโลกร้อน กลายเป็นการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล ยกเลิกเป้าหมายลดคาร์บอนและการใช้รถไฟฟ้า ซึ่งกระทบต่อทิศทางอุตสาหกรรมโลกโดยตรง

อีกประเด็นคือ สไตล์การบริหารแบบใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Order) อย่างเข้มข้น ข้ามกลไกตามรัฐธรรมนูญ จนถูกตั้งคำถามเรื่องอำนาจ โดยเฉพาะกรณีภาษีตอบโต้ที่ภาคธุรกิจและผู้บริโภคสหรัฐจำนวนมากยื่นฟ้อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลสูง ซึ่งผลตัดสินในอีก 6-7 เดือนข้างหน้าจะเป็นจุดชี้ชะตา หากศาลชี้ว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต อาจช่วยคลี่คลายความตึงเครียด แต่หากศาลเปิดทาง ก็อาจยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ทรัมป์ใช้อำนาจรุนแรงกว่าเดิม

ผวาจากเทรดวอร์สู่สงครามจริง

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ นายเกรียงไกรประเมินว่า โลกกำลังเห็นการขยับจากสงครามการค้าไปสู่ความเสี่ยงของ “สงครามจริง” ทั้งการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง ความพยายามควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างกรีนแลนด์ เพื่อสกัดอิทธิพลรัสเซียและจีน รวมถึงการใช้อำนาจแข็งกร้าวต่อประเทศที่มีทรัพยากรสำคัญ เช่น น้ำมัน ทองคำ และแร่หายาก สะท้อนลักษณะคล้าย “ล่าอาณานิคมสมัยใหม่” ที่ทำให้โลกอยู่ในภาวะคาดเดาไม่ได้

 ผลกระทบดังกล่าวทำให้พันธมิตรดั้งเดิมอย่างยุโรปเริ่มทบทวนบทบาทสหรัฐ และหันมาสร้างความเข้มแข็งทางทหารของตนเอง ขณะที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจผ่านการขึ้นภาษีกลายเป็นเครื่องมือต่อรอง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

เพิ่มแรงกดดันเศรษฐกิจ-ส่งออกไทย

สำหรับไทย นายเกรียงไกรเตือนว่า แม้จะอยู่ห่างจากจุดขัดแย้ง แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ โดยเฉพาะยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญลำดับต้น ๆ ของไทย ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจะกดดันการค้าและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม ทางออกของไทยในปีที่สองของทรัมป์ คือการ “ตั้งรับเชิงรุก” ต้องมีทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจโลก เข้าใจภูมิรัฐศาสตร์ และทำงานบูรณาการระหว่างกระทรวงอย่างใกล้ชิด

“หากขาดคนเก่ง มีประสบการณ์ และมีคุณธรรม จะยิ่งทำให้การรับมือแรงกระแทกจากโลกที่ผันผวนรุนแรงขึ้นเป็นเรื่องยากกว่าเดิม และอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในเกมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนโฉมอย่างรวดเร็ว” นายเกรียงไกร กล่าวย้ำ